LNCrawler

ตอนที่ 70

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 70

“เหลาเรารับซื้อได้หนึ่งร้อยตัว” เขากล่าวในที่สุด “มากกว่านี้ไม่มีที่เก็บ ทั้งยังขายไม่หมดในเวลาอันสั้น”

จูลี่กระพริบตาปริบ ๆ

สงสัยจะเก็บมามากไปจริง ๆ

แต่ปลาพวกนี้กระเด้งเข้ามาหานางเอง จะทิ้งไว้ก็น่าเสียดาย ถ้าไม่เก็บมาถือว่าเสียของ

สำนักก็รับแค่หนึ่งร้อยตัว ที่นี่ก็รับแค่หนึ่งร้อยตัว จูลี่ขมวดคิ้ว

เหตุใดคนพวกนี้จึงสร้างที่เก็บของเล็กกันนัก?

หลังจากตรวจนับและตกลงราคา ผู้ดูแลก็มอบถุงหินวิญญาณให้นาง

“คุณหนูน้อย หากคราวหน้ามีวัตถุดิบเช่นนี้อีก สามารถนำมาขายให้เหลาเราได้”

“แต่ปลาของข้ายังไม่หมด”

“…”

“ยังเหลืออีกมาก”

ผู้ดูแลเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “รอให้เหลาเราขายปลาชุดนี้หมดก่อนเถอะ”

จูลี่มองเข้าไปทางห้องครัว “นานเพียงใด?”

“อย่างน้อยหนึ่งเดือน”

คิ้วเล็กขมวดแน่นกว่าเดิม 

คนกินตั้งมาก ปลาร้อยตัวใช้เวลากินนานเป็นเดือน 

ช่างอ่อนหัดเสียจริง

จูลี่สำนึกเลยว่าปลาที่ยาวกว่าหนึ่งจั้ง ( 3 เมตรนิด ๆ โดยประมาณ) ต่อให้มีคนกินจุมาก ๆ ก็ยังกินได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนของปลาหนึ่งตัว

ดังนั้นปลาหนึ่งตัวสามารถทำอาหารเลี้ยงคนหมู่บ้านเล็ก ๆ ได้หนึ่งหมู่เลยด้วยซ้ำ

แต่หนึ่งเดือนก็นานเกินไปสำหรับจูลี่

หากปลาพวกนั้นอยู่ในแหวนต่ออีกหนึ่งเดือน นางอาจเผลอกินหมดก่อนก็ได้

จูลี่จึงตัดสินใจสั่งเป็ดย่างสองตัว หมูตุ๋นหนึ่งหม้อ และไก่อบสมุนไพรอีกสามตัวกลับไปด้วย จากนั้นจึงเดินออกจากเหลาเมฆามงคลด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้นเล็กน้อย

นางเดินมาได้ไม่ไกล ผู้คนบนถนนก็เริ่มบางตาลง

เมื่อเลี้ยวเข้าไปในตรอกซึ่งเป็นทางลัดไปยังประตูเมือง ชายหนุ่มสามคนพลันเดินออกมาขวางทางด้านหน้า

ขณะเดียวกัน ด้านหลังก็มีชายอีกสองคนปิดทางถอย

จูลี่หยุดฝีเท้า

นางมองคนด้านหน้า แล้วหันกลับไปมองคนด้านหลัง

“พวกเจ้าจะซื้อปลาหรือ?”

ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าหัวเราะเย็น “ผู้ใดจะซื้อปลาของเจ้า”

“ถ้าไม่ซื้อก็หลีกไป” เด็กหญิงมีสีหน้าเย็นชาลงในบัดดล

สีหน้าของชายหนุ่มพลันมืดครึ้ม เขาชี้ไปยังหยกข้างเอวของเด็กหญิง

“เด็กชุดเทาอย่างเจ้าเอาหยกศิษย์สายตรงมาจากที่ใด?”

จูลี่ก้มมองหยกของตนเอง “มีคนให้มา”

“ผู้ใดให้?”

