LNCrawler

ตอนที่ 6

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 6

“เจ้าเด็กซื่อบื้อ ข้าบอกให้แค่จับดู ไม่ได้ให้กิน” ผู้เฒ่าหม่าทึ้งหัวตัวเองจนผมเพ้ากระเซิง “นั่นมันเทศพิษดิบ ๆ ยางของมันกัดกระเพาะทะลุข้ามคืนได้เลยนะ คายออกมา”

จูลี่กอดอก มองอาจารย์ป้ายแดงด้วยสายตาเอือมระอา แววตาใสซื่อเมื่อครู่หายวับไป เปลี่ยนเป็นความกวนประสาททันตาเห็น

“อาจารย์นั่นแหละซื่อบื้อ” เด็กหญิงเจ็ดขวบสวนกลับเสียงแจ๋ว “คนหิวจนจะแทะหินได้อยู่แล้ว ท่านยื่นของกินมาให้ ใครเขาจะเอามานั่งลูบเล่นล่ะเจ้าคะ?"

“หน็อย เจ้าเด็กปากดี ถ้าตายมาข้าไม่รับทำศพ” หม่าซือเจียวหนวดกระดิกด้วยความโมโห 

“แล้วตายหรือไม่เจ้าคะ?” ว่าแล้วก็กัดเข้าไปอีกคำ

ไม่ใช่ว่านางไม่เคารพผู้ใหญ่ แต่นางโมโหหิว คนจะกินขัดอยํูได้

หม่าซือเจียวชะงักไป จนถึงตอนนี้อย่าพูดเรื่องตาย แค่ผื่นสักเม็ดก็ยังไม่เห็น “นี่ร่างกายเจ้าต้านพิษหรือ?”

“ไม่รู้เจ้าค่ะ” รู้แค่ว่ามีอะไรให้กินก็กินได้หมด กินหินกินดินก็กินมาแล้ว 

“ดี” หม่าซือเจียวยิ้มอย่างยินดี “ข้ามีงานให้เจ้าทำ”

“อาจารย์เจ้าคะ ก่อนท่านจะให้ศิษย์ทำอะไร ช่วยหาข้าวหาน้ำให้ศิษย์กินก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?” ตั้งแต่เช้าได้ดื่มแค่สุรา แม้จะช่วยระงับความหิวไปมาก แต่ก็ยังต้องการอาหารอยู่ดี

“รู้แล้ว รู้แล้ว นี่เอ้า” หม่าเหล่าซือหยิบเนื้ออสูรตากแห้งออกมา “เอาไปกินก่อนก็แล้วกัน”

แม้จะเป็นเนื้อชั้นเลว แต่ก็น่าจะพอให้เด็กคนหนึ่งได้อิ่มท้องไปอีกหลายมื้อ 

จูลี่จัดการเอาเนื้อตากแห้งชิ้นนั้นไปย่างไฟ พอสุกก็แบ่งให้หม่าเหล่าซือเล็กน้อย ที่เหลือตัวนางกินเองทั้งหมด

“เอาละเจ้าค่ะ พอมีอะไรตกถึงท้องบ้างแล้ว ทีนี้ก็ทำงานได้แล้วเจ้าค่ะ” เด็กกวนประสาทคนนั้นก็หายวับไปในพริบตา ราวกับว่าก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวง

“เจ้าเห็นสมุนไพรพวกนั้นหรือไม่ มันมีพิษ เจ้าเอาพวกมันคั้นเอาแต่น้ำ แล้วใส่โถไว้ให้ข้า ข้าจะไว้ปรุงยาถอนพิษ”

จูลี่งงหนัก เอียงหน้าเล็กน้อย นางไม่มีปัญหาเรื่องคั้นน้ำจากสมุนไพร แต่มีปัญหาที่เอาไปปรุงยาถอนพิษ

สมุนไพรพิษเอาไปปรุงยาพิษ ไม่รู้คิดได้ไง

“ไม่ต้องทำหน้างง บอกให้ทำอะไรก็ทำเถอะน่า”

“เจ้าค่ะ”

จูลี่เดินเตาะแตะไปที่กองสมุนไพรพิษสีเขียวคล้ำที่ส่งกลิ่นฉุนกึกจนแสบจมูก นางมองหาครกบดยาแต่กลับพบเพียงครกหินเก่า ๆ ที่มีรอยร้าวรอบด้าน เด็กหญิงถอนหายใจยาวก่อนจะหันไปมองอาจารย์ที่กำลังนั่งลูบเคราภูมิใจในตัวเองอยู่

“อาจารย์ ครกนี่ยังใช้งานได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?" ไม่ใช่ว่าจูลี่หัวสูง แต่เพราะนางเคยใช้ชีวิตอย่างดีตอนยังมีตระกูลคุ้มกะลาหัว 

“มีเท่านั้นละ” ชายชรากล่าวอย่างส่ง ๆ ทำทีไม่สนใจ แต่เขากำลังประเมินเด็กหญิงคนนี้อยู่

เด็กน้อยจนปัญญา โยนสมุนไพรมีค่าใส่ครก พอละเอียดก็เอามาบีบแล้วใช้ผ้ากรองอีกทีหนึ่ง ในที่สุดก็ได้สมุนไพรสีเขียวปี๋

“แล้วกากยาพวกนี้อาจารย์เอาไว้ทำอะไรเจ้าคะ?” 

“ทิ้งสิ เก็บไว้ทำไมอีก”

“อ้อ” เด็กหญิงพยักหน้าทีหนึ่ง ก่อนจะยัดมันเข้าปากทั้งกำมือ

“เฮ้ย!!!” หม่าเหล่าซือตกใจอยู่ครู่หนึ่ง แค่พอนึกว่านางไม่มีปัญหากับพิษจึงได้วางใจลง

แล้วจูลี่ก็อาศัยกากสมุนไพรของหม่าซือเจียวแทนกับแก้ม โดยมีสุราในไหที่ห้อยเอวให้ดื่มกิน

เมื่อเห็นเด็กน้อยนั่งเคี้ยวกากยาเค็ม ๆ มัน ๆ แกล้มเหล้าอย่างสบายอารมณ์ หม่าซือเจียวก็ถอนหายใจยาวพลางส่ายหัว ในเมื่อนังหนูนี่มันเป็นตัวประหลาดต้านพิษได้จริง เขาก็เบาใจเรื่องความปลอดภัยไปเปราะหนึ่ง แต่เมื่อมองสภาพเด็กเจ็ดขวบที่อาจจะอ่านตำรายังไม่ออก ชายชราจึงขยับปากสั่ง

“ในเมื่อเจ้าต้านพิษได้ งานหลอมยาก็ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่ก่อนจะมาช่วยข้าคุมเตายา เจ้าต้องอ่านตำราให้ออกก่อน พรุ่งนี้เช้าจงไปเรียนเขียนอ่านที่เรือนศึกษากับพวกเด็ก ๆ ในสำนักซะ”

“อาจารย์ศิษย์อ่านออก ไม่ต้องเรียนเจ้าค่ะ” 

ทว่าเสียงของจูลี่เหมือนทะลุผ่านหูของหม่าเหล่าซือไป “ไม่เรียนเขียนอ่าน เดี๋ยวได้โง่”

“ศิษย์อ่านออกเจ้าค่ะ” มิเช่นนั้นนางจะรู้ได้ยังไงว่าสำนักชิงเฟิงรับสมัครศิษย์ใหม่

“บอกให้ไปเรียนก็ไปเรียนเถอะน่า” อ่านออกคำสองคำทำเก่ง เด็กยังไงก็ยังเป็นเด็กวันยังค่ำ

สองศิษย์อาจารย์ผลัดด่าในใจกันสนุก หากมีใครสักคนฟังความในใจออกคงปวดหัวน่าดู

“เจ้าค่ะ” จูลี่รับคำพลางกระดกเหล้าเข้าปากอึกหนึ่งอย่างไร้อารมณ์ ท่าทางใสซื่อประหนึ่งลูกแกะน้อยก็ไม่คิดจะทำแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้น ร่างป้อมในชุดศิษย์รับใช้ตัวโคร่งผูกเอวหนาเตอะ เดินเข้าไปยังเรือนศึกษาท้ายเขา ด้านในมีเด็กวัยไล่เลี่ยกันนั่งอยู่สิบกว่าคน ทันทีที่จูลี่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตู เด็กชายตัวอ้วนพีผู้หนึ่งซึ่งมีลูกสมุนล้อมรอบก็ลุกขึ้นมายืนขวางหน้าทันที 

กวนเป่าคือเจ้าถิ่นประจำห้องเรียนนี้

“เฮ้ ยายเด็กใหม่มอมแมม ชุดก็หลวมเหมือนเอาผ้าขี้ริ้วมาห่ม รู้ไหมว่าที่นี่เป็นที่ของใคร” กวนเป่าเชิดหน้าขึ้นฟ้าอย่างวางโต

จูลี่กอดอก เอียงคอมองเจ้าถิ่นด้วยแววตาสุดระอา ปากเล็ก ๆ ขยับสวนกลับทันควันเสียงแจ๋ว

“ไม่รู้เจ้าค่ะ แล้วท่านรู้ไหมเจ้าคะว่าหน้าตาของท่านเหมือนหัวหมูต้มที่โรงครัวไม่มีผิด ขนาดขาสั้นเดินยังเซ ยังจะทำตัวเป็นนักเลงโต ถ้าโตไปหัวไม่ปักกองปุ๋ยคอกรึไงเจ้าคะ”

“เจ้าด่าข้าเป็นหัวหมูรึ ยายเด็กกำพร้าไร้แซ่” กวนเป่าโกรธจนหน้าดำหน้าแดง

“ไม่มีแซ่ยังดีกว่ามีหัวไว้แค่คั่นหูนะเจ้าคะ อ้วนจนคอหายขนาดนี้ ถ้าข้าเป็นบิดาท่าน คงเอาเวลาไปต้มหมั่นโถวกินยังคุ้มค่ากว่าเลี้ยงท่านเลยเจ้าค่ะ” จูลี่ตอกกลับหน้าตาย ฝีปากแซ่บจนเด็กชายอ้วนแทบกระอักเลือด

“หน็อย ข้าจะตีเจ้า” กวนเป่าเงื้อมือขึ้นสูงด้วยความโมโหสุดขีด