ตอนที่ 74
ตอนที่ 74
หลังทำพันธสัญญาเสร็จ ผู้เฒ่าผมขาวก็เก็บมันเข้าไปในถุงอสูร ก่อนหันมาประสานมือให้จูลี่
“วันนี้ต้องขอบคุณเจ้ามาก หากไม่ใช่เพราะเจ้า ไม่เพียงโอสถสร้างรากฐานจะสูญหาย ร้านค้าบนถนนสายนี้อาจถูกเผาไปกว่าครึ่ง เจ้ามีนามว่าอะไร?”
“จูลี่เจ้าค่ะ”
“เจ้าเป็นศิษย์สำนักชิงเฟิงหรือ?”
ผู้เฒ่ามองชุดศิษย์รับใช้สีเทาบนร่างนาง ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดที่ป้ายหยกศิษย์สายตรงตรงเอว สีหน้าพลันประหลาดใจเล็กน้อย
เหตุใดศิษย์รับใช้จึงมีป้ายหยกของศิษย์สายตรง?
ทว่าเขาไม่ได้ถามมาก เพียงหยิบป้ายไม้แผ่นหนึ่งออกมามอบให้นาง
“ข้าคือเถ้าแก่ร้านโอสถเมฆา เจ้าถือป้ายนี้เข้าไปเลือกโอสถในร้านได้สามขวด ถือเป็นของตอบแทน”
จูลี่รับป้ายไม้มา แต่ยังไม่เดินเข้าไป
“เลือกชนิดใดก็ได้หรือเจ้าคะ?” เด็กหญิงพลันนึกถึงใบหน้าอวบอ้วนของศิษย์พี่หญิงขึ้นมา
“ขอเพียงมิใช่โอสถระดับสูงเกินไป ย่อมเลือกได้”
“โอสถเพิ่มพลังปราณได้หรือไม่?”
“ได้”
“โอสถทะลวงคอขวดเล่า?”
ผู้เฒ่าพยักหน้า “ก็ได้”
“โอสถสร้างรากฐาน?”
รอยยิ้มบนใบหน้าผู้เฒ่าค่อย ๆ แข็งค้าง
เขาก้มมองเด็กหญิงตรงหน้า จูลี่ก็มองกลับด้วยดวงตาใสซื่อ มือข้างหนึ่งกอดไหสุรา อีกข้างถือป้ายไม้ของเขาแน่น
ผู้เฒ่ากระแอมเบา ๆ “โอสถสร้างรากฐานมีมูลค่าสูงเกินไป ไม่นับรวมในสามขวดนี้”
“เช่นนั้นข้าซื้อได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“เจ้าไม่มีตบะ จะซื้อโอสถสร้างรากฐานไปทำอะไร?”
“ซื้อให้ศิษย์พี่เจ้าค่ะ”
ผู้เฒ่าชะงักเล็กน้อย เขาคิดว่านางจะขอยาราคาแพงเพื่อตนเอง ไม่คิดว่าจะซื้อให้ผู้อื่น
“ศิษย์พี่ของเจ้าอยู่ระดับใด?”
“รวบรวมปราณขั้นกลางเจ้าค่ะ”
“หากเป็นเช่นนั้น ควรเตรียมโอสถรวมปราณขั้นสูงสำหรับเสริมพลัง และโอสถสร้างรากฐานเอาไว้หนึ่งเม็ด แต่ราคาของสองอย่างนี้ไม่ต่ำ”
“เท่าไรเจ้าคะ?”
ผู้เฒ่าบอกราคาออกมา
จูลี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองแหวนเก็บของซึ่งเรียงอยู่เต็มนิ้ว
ผู้เฒ่าเห็นท่าทางของนางก็กล่าวปลอบ “เจ้ายังเด็ก หากหินวิญญาณไม่พอ สามารถกลับไปปรึกษาผู้อาวุโสในสำนักก่อน ร้านข้า…..” พูดไม่ทันจบปลาตัวใหญ่เท่าคนก็ปรากฎออกมา
“ท่านรับปลากระบี่เงินหรือไม่เจ้าคะ?”
ผู้เฒ่าหยุดพูด
“ร้านโอสถของข้าไม่ได้ขายอาหาร”
“กระดูกของมันบดเป็นผงใช้หลอมโอสถบำรุงกระดูกได้ เกล็ดใช้เป็นส่วนผสมของยาห้ามเลือด ส่วนถุงน้ำดีใช้ถอนพิษเย็นได้เจ้าค่ะ”
ผู้เฒ่ามองนางด้วยความประหลาดใจ “ผู้ใดบอกเจ้า?”
