LNCrawler

ตอนที่ 67

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 67

หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าสำนักฟัง รองเจ้าสำนักฟัง และหม่าซือเจียวฟัง ทั้งสามถึงกับอึ้งไป ไม่คิดว่าจะมีเรื่องวุ่นวายมากมายถึงเพียงนี้

“รู้แล้ว เรื่องนี้ต่อไปอย่าได้พูดกับใคร”

โจวหมิงประสานมือคารวะ ก่อนถอยออกจากตำหนักอย่างรวดเร็ว

กระทั่งประตูบานใหญ่ปิดสนิท เสียงฝีเท้าของเขาค่อย ๆ ห่างออกไป เจ้าสำนักจึงยกมือขึ้นวาดอักขระกลางอากาศ

แสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งออกจากปลายนิ้ว แยกเป็นสี่สายกระจายไปตามมุมตำหนัก

ประตูและหน้าต่างทุกบานถูกผนึกพร้อมกัน ค่ายกลป้องกันการลอบฟังปรากฏขึ้นครอบคลุมตำหนักทั้งหลัง

หม่าซือเจียวมองการกระทำของเขา สีหน้าพลันจริงจังขึ้น “ถึงกับต้องเปิดค่ายกลปิดเสียง เรื่องใดกัน?”

เจ้าสำนักไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปมองรองเจ้าสำนักซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง

“เจ้าทั้งคู่คงรู้ว่าข้าหายไปที่ใด” เฟิงอู๋จี้พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“ขอรับ” หม่าซือเจียวเป็นคนแรกที่ขานรับ

“คิดว่าพอจะคาดเดาได้ขอรับ” หลินซางไห่รองเจ้าสำนักตอบเลี่ยง ๆ เพราะตอนที่เจ้าสำนักหายไปเขาเองก็ไม่รู้อะไรเลย

“ข้าตรวจสอบแล้ว ตระกุลโม่กับตระกูลซูมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน”

“อะไรหรือขอรับ?” หม่าซือเจียวเดินไปนั่งที่เก้าอี้ หลังจากยืนมานาน ก่อนจะเทชาใส่ถ้วย

“ทั้งสองตระกูลอาจเคยทำสัญญากับปีศาจ”

มือที่กำลังรินน้ำชาของหม่าซือเจียวหยุดชะงัก

น้ำชาร้อนล้นออกจากถ้วย ไหลนองไปบนโต๊ะ แต่ไม่มีผู้ใดสนใจ

หลินซางไห่ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างเงยหน้าขึ้นทันที “ท่านพบหลักฐานจากที่ใด?”

เฟิงอู๋จี้ไม่ได้ตอบ เขาหยิบม้วนหนังเก่าแก่ม้วนหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วคลี่ลงบนโต๊ะอย่างช้า ๆ

ตรงกลางม้วนหนังมีภาพสัตว์อสูรรูปร่างประหลาดตัวหนึ่ง ศีรษะใหญ่ ปากกว้างจนเกือบฉีกถึงใบหู ดวงตากลับอยู่ใต้รักแร้ ลำตัวปกคลุมด้วยลวดลายบิดเบี้ยว ไม่มีส่วนใดเหมือนสัตว์อสูรที่พบเห็นในยุคปัจจุบัน

แม้เป็นเพียงภาพวาด แต่ทันทีที่ม้วนหนังถูกคลี่ออก กลิ่นอายดุร้ายเก่าแก่ก็แผ่กระจายไปทั่วตำหนัก

เปลวไฟในตะเกียงอาคมสั่นไหวพร้อมกัน

หม่าซือเจียววางกาน้ำชาลง ก่อนจ้องภาพนั้นเขม็ง

“นี่คือสิ่งใด?”

“เทาเทีย” เฟิงอู๋จี้ตอบเสียงหนัก “หนึ่งในอสูรร้ายบรรพกาล”

ภายในตำหนักเงียบลงทันที

หลินซางไห่ก้มมองภาพวาด “ตามบันทึก เทาเทียถูกสังหารไปตั้งแต่ยุคโบราณแล้วมิใช่หรือ?”

“บันทึกที่แพร่หลายในโลกเซียนกล่าวเช่นนั้น แต่บันทึกอีกส่วนหนึ่งระบุว่า เทาเทียไม่ได้ถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์ วิญญาณของมันแตกกระจายออกเป็นหลายส่วน ก่อนจะถูกผนึกไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ”

เฟิงอู๋จี้หยิบแผ่นหยกแตกหักอีกชิ้นออกมาวางข้างม้วนหนัง

ผิวของแผ่นหยกหม่นคล้ำ มีรอยแตกร้าวพาดผ่านตรงกลาง อักขระที่สลักอยู่บนนั้นถูกทำลายไปเกินครึ่ง

“ข้าพบสิ่งนี้ใต้ซากจวนตระกูลโม่” เขาส่งพลังปราณเข้าไปในแผ่นหยก

แสงสีแดงคล้ำค่อย ๆ ซึมออกมาตามรอยร้าว ก่อนรวมตัวเป็นตัวอักษรขาด ๆ หาย ๆ เหนือโต๊ะ

โลหิตแห่งผู้สืบสาย

เปิดประตูยมโลก

น้อมรับเจ้าแห่งความหิวโหยกลับคืน

อักขระบรรทัดถัดไปเสียหายจนอ่านไม่ออก เหลือเพียงคำสุดท้ายที่ยังมองเห็นได้เลือนราง

[สัญญา]

หม่าซือเจียวจ้องข้อความเหล่านั้น สีหน้าค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้น

“เพียงแผ่นหยกชิ้นเดียว ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าตระกูลโม่เป็นผู้ทำพิธี”

“ข้ารู้” เฟิงอู๋จี้ตอบ “แผ่นหยกอาจเป็นของตระกูลโม่ หรืออาจถูกผู้ใดนำไปทิ้งไว้เพื่อใส่ความพวกเขาก็ได้”

หลินซางไห่ใช้นิ้วแตะคำว่า ‘โลหิตแห่งผู้สืบสาย’

“แล้วตระกูลซูเกี่ยวข้องอย่างไร?”

“เมื่อสามร้อยปีก่อน บรรพชนของตระกูลซูเคยเข้าไปในซากโบราณแห่งหนึ่งพร้อมกับบรรพชนตระกูลโม่ หลังกลับออกมา ทั้งสองตระกูลก็เริ่มติดต่อกันอย่างลับ ๆ”

เฟิงอู๋จี้นำสมุดบัญชีเก่าอีกเล่มออกมาเปิด

“ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา ตระกูลซูส่งสิ่งของจำนวนมากให้ตระกูลโม่ ทั้งกระดูกสัตว์อสูรระดับสูง โลหิตของผู้มีรากวิญญาณพิเศษ ศิลาปราณธาตุมืด และวัตถุดิบอีกหลายชนิดซึ่งมักใช้ในพิธีอัญเชิญ”

หม่าซือเจียวกวาดตามองรายชื่อสิ่งของ “อาจใช้สร้างค่ายกลหรือหลอมอาวุธได้เช่นกัน”

“ถูกต้อง”

“ท่านเจ้าสำนัก ท่านไปได้ของพวกนี้มาได้อย่างไร?” ของพวกนี้สมควรถูกตระกูลขุนนางเก็บเอาไว้

“ขโมยมา” เฟิงอู๋จี้ตอบหน้าตาย

รองเจ้าสำนักกับหม่าซือเจียวแทบจะถอนหายใจออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

“หากพวกเขาสืบรู้จนถึงสำนักเรา” 

“ไม่เป็นไรพวกเขาไม่ได้หวงแหนขนาดนั้น”

“หมายความว่าอย่างไร?” หลักฐานสำคัญเช่นนี้กลับปล่อยออกมาอย่างง่ายดาย

“นี่ละที่ข้ามองว่าแปลก” 

“แปลกอย่างไรขอรับ?”

“ปกติแล้วเอกสารเกี่ยวกับตระกูลที่ถูกฆ่าล้างตระกูลสมควรถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแน่นหนา แต่นี่กลับเหมือนปล่อยให้เข้าไปขโมยง่าย ๆ” 

ทั้งสามคนตกอยู่ในความเงียบ ก่อนเฟิงอู๋จี้จะกล่าวเสริมอีก

“พวกเจ้าคงรู้ว่าเหตุใดถึงบอกเรื่องนี้กับพวกเจ้า”

หม่าซือเจียวพยักหน้ารัว ๆ รองเจ้าสำนักก้มหน้าลงรับคำทีหนึ่ง

"จับตาดูนางไว้ให้ดี หากนางเป็นภาชนะของเทาเทีย พวกเราจำเป็นต้องผนึกนางเอาไว้ อย่าให้นางมีโอกาสได้เลื่อนระดับอีก

“…..” หม่าซือเจียวถึงกลับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“คาดเดาว่าคงไม่ทันแล้วขอรับ ตอนนี้นางน่าจะอยูในระดับท่องนภาแล้วขอรับ” ทั้งหมดทั้งมวลนี้เขาคาดเดาเอา

“ห๊ะ?” ไม่ใช่แค่เจ้าสำนักที่ร้อง แม้แต่รองเจ้าสำนักก็อุทานออกมาแทบจะพร้อมกัน

"เมื่อไม่ถึงเดือนที่แล้วนางเพิ่งทะลวงชีพจร ตอนนี้ก็กลายเป็นท่องนภาแล้ว

“จะ เจ้า เจ้าทำอย่างไร?”

“ตั้งแต่ข้ารู้จักนางมา ทุกครั้งที่นางเลื่อนระดับจะต้องหลับให้ฟ้าผ่าสักครั้งหนึ่ง” หม่าซือเจียวยกน้ำชาขึ้นมาดื่มก่อนจะเอ่ยเสริมอีกประโยคว่า

“จนถึงตอนนี้นางรวมถึงในดินแดนลับ นางโดนทัณฑ์สวรรค์มาแล้วสี่ถึงห้าครั้ง แม้จะมองไม่เห็นตบะของนาง แต่ก่อนเข้าแดนลับนางอยู่ในระดับสร้างรากฐาน หากเลื่อนระดับอีกคาดเดาได้ว่าอยู่ในระดับท่องนภา”

"หมายความว่าอย่างไร หลับไปเลื่อนระดับไป โดนฟ้าผ่าก็ไม่ตื่นอย่างงั้นเหรอ?

“ขอรับ” 

“ต่อจากนี้จับตาดูนางไว้ให้ดี”