LNCrawler

ตอนที่ 71

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 71

ชายถือกระบองแทบจะตีอกชกหัว มีอย่างที่ไหนกระบองก็กระบองของเขา มันหักแต่เขายังต้องชดใช้

เด็กหญิงเดินไปข้างหน้า เตะตัดขาแบบตรง ๆ ชายคนนั้นล้มลง

“อ๊ากกกกกก”

ขาหักผิดรูปในทันที

“เฮ้ย!!!!”

อย่างไรเสียพวกเขาก็อยู่ในระดับสร้างรากฐาน ฐานะแทบจะเทียบเท่าศิษย์สายนอกของสำนักชิงเฟิง แต่ถูกเตะทีเดียวขาหัก

ชายอีกสี่คนตอนนี้ก็กลัวแล้วจริง ๆ ตีไม่เข้าอาจจะเพราะมีของดีไว้ป้องกัน แต่โดนเตะทีเดียวขาหักนี่ผิดปกติเกินไป

“แจ้งทางการ แจ้งทางการ นางหักขาข้า” 

ชายอีกคนหนึ่งตบหัวเพื่อนร่วมขบวนการทันควัน อีกคนเอามือปิดปากอย่างรวดเร็ว ส่วนอีกคนทำหน้ายักษ์ใส่ อีกคนพูดว่า

“จะแจ้งทางการว่าอย่างไร แจ้งว่ามารีดไถนางแล้วถูกนางรีดไถกลับอย่างงั้นหรือ?”

คนที่ทำหน้ายักษ์ก็ส่งเสียงคำรามลอดไรฟันออกมา

“แล้วจะบอกว่ายังไง ห้าคนรุมเด็กไม่ถึงสิบขวบคนเดียว แล้วโดนตีกลับหรือ?”

“เจ้าคิดว่าระหว่างเด็กคนหนึ่งกับพวกเราทางการจะเชื่อใคร?”

“แต่หัวหน้ามือปราบ…..” ชายที่ขาหักทนความเจ็บปวดพูดยังไม่ทันจบก็ถูกขัดขึ้นก่อน

“ต่อให้มือปราบหวังเข้าข้างพวกเราแล้วจะทำอะไรเด็กคนหนึ่งได้” 

ต่อให้ตัดสินว่าผิด แต่ผิดแล้วอย่างไร ในเมื่อนางเป็นเด็ก เรียกร้องอะไรได้ นอกจากความอับอายที่จะรู้ไปทั่วเมืองว่าพวกเขาถูกเด็กไม่ถึงสิบขวบตี

“พูดถึงข้าหรือ?” เด็กหญิงเอียงคอไม่แน่ใจว่าห้าคนนี้กำลังพูดถึงตนเองอยู่หรือไม่

“เอ่อ……” ชายทั้งหมดหันมามองเด็กหญิงเป็นตาเดียว จากหน้าตาหาเรื่องในคราแรกตอนนี้ก็กลายเป็นหวาดกลัวแล้ว

“ข้าเจ็ดขวบ ไม่ใช่สิบขวบ” เด็กหญิงว่า

ห้าคนใบหน้าบิดเบี้ยว หัวเราะก็ไม่ได้ร้องไห้ก็ไม่ออก ถูกเด็กเจ็ดขวบตี รู้ถึงไหนอายถึงนั้น

ที่สำคัญเด็กตัวเท่านี้ ต่อให้ฆ่าคนก็ไม่ถูกลงโทษ ยิ่งไม่มีตบะด้วย บอกใครใครจะเชื่อว่าพวกเขาถูกเด็กรังแก

“พวกเราแยกย้าย ทางใครทางมันดีหรือไม่?”

“เมื่อกี้พวกเจ้ารีดไถข้า” เด็กหญิงทำหน้ายู่เหมือนหมูหิว

“แล้ว?” 