“อาจารย์เจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวเป็นคนโยนตำราให้นางอ่าน พืชทั้งหลายนางก็รู้ว่าใช้ทำอะไรได้ แต่รู้แต่ชื่อและดูรูป แต่เมื่อเห็นของจริงกลับแยกแยะไม่ออก ดังนั้นตอนบุกถ้ำอสรพิษเกล็ดเหล็ก นางจึงเก็บทั้งหญ้าทั้งสมุนไพรแถวนั้นมาหมด
จนถึงทุกวันนี้ยังไม่ได้นำมาแยกแยะว่าเก็บอะไรมาได้บ้าง
ผู้เฒ่าลูบหนวดที่เหลืออยู่ “หากเป็นปลากระบี่เงินจริง ร้านข้ารับซื้อได้ เจ้าจะขายกี่ตัว?”
จูลี่มองพื้นที่หน้าร้าน ก่อนถามว่า “ตรงนี้วางได้กี่ตัวเจ้าคะ?”
“ห้าสิบตัวน่าจะพอวางได้”
นางพยักหน้า จากนั้นสะบัดมือเบา ๆ
ปลากระบี่เงินห้าสิบตัวปรากฏขึ้นเต็มถนนในพริบตา แต่ละตัวยาวกว่าหนึ่งจั้ง เกล็ดสีเงินสะท้อนแสงแดดจนผู้คนรอบข้างต้องหรี่ตา
ผู้เฒ่ายืนอึ้ง
“เจ้ามีถึงห้าสิบตัวเชียวหรือ?”
“มากกว่านี้เจ้าค่ะ”
“อีกเท่าใด?”
จูลี่นับแหวนบนมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามจริง
“ข้าไม่รู้”
ผู้เฒ่ามองแหวนบนนิ้ว แล้วเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
“อย่าบอกนะว่าในแหวนเหล่านั้น…”
“มีปลาอยู่เต็มทุกวงเจ้าค่ะ”
ผู้เฒ่ายกมือกุมอก
วันนี้เตาหลอมเกือบระเบิด หนวดถูกเผา โอสถสร้างรากฐานเกือบถูกขโมย บัดนี้ยังมีเด็กคนหนึ่งจะใช้ปลาถมร้านของเขาอีก
เขาหันไปสั่งศิษย์ทั้งสาม “ไปตามเถ้าแก่เหอจากหอการค้ามาช่วยประเมินราคา”
หลังจากวุ่นวายอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม ปลากระบี่เงินส่วนหนึ่งก็ถูกขายให้ร้านโอสถ อีกส่วนขายให้หอการค้าและร้านอาหารใกล้เคียง
จูลี่ได้เงินมามากกว่าที่คาดไว้หลายเท่า
นางเลือกโอสถเพิ่มพลังปราณสามขวดจากของรางวัล จากนั้นจ่ายหินวิญญาณซื้อโอสถรวมปราณขั้นสูงอีกสองขวด รวมทั้งโอสถสร้างรากฐานหนึ่งเม็ด
ผู้เฒ่ามองนางเก็บขวดยาทั้งหมดลงแหวนอย่างระมัดระวัง จึงอดถามไม่ได้
“ทั้งหมดนี้เจ้าซื้อให้ศิษย์พี่ของเจ้าหรือ?”
“เจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าไม่ซื้อให้ตนเองบ้างหรือ?”
จูลี่กอดไหสุราแน่นขึ้น “ข้าไม่รู้ว่าตนเองอยู่ระดับใด กินผิดไปน่าจะเสียของ”
ไม่ใช่ไม่รู้ แต่โอสถสำหรับผู้มีระดับท่องนภาไม่ใช่จะหาซื้อได้ทั่วไป
ที่สำคัญ มันไม่อร่อย
ผู้เฒ่าคิดถึงภาพนางใช้เท้าข้างเดียวเหยียบเตาหลอมจนจมลงในพื้น
โอสถเพิ่มพลังปราณธรรมดาอาจไม่ใช่เสียของ แต่อาจไม่มีประโยชน์เลยต่างหาก
ก่อนจากไป ผู้เฒ่ามอบป้ายไม้ของร้านให้นางอีกแผ่น พร้อมกำชับว่าหากต้องการขายปลาหรือซื้อโอสถ สามารถนำป้ายนี้มาใช้เพื่อรับราคาพิเศษได้
จูลี่เก็บป้ายลงแหวน ก่อนเดินออกจากร้านด้วยอารมณ์ดี
ปลาขายได้แล้ว
โอสถก็ซื้อแล้ว
เงินยังเหลือพอซื้อสุราได้อีกหลายไห
วันนี้