ตอนที่ 68
ตอนที่ 68
ระหว่างที่คนทั้งสามกำลังหารือเรื่องใหญ่ซึ่งอาจเกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของโลกเซียน เด็กหญิงที่พวกเขาต้องการจับตาดูกำลังนั่งยอง ๆ อยู่หน้าห้องครัวในหุบเขาโอสถ
เบื้องหน้าจูลี่มีแหวนเก็บของวางเรียงกันเจ็ดวง
นางหยิบปลากระบี่เงินออกมาทีละตัว ก่อนวางซ้อนกันเป็นกองสูง
หนึ่งตัว
สองตัว
สิบตัว
ยี่สิบตัว
กระทั่งกองปลาสูงเกือบเท่าหลังคาห้องครัว โมเจียจึงรีบยกมือห้าม
“พอแล้ว”
จูลี่ซึ่งกำลังจะหยิบปลาตัวที่สามสิบเจ็ดออกมาหยุดมือ ก่อนเงยหน้ามองโมเจีย
“พอแล้วหรือ?”
“พอแล้ว”
“แต่แหวนวงแรกยังเต็มอยู่เลย”
โมเจียมองแหวนเจ็ดวงที่วางอยู่บนพื้น จากนั้นเงยหน้ามองกองปลากระบี่เงินตรงหน้า
นางเคยคิดว่าคำว่าแหวนทุกวงเต็มไปด้วยปลาเป็นเพียงคำพูดเกินจริง แต่ตอนนี้นางรู้แล้วว่าไม่มีคำโกหกแม้แต่น้อย
“เจ้าจับปลามาจากที่ใดมากมายถึงเพียงนี้?”
“ในทะเลสาบ”
“ข้ารู้ว่าจับมาจากทะเลสาบ ข้าถามว่าจับมาได้อย่างไร”
“ส่วนหนึ่งใช้เหยื่อล่อ อีกสิบส่วนเต่าหามาให้เจ้าค่ะ”
“เต่า?”
จูลี่ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มอีก นางสับมีดลงบนท้องปลา ตามที่โมเจียสอน ก่อนจะล้วงเอาไส้ปลาออกมา
เนื้อตัวเด็กน้อยเปอะเปื้อนเลือดปลา
ผีเด็ก
โมเจียตกใจ ลืมเรื่องที่จะถามต่อไปหมดสิ้น “รอให้ศิษย์พี่โจวกลับมาทำเถอะ”
“ทำไมเจ้าคะ?”
“เถอะน่า เจ้าไปอาบน้ำล้างตัวแล้วเอาปลาที่เหลือไปขายเถอะ” โมเจียว่า
“แต่ศิษย์พี่ผ่ามันไม่ได้” ในเมื่อไม่มีคนทำนางก็ต้องทำเอง
“เจ้าแค่ทำให้หนังมันขาดออก ที่เหลือข้าจัดการเอง” ปลากระบี่เงินนี้เกล็ดและหนังอาจจะแข็งแกร่งจนนางที่อยู่ขั้นรวบรวมปราณผ่าไม่เข้า แต่เนื้อในกลับนุ่มนิ่ม นางสามารถผ่าได้สบาย
เด็กหญิงพยักหน้าแล้วเอาปลาออกมาสับลงไปตรงท้องปลาทีละตัว พอได้จำนวนหนึ่งที่คิดว่าโมเจียทำแค่นี้คงใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะเสร็จก็วางมือ
“ศิษย์พี่โม ข้าเอาปลาไปขายก่อนนะเจ้าคะ”
“ได้” โมเจียรับคำ แต่ยังคงก้มหน้าก้มตาจัดการกับปลากระบี่เงินอย่างตั้งใจ
ปลากระบี่เงินนี้เป็นสัตว์อสูรที่ชาตินี้ทั้งชาติอาจจะไม่มีโอกาสได้สัมผัส
แต่ตอนนี้มันมาอยู่ตรงหน้าแล้ว จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร
ทั้งหมูเขี้ยวน้ำเงินก่อนหน้านี้ทำให้ตบะของนางมั่นคงอยู่ไม่น้อย เหมือนใกล้จะเลื่อนระดับเต็มที ทั้งหมดนี้เป็นผลจากจูลี่ทั้งหมด
ต้องรู้ว่าศิษย์รับใช้ทำงานได้วันละแค่ไม่กี่แต้ม เดือนทั้งเดือนสะสมได้หกสิบเจ็ดสิบแต้มก็ถือว่าเก่งแล้ว
แต่จูลี่มอบทั้งถุงเก็บของและแหวนเก็บของให้นาง นับรวมแล้วเกินกว่าห้าพันแต้ม ไม่รวมเนื้ออสูรที่นางมีโอกาสได้ลิ้มลองด้วย
ต่อให้จูลี่สั่งให้นางทำงานทั้งวัน นางก็ไม่คิดบ่นแม้แต่ครึ่งคำ
จูลี่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงโถงภารกิจ เด็กหญิงเอาแหวนเก็บของระดับต่ำวงหนึ่งขึ้นมาแล้ววางตรงหน้าผู้ดูแล
“ปลากระบี่เงินเจ้าค่ะ ขายหมดนี่เลย” เด็กหญิงยิ้มแก้มแทบปริ เมื่อคิดถึงแต้มที่จะได้รับ
ผู้ดูแลหยิบแหวนก่อนจะส่งพลังปราณเข้าไปดู แล้วก็ต้องผงะ
ปลาเต็มแหวน
“ปลากระบี่เงินนี่เป็นของหายาก สำนักรับซื้อได้เพียงหนึ่งร้อยตัวเท่านั้นละ”
รอยยิ้มสดใสหายไปทันที “ทำไม?”
“ปลากระบี่เงินเป็นวัตถุดิบระดับสูง แม้เนื้อของมันจะช่วยบำรุงเส้นลมปราณ แต่สำนักก็ไม่อาจแจกให้ศิษย์กินทุกมื้อได้ อีกทั้งพื้นที่สำหรับเก็บอาหารไม่ได้มีมากขนาดนั้น” แหวนระดับกลางเพียงสองวงสำหรับรับอาหารเลี้ยงคนทั้งสำนัก
จูลี่ทำหน้ายู่เหมือนหมูหิว
นางยื่นมือหยิบแหวนกลับมา ก่อนจะโยนปลาออกมาหนึ่งร้อยตัวพอดิบพอดี
“หนึ่งร้อยตัว สำนักจะจ่ายให้เจ้าตัวละแปดร้อยแต้ม”
ดวงตาของจูลี่สว่างขึ้น “แปดหมื่นแต้ม?”
“ถูกต้อง”
เด็กหญิงถอนหายใจอย่างสิ้นหวังทีหนึ่ง
“ขาดอีกสองหมื่น” กระโจมพยับเร้นระดับกลางพังไปแล้ว นางอยากได้กระโจมระดับสูงต้องใช้ถึงแสนแต้ม
“เจ้าก็เอายารักษาระดับสูงมาขายสิ” เสียงลึกลับดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“หมดแล้ว”
“หมดแล้ว?”
“แจกหมดแล้ว”
“…” อสูรบรรพกาลในร่างหมดคำจะกล่าว มันลืมเสียสนิทว่าจูลี่ติดสินบนเจ้าอสูรเกราะศิลาอย่างไร “เช่นนั้นก็เอาหินวิญญาณไปซื้อในเมืองเอาสิ”
“จริงด้วย” ดวงตาของเด็กหญิงสว่างขึ้นมา ก่อนจะหันรีบวิ่งออกไปอย่างอารมณ์ดี
โจวหมิงเดินมาถึงเห็นจูลี่กึ่งเดินกึ่งวิ่งก็ถาม “เจ้าจะไปไหน?”
“ไปในเมืองเจ้าค่ะ”
“ไปทำไม?”
“ไปซื้อของ”
“เดี๋ยวข้าไปด้วย” โจวหมิงเดินตามเด็กหญิงทันที ทว่า…
จูลี่ยัดแหวนเก็บของระดับต่ำสามวง กับแหวนเก็บของระดับสูงอีกหนึ่งวงให้โจวหมิง “ฝากศิษย์พี่ช่วยผ่าท้องให้ด้วยเจ้าค่ะ หมดนี่เลย”
มุมปากของโจวหมิงกระตุก
“หมดนี่ต้องใช้เวลากี่วัน?”
“ฝากด้วยเจ้าค่ะ” เด็กหญิงโค้งคำนับแล้วเดินจากไป
“เดี๋ยวสิ เจ้าอยู่ในระดับท่องนภาแล้ว เหตุใดจึงเดิน ไม่ใช้กระบี่เหินไปเล่า” ทว่าคำพูดของโจวหมิงลอยไปกับสายลมและแสงแดด เด็กหญิงวิ่งไปไกลแล้ว
ชายหนุ่มยักไหล่ทีหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้
พอพ้นจากสำนัก จูลี่หยุด “เจ้าหิน”
อสูรเกราะศิลาซึ่งแกล้งหลับอยู่ใต้ต้นไม้ในแหวนมิติลืมตาขึ้นมาทันที ก่อนจะมาโผล่ที่เบื้องหน้าเด็กหญิง
“ไปขายปลากัน” จูลี่ปีนขึ้นไปนั่งบนหลังของมันอย่างมั่นคงแล้วตบอสูรเกราะศิลาเบา ๆ ทีหนึ่ง
มันถูกใช้ลากเชือกตกปลา แล้วก็เพิ่งหนีตายมาได้ไม่นาน ยังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อย ตอนนี้กลับต้องลงเขาไปขายปลาอีกแล้วหรือ?
มันรีบพลิกตัว หันหลังให้เด็กหญิง แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
จูลี่มองแผ่นหลังของมัน “ถ้าขายปลาได้ ข้าจะซื้อหมูย่างสิบตัว”
เงียบ…
มันไม่ใช่สัตว์อสูรเห็นแก่กิน ของกินจึงล่อลวงไม่ได้
“ปลาย่างเป็นอย่างไร?”
หูทั้งสองข้างของอสูรเกราะศิลากระดิกเล็กน้อย
“ให้เจ้าหนึ่งตัว”
หูที่เพิ่งตั้งขึ้นตกลงทันที
“สองตัว”
อสูรเกราะศิลายังคงนอนนิ่ง
“สองตัวครึ่ง”
มันพลิกตัวกลับมา ก่อนลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉง
สัตว์อสูรผู้ไม่เห็นแก่กินวิ่งตรงเข้าสู่ตัวเมืองทันที
หนึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งสองก็มาถึงเมืองชิงเหอซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านตั้งอยู่ไม่ไกลจากสำนักชิงเฟิงมากนัก
ก่อนเข้าเมือง จูลี่เก็บอสูรเกราะศิลาเข้าไปในแหวนดำ เพื่อไม่ให้ผู้คนแตกตื่น
นางยังคงสวมชุดศิษย์รับใช้สีเทาตัวเดิม เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครทำชุดศิษย์สายตรงที่มีขนาดพอดีตัวให้กับนางสักคน
มีเพียงข้างเอวที่ห้อยหยกของศิษย์สายตรงเอาไว้
เมื่อหยกชิ้นนี้ห้อยอยู่บนชุดศิษย์สายตรงย่อมไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
แต่เมื่อมันห้อยอยู่บนเอวเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบซึ่งสวมชุดศิษย์รับใช้ จึงคล้ายกับนำไข่มุกราตรีไปแขวนไว้บนตะกร้าผัก
และเจ้าของตะกร้าผักผู้นี้กำลังจะเข้าเมืองไปขายปลาทั้งทะเลสาบ