“ก็ต้องจ่ายค่ารีดไถข้าสิ” เด็กหญิงเดินหันไปจ้องมองเหยื่อคนถัดไป 

คนเราไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้น ในเมื่อไม่มีใครสั่งสอนเดี๋ยวนางสอนเอง

เห็นเดินหญิงเดินเข้าหา คนทั้งห้าก็ถอยไปคนละทิศคนละทาง 

“จ่ายแล้ว จ่ายแล้ว” ก่อนที่จะมีขาอีกข้างของใครสักคนที่หัก จำต้องยอมแล้ว

สุดท้ายคนทั้งห้าก็ต้องเทหินวิญญาณทุกก้อนในถุงออกมา กระทั่งของมีค่าในแหวนเก็บของยังถูกนำมารวมไว้ด้วย จูลี่จึงยอมปล่อยพวกเขาไป

ก่อนจากไป ชายผู้เป็นหัวหน้ารวบรวมความกล้าถามขึ้นว่า

“ในเมื่อเจ้ามีตบะสูงส่งถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงยอมให้พวกข้าตีตั้งนาน?”

จูลี่ก้มเก็บไหสุราขึ้นมากอด ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ตอนแรกข้าก็ไม่รู้ว่าถูกตีแล้วหาเงินได้”

คนทั้งห้านิ่งงัน

เด็กหญิงเดินออกจากตรอกไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้ผู้ฝึกตนทั้งห้ายืนอยู่ท่ามกลางอาวุธที่แตกหักและถุงเงินที่ว่างเปล่า

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ในกลุ่มนักเลงประจำเมืองชิงเหอก็มีคำเตือนข้อใหม่

หากพบเด็กหญิงชุดเทากอดไหสุรา จงดูหยกที่เอวให้ดีก่อนลงมือ เพราะนอกจากจะตีนางไม่ได้แล้ว อาจจะโดนตีกลับแล้วยังต้องจ่ายเงินด้วย

จูลี่เดินออกจากตรอกด้วยสีหน้าผิดหวัง

แหวนเก็บของบนนิ้วของนางยังเต็มไปด้วยปลากระบี่เงินหลายพันตัว แต่ร้านอาหารขนาดใหญ่รับซื้อไปเพียงหนึ่งร้อยตัวเท่านั้น

หนึ่งร้อยตัวฟังดูมาก

ทว่าเมื่อเทียบกับปลาที่เหลืออยู่ มันแทบไม่ต่างจากตักน้ำหนึ่งขันออกจากทะเลสาบ

เด็กหญิงก้มมองถุงหินวิญญาณในมือ ก่อนถอนหายใจออกมาอย่างแก่เกินวัย

“ล่ามาตั้งมาก สุดท้ายก็ได้แค่กิน”

เดิมทีนางคิดว่าหากล่าสัตว์อสูรได้มากก็จะร่ำรวย ต่อไปไม่ต้องกังวลเรื่องสุราและหมูย่างอีก

ตอนนี้จูลี่เรียนรู้แล้วว่า อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดี

“หลีกทาง หลีกทาง”

“เตาหลอมจะระเบิดแล้ว” สิ้นเสียงนั้น ประตูร้านโอสถก็เปิดออกอย่างแรง

ศิษย์ปรุงยาสามคนวิ่งหน้าตาตื่นออกมา ตามมาด้วยชายชราผมขาวซึ่งกำลังลากเตาหลอมโอสถขนาดใหญ่เอาไว้ด้วยเชือก

ประตูร้านเปิดผาง ศิษย์ปรุงยาสามคนวิ่งหน้าตาตื่นออกมา ด้านหลังเป็นผู้เฒ่าผมขาวผู้หนึ่ง มือทั้งสองกำเชือกที่พันรอบเตาหลอมโอสถเอาไว้แน่น

พลังปราณขั้นสร้างรากฐานแผ่ออกจากร่างของเขา เชือกถูกดึงจนตึงตรง แต่เตาหลอมที่แดงก่ำยังคงลากเขาไถลไปตามพื้นทีละก้าว

ในเมืองเล็กอย่างชิงเหอ ผู้หลอมโอสถขั้นสร้างรากฐานนับว่าพบเห็นได้ทั่วไป ร้านโอสถที่มีชื่อเสียงแทบทุกร้านล้วนมีผู้ฝึกตนระดับนี้ประจำอยู่หนึ่งหรือสองคน พวกเขาสามารถหลอมโอสถระดับต่ำสำหรับผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณและสร้างรากฐานได้เพียงพอแก่การค้าขาย

หากเป็นผู้หลอมโอสถขั้นหลอมรวม ฐานะย่อมแตกต่างออกไป คนเหล่านั้นมักได้รับเชิญเป็นแขกผู้ทรงเกียรติของตระกูลใหญ่ หรือรับตำแหน่งในหอการค้าและสำนักผู้ฝึกตน ค่าตอบแทนแต่ละครั้งสูงจนร้านค้าเล็ก ๆ ไม่กล้าเอ่ยปากเชิญง่าย ๆ

ส่วนผู้ฝึกตนขั้นท่องนภายิ่งมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

เมื่อก้าวถึงระดับนั้น คนส่วนใหญ่มักได้รับเชิญจากราชสำนักให้ไปเป็นขุนนาง ผู้ตรวจการ หรือผู้หลอมโอสถประจำเมืองใหญ่ ต่อให้ไม่รับราชการก็สามารถเปิดถ้ำบำเพ็ญของตนเองได้ ไม่มีเหตุผลใดต้องมานั่งเฝ้าเตาหลอมอยู่ในเมืองเล็กอย่างชิงเหอ

ดังนั้น ผู้เฒ่าขั้นสร้างรากฐานตรงหน้าจึงถือเป็นกำลังหลักของร้านโอสถแห่งนี้แล้ว

เพียงแต่วันนี้กำลังหลักผู้นั้นกำลังถูกเตาหลอมลากไปตามถนน

“อาจารย์ ข้าจะช่วยท่าน!”

ศิษย์ปรุงยาทั้งสามรีบกระโจนเข้าไปคว้าเชือก

“ออกแรงพร้อมกัน” ผู้เฒ่าตะโกน “หนึ่ง สอง…..”

เตาหลอมกระชากเชือกอย่างรุนแรง ทั้งสี่คนล้มคว่ำพร้อมกัน ผู้เฒ่าถูกลากไปไกลที่สุด หน้าครูดพื้นอยู่หลายฉื่อ ก่อนเงยหน้าขึ้นตะโกนด้วยน้ำเสียงเดือดดาล

“ข้ายังนับไม่ถึงสาม”

ศิษย์คนหนึ่งกอดขาเตาหลอมเอาไว้แน่น “แต่มันไม่รอท่านนับขอรับ”

เตาหลอมทั้งใบแดงก่ำ ควันดำพวยพุ่งออกจากช่องฝา ภายในไม่ได้มีเพียงเปลวไฟจากค่ายกล แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างวิ่งวนและกระแทกผนังเตาไม่หยุด

ผู้เฒ่ามีพลังเพียงขั้นสร้างรากฐาน หากเป็นเตาหลอมธรรมดา เขาย่อมกดมันเอาไว้ได้ไม่ยาก ทว่าเตาหลอมใบนี้มีค่ายกลสะสมเพลิงฝังอยู่ถึงสามชั้น เมื่อค่ายกลเสียการควบคุม พลังที่สะสมไว้ตลอดการหลอมโอสถจึงปะทุออกมาพร้อมกัน

หากฝืนใช้พลังปราณบดขยี้ อาจทำให้เตาระเบิดกลางย่านการค้า

เขาจึงทำได้เพียงลากมันออกนอกเมือง

“จับเชือกเอาไว้” ผู้เฒ่าตะโกน “อย่าให้มันชนบ้านเรือน”

ในขณะที่คนอื่นทำลังวุ่นวาย แต่เด็กหญิงกลับมองตาปริบ ๆ

“เตาโอสถเดี๋ยวนี้ เดินได้แล้วหรือเจ้าคะ?”