“ก็ต้องอาจารย์ของข้าสิ”

ความเงียบเข้าปกคลุมตรอกแคบชั่วขณะ

จากนั้นคนทั้งห้าก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

“มอบหยกศิษย์สายตรงให้เด็กไร้ตบะอย่างเจ้า? อาจารย์ของเจ้าเป็นคนโง่มาจากไหน” ชายคนหนึ่งหัวเราะจนต้องกุมท้อง “ต่อให้คิดโกหก อย่างน้อยก็ควรคิดคำพูดที่น่าเชื่อถือกว่านี้”

จูลี่สีหน้าไม่ดีขึ้นทันใด หากมีคนด่าพ่อด่าแม่นางอาจจะต้องอดทนตีหน้ามึนได้บ้าง เพราะอย่างไรทั้งคู่ก็จากไปแล้ว ยังไม่ถึงเวลาที่นางจะออกหน้าปกป้องพวกเขา

แต่หม่าซือเจียวไม่เหมือนกัน ทุกความดีของเขานางจดจำได้ นางอาจจะดูเหมือนสร้างความเดือดร้อนให้กับชายชรา แต่ว่าแท้จริงนางสำนึกบุญคุณของเขาเสมอ

ทว่าจูลี่ยังไม่ทันได้พ่นคำด่าใด ๆ ออกมา อีกฝ่ายก็เป็นฝ่ายพูดตัดหน้าเสียก่อน

“ส่งหยก แหวนเก็บของ และถุงหินวิญญาณมาเสีย ข้าจะถือว่าไม่เคยพบเจ้า”

“ไม่ให้”

“เช่นนั้นอย่าโทษว่าพวกข้ารังแกเด็ก”

จูลี่เอียงศีรษะเล็กน้อย “คิดจะรังแกข้าหรือ”

ชายหนุ่มถูกย้อนจนชะงักไป ก่อนความอับอายจะเปลี่ยนเป็นโทสะ เขาก้าวเข้ามาแล้วตวัดฝ่ามือใส่แก้มเด็กหญิง

เพียะ!

เสียงดังชัดเจนก้องไปทั่วตรอก

ทว่าจูลี่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม

ใบหน้าของนางไม่เอียงแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม ชายหนุ่มกลับกุมมือของตนเองแล้วกระโดดถอยหลัง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

“มือข้า”

พรรคพวกมองเขาอย่างตกตะลึง

“เจ้ายั้งมือทำไม?”

“ข้าไม่ได้ยั้ง” 

“ตบเด็กคนเดียวยังทำไม่ได้ ถอยไป”

ชายร่างใหญ่ก้าวออกมา เขารวบรวมพลังปราณไว้บนฝ่ามือ ก่อนฟาดลงบนศีรษะจูลี่เต็มแรง

ปึก!

คราวนี้เด็กหญิงกะพริบตาหนึ่งครั้ง

ส่วนชายร่างใหญ่ทรุดลงไปนั่งกับพื้น กอดข้อมือซึ่งหักพับผิดรูปเอาไว้

“กระดูกข้า”

คนที่เหลือเงียบกริบ

พวกเขามองเด็กหญิงตรงหน้าอีกครั้ง

ไม่มีพลังปราณ

ไม่มีเกราะป้องกัน

ไม่มีอาวุธวิเศษทำงาน

นางเพียงยืนกอดไหสุรา ปล่อยให้พวกเขาตีโดยไม่แม้แต่จะหลบ

ชายอีกคนไม่เชื่อสายตาตนเอง เขาชักกระบองเหล็กออกมาจากเอว

“ต้องเป็นสมบัติป้องกันแน่” เขาส่งพลังปราณเข้าไปในกระบอง ก่อนเหวี่ยงมันลงมาเต็มกำลัง

จูลี่เหลือบมองกระบองที่กำลังจะตกใส่หัวตัว แล้วขยับไหสุราในอ้อมแขนหลบไปด้านข้างเล็กน้อย

กระบองกระแทกลงบนไหล่ของนาง

เคร้ง!

กระบองเหล็กหักออกเป็นสองท่อน

ชายผู้ลงมือยืนถือด้ามกระบองค้างอยู่ ใบหน้าซีดเผือด

จูลี่ก้มมองไหล่ตนเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นถาม

“พวกเจ้าทำอะไร?”

คนทั้งห้าพร้อมใจกันถอยหลังหนึ่งก้าว

ชายผู้เป็นหัวหน้ากัดฟัน “ล้อมนางไว้ สมบัติป้องกันย่อมมีขีดจำกัด ข้าไม่เชื่อว่าจะป้องกันได้ตลอดไป”

