ตอนที่ 69
ตอนที่ 69
ทว่าแทนที่จะมุ่งหน้าไปยังเหลาอาหาร จูลี่กลับเดินเลี้ยวเข้าถนนอีกสายอย่างคุ้นเคย
สองข้างทางยังคงเต็มไปด้วยร้านค้าเช่นเดิม ทั้งร้านโอสถ ร้านอาวุธ และร้านขายวัตถุดิบจากสัตว์อสูร แต่เด็กหญิงไม่ได้ชายตามองแม้แต่น้อย นางเดินตรงไปยังร้านสุราที่เคยมาเยือนเมื่อครั้งก่อน
ทันทีที่ก้าวผ่านประตูร้าน กลิ่นสุราหอมเข้มข้นก็ลอยเข้าปะทะจมูก
จูลี่สูดหายใจลึก ดวงตาที่ปรืออยู่เล็กน้อยพลันเปิดกว้างขึ้น
เถ้าแก่ร้านซึ่งกำลังก้มหน้าดีดลูกคิดได้ยินเสียงฝีเท้าก็เงยหน้าขึ้น ครั้นเห็นเด็กหญิงตัวเล็กในชุดสีเทา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
เด็กเช่นนี้อาจมีอยู่ทั่วเมือง
แต่เด็กที่กอดไหสุรา เดินเข้าร้านด้วยสีหน้าราวกับกลับมาเยี่ยมญาติ ทั้งยังเคยเทหินวิญญาณกองโตออกมาซื้อสุรา ย่อมมีเพียงคนเดียว
“คุณหนูน้อย”
เถ้าแก่รีบวางลูกคิดแล้วเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ไม่ได้พบกันเสียนาน คราวก่อนสุราที่ซื้อไปถูกปากหรือไม่?” นานที่ว่าคือไม่ถึงอาทิตย์ดี
“หมดแล้ว”
รอยยิ้มของเถ้าแก่แข็งค้างเล็กน้อย
คราวก่อนนางซื้อไปตั้งมากมาย ต่อให้ดื่มแทนน้ำก็ควรอยู่ได้อีกนานไม่ใช่หรือ?
นี่ดื่มกันกี่คน หรือจริง ๆ เอาไปดื่มกันทั้งสำนัก?
แต่เมื่อนึกถึงภาพเด็กหญิงเทหินวิญญาณออกจากแหวนเก็บของ เขาก็ตัดสินใจกลืนคำถามทั้งหมดกลับลงท้อง
ลูกค้ามีหินวิญญาณย่อมถูกเสมอ
“วันนี้คุณหนูน้อยต้องการสุราชนิดใด?” เถ้าแก่ผายมือไปทางชั้นวางสุรา “สุราจันทร์ดับหิมะร่วง หมักจากน้ำค้างยอดเขาสามปี ราคาไหละห้าสิบหินวิญญาณ ส่วนสุราปราณมังกร บ่มในถังไม้หอมหมื่นลี้ ราคาไหละสองร้อยหินวิญญาณ ข้าเพิ่งได้ของชุดใหม่มาเมื่อวาน กลิ่นหอมยิ่งกว่าครั้งก่อนเสียอีก”
จูลี่เดินไปเปิดไหสุราปราณมังกร ดมกลิ่นทีหนึ่ง จากนั้นจึงเปิดสุราจันทร์ดับหิมะร่วงอีกไห
นางพยักหน้าอย่างพอใจ
“เอาหมดเจ้าค่ะ”
“คุณหนูน้อยหมายถึง…”
“ทั้งหมดในร้านเจ้าค่ะ”
เถ้าแก่ร้านนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปตะโกนใส่ลูกจ้างด้านหลังเสียงดัง
“ยืนมองอะไรอยู่ รีบไปนับไหสุรา”
ลูกจ้างสองคนสะดุ้ง รีบวิ่งไปตรวจนับสินค้าทั้งหน้าร้านและหลังร้านอย่างรวดเร็ว
สุรากว่าสิบชนิดถูกเอามาวางเรียงกัน จำนวนนับไม่ถ้วน
เถ้าแก่หันกลับมาหาจูลี่อีกครั้ง สีหน้ายิ้มแย้มยิ่งกว่าเดิม
“เชิญคุณหนูน้อยนั่งพักก่อน ข้าจะให้คนเตรียมสุราตัวอย่างมาให้ชิม มีสุราใหม่ด้วยนะขอรับ”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นรับน้ำชาสักถ้วยหรือไม่?”
“ไม่เอาเจ้าค่ะ”
“ของว่างเล่า?”
“มีเนื้อหรือไม่?” เด็กหญิงเอียงคอเล็กน้อย
เถ้าแก่ชะงัก ก่อนรีบหันไปสั่งลูกจ้างอีกคน “ไปซื้อเนื้ออสูรย่างจากร้านฝั่งตรงข้ามมา”
จูลี่มองเขาอย่างชื่นชม
เถ้าแก่ผู้นี้ใจดีจริง ๆ
ใช้เวลาไม่นาน ลูกจ้างก็กลับมารายงานจำนวนสุราทั้งหมด เถ้าแก่หยิบลูกคิดขึ้นมาดีดอย่างคล่องแคล่ว เสียงเม็ดลูกคิดกระทบกันดังต่อเนื่องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกราคารวม
จูลี่ฟังจบก็ถอดแหวนเก็บของระดับต่ำวงหนึ่งออกจากนิ้ว แท้จริงแหวนระดับต่ำวงนี้เต็มไปด้วยปลากระบี่บิน แต่หินวิญญาณกลับดึงมาจากแหวนมิติ ข้าวของมีค่ามากมายล้วนอยู่ในแหวนมิติ
นางคว่ำแหวนลงบนพื้น ก่อนจะทำเป็นเขย่าสองสามที
หินวิญญาณจำนวนมากไหลทะลักออกมาราวกับน้ำป่า ไม่นานก็กองสูงเกือบถึงเอวของเถ้าแก่
ทั้งร้านเงียบสนิท
ลูกจ้างสองคนมองกองหินวิญญาณ จากนั้นมองชุดศิษย์รับใช้สีเทาบนตัวเด็กหญิง แล้วก้มมองกองหินวิญญาณอีกครั้ง
เถ้าแก่กลับมีสีหน้าสงบนิ่งกว่าคนอื่นมาก
เขาเคยเห็นภาพนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้จึงเพียงถอยหลังไปสองก้าวอย่างมีประสบการณ์ เพื่อไม่ให้หินวิญญาณกลิ้งทับเท้า
“พอหรือไม่เจ้าคะ?” จูลี่ถาม
เถ้าแก่กวาดตามองคร่าว ๆ ก่อนพยักหน้ารัว “พอ พอแน่นอน”
“ที่เหลือมัดจำไว้ ซื้อสุราครั้งหน้าเจ้าค่ะ”
“ได้” เถ้าแก่รับคำทันที
ขอเพียงมีหินวิญญาณมากพอ ต่อให้เขาจะต้องขายร้านทั้งร้านเขาก็ยินดี
หลังจากนับหินวิญญาณเสร็จ สุราทุกไหในร้านก็ถูกเก็บลงในแหวนมิติสีดำของจูลี่ เหลือไว้เพียงชั้นไม้โล่ง ๆ และป้ายราคาที่ไม่มีสินค้าให้ขาย
เถ้าแก่มองร้านสุราที่ถูกกวาดจนว่างเปล่า ก่อนประสานมือส่งเด็กหญิงถึงหน้าประตูด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
“คุณหนูน้อย คราวหน้าหากต้องการสุราอีก เชิญมาที่ร้านข้าได้ทุกเมื่อ”
“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงโค้งขอบคุณแล้วเดินจากไป ก่อนจะนึกได้แล้วหันกลับมา “คราวหน้าเตรียมไว้เยอะๆ นะเจ้าคะ”
เถ้าแก่มั่นใจแล้ว สุราทั้งหมดนี้ต้องเอาไปเลี้ยงคนทั้งสำนักแน่ ๆ
สำนักชิงเฟิงก็ช่างกระไร ส่งศิษย์รับใช้อายุเพียงเจ็ดขวบมาซื้อสุราจำนวนมากขนาดนี้
ออกจากร้านสุราแล้ว จูลี่ก็เดินตรงไปยังเหลาอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชิงเหอ
เหลาอาหารสูงสามชั้น ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน ป้ายไม้เหนือประตูเขียนคำว่า “เหลาเมฆามงคล” ด้วยตัวอักษรสีทอง กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยออกมาจากด้านใน จนฝีเท้าของจูลี่ช้าลงโดยไม่รู้ตัว
เด็กหญิงยืนมองเป็ดย่างซึ่งแขวนอยู่ข้างประตูครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มมองแหวนเก็บของ
นางมาขายปลา ไม่ใช่มากิน
ว่าแล้วก็หยิบเอาขาหมูออกมากัดคำหนึ่ง
จูลี่เดินเข้าไปในเหลาอาหาร พอเสี่ยวเอ้อร์เห็นชุดศิษย์รับใช้บนตัวนาง ตอนแรกคิดจะถามว่ามาหาผู้ใด แต่เมื่อเหลือบเห็นหยกศิษย์สายตรงข้างเอว ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
“คุณหนูน้อย เชิญด้านในขอรับ”
“ข้ามาขายปลา”
“ขายปลา?”
จูลี่หยิบปลากระบี่เงินออกมาหนึ่งตัว
ตุบ!
ปลาตัวยาวเกือบหนึ่งจั้งตกลงกลางพื้นเหลา เกล็ดสีเงินสะท้อนแสงวาววับ พลังปราณที่หลงเหลืออยู่ในเนื้อกระจายออกไปโดยรอบ
ลูกค้าที่กำลังกินอาหารพากันหันมามอง
เสี่ยวเอ้อร์อ้าปากค้าง “ปะ…ปลากระบี่เงิน!”
ผู้ดูแลเหลาได้ยินเสียงก็รีบเดินออกมาจากหลังร้าน เขาก้มตรวจดูปลาเพียงครู่เดียว ดวงตาก็เปล่งประกาย
“เกล็ดสมบูรณ์ เนื้อยังสด พลังปราณไม่สูญสลาย เป็นของชั้นดีจริง ๆ คุณหนูน้อยมีอยู่กี่ตัว?”
จูลี่เอียงศีรษะคิด
“ไม่รู้” นางนับไม่ไหว
ผู้ดูแลชะงัก “ไม่รู้?”
“มีสองแหวน” หมายถึงแหวนระดับสูงวงหนึ่ง กับแหวนระดับต่ำอีกวงหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้กินเอง
นางยกมือที่สวมแหวนเก็บของอยู่หลายวงขึ้นให้ดู
ผู้ดูแลมองแหวนเหล่านั้นแล้วเริ่มรู้สึกไม่ดี “สองแหวนที่ว่าคือ…”
จูลี่ถอดแหวนระดับต่ำวงหนึ่งยื่นให้เขา
ผู้ดูแลรับไปส่งพลังจิตตรวจดู จากนั้นร่างทั้งร่างก็แข็งค้าง
ปลา นอกจากปลาแล้วก็ยังเป็นปลา
ปลากระบี่เงินเบียดกันแน่นจนแทบไม่มีช่องว่างเหลืออยู่ในแหวน
เขาถอนพลังจิตออกมา แล้วมองแหวนวงอื่นบนมือจูลี่อย่างหวาดระแวง
“อีกวงก็…”
จูลี่ชูแหวนระดับสูงให้เสี่ยเอ้อดู “วงนี้ก็เต็มเหมือนกัน”
ผู้ดูแลเงียบไปนาน
เหลาเมฆามงคลของเขาเป็นเหลาอาหาร ไม่ใช่ทะเลสาบ