คนทั้งห้าจึงผลัดกันลงมือ

ฝ่ามือ

หมัด

กระบอง

ด้ามกระบี่

แม้กระทั่งก้อนอิฐข้างกำแพงก็ถูกหยิบขึ้นมาใช้

เสียงปึกปักดังต่อเนื่องอยู่ในตรอกแคบ

จูลี่ยืนอยู่กลางวงล้อมอย่างอดทน ตอนแรกนางยังปล่อยให้พวกเขาตีต่อไป เพราะอยากรู้ว่าคนเหล่านี้จะทำอะไร ทว่านานเข้า อาหารที่เพิ่งซื้อมาเริ่มเย็น สุราที่เพิ่งได้มาก็ยังไม่ได้ชิมสักไห

สุดท้ายคนทั้งห้าก็หยุดลงเอง

คนหนึ่งนิ้วหัก

คนหนึ่งข้อมือบวม

คนหนึ่งกระบองพัง

อีกคนใช้ก้อนอิฐทุบจนก้อนอิฐแตก แต่หน้าผากของเด็กหญิงไม่มีแม้แต่รอยแดง

ชายผู้เป็นหัวหน้าหอบหายใจ เหงื่อไหลเต็มใบหน้า

“เจ้า…เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่?”

จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามความจริง

“ศิษย์สายตรง”

สายตาของคนทั้งห้าพร้อมใจกันเลื่อนไปยังหยกข้างเอวนาง

คราวนี้ไม่มีผู้ใดหัวเราะอีกแล้ว

จูลี่มองพวกเขาทีละคน จากนั้นจึงวางไหสุราลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง

คนทั้งห้าเห็นการกระทำนั้นก็หน้าซีดเผือด

เมื่อครู่ถูกพวกเขารุมตี เด็กหญิงยังไม่ยอมวางไหสุรา

แต่ตอนนี้นางกลับวางมันลงอย่างทะนุถนอม

ชายผู้เป็นหัวหน้ากลืนน้ำลาย “จะ…เจ้าคิดจะทำอะไร?”

จูลี่ขยับข้อมือเล็กน้อย

“เมื่อครู่ถึงคราวพวกเจ้า” นางเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมใสซื่อยิ่งนัก “ตอนนี้ถึงคราวข้าแล้ว”

คนทั้งห้าหันหลังวิ่งพร้อมกัน ทว่าจูลี่คว้าคอเสื้อของชายผู้เป็นหัวหน้าเอาไว้ได้ก่อน นางออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ก็ปลิวกลับมาแล้วกระแทกพื้นดังโครม

อีกสี่คนหยุดชะงัก ไม่กล้าวิ่งต่อ

จูลี่เหยียบชายผู้หนึ่งไว้ใต้ฝ่าเท้า ก่อนชี้ไปทางไหสุราที่วางอยู่ข้างกำแพง

“เข้าแถว”

คนทั้งสี่มองหน้ากัน

“ได้ยินหรือไม่?” เด็กหญิงตะคอดให้น่ากลัวที่สุด ถึงอย่างนั้นก็เหมือนแมวน้อยกำลังขู่คน

พวกเขารีบวิ่งกลับมาต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ ต่อให้เหมือนแมว แต่แมวก็กัดคนได้ ตอนนี้พวกเขาแต่ละคนล้วนได้รับบาดเจ็บ แค่บางคนเจ็บมาก บางคนเจ็บน้อยเท่านั้น

จูลี่พยักหน้าด้วยความพอใจ ก่อนเงยหน้ามองคนแรก

“เจ้าตีข้าสามครั้ง”

ชายคนนั้นสั่นจนหัวไหล่กระทบกัน “ขะ…ข้าผิดไปแล้ว!”

“จ่ายมาสามร้อยหินวิญญาณ”

“อะไรนะ?”

“ค่าตี”

“เหตุใดตีหนึ่งครั้งต้องจ่ายถึงหนึ่งร้อยหินวิญญาณ?”

ตอนนี้พวกเขาสำนึกได้แล้ว พวกเขาคิดจะมารีดไถผู้อื่น กลับถูกผู้อื่นจับเรียกค่าไถ่

จูลี่ชี้ไปยังหยกศิษย์สายตรงข้างเอวของตนเอง

“ตีศิษย์สายตรงย่อมแพงกว่าตีศิษย์รับใช้”

ชายคนนั้นอ้าปากค้าง แต่ไม่กล้าโต้แย้ง ได้แต่รีบควักหินวิญญาณออกมาจ่าย

จูลี่หันไปหาคนต่อไป

“เจ้าตีห้าครั้ง กระบองหักอีกหนึ่งอัน รวมหกร้อย”

“กระบองเป็นของข้า เหตุใดข้าต้องจ่ายค่ากระบองด้วย?”

“มันหักใส่ตัวข้า”

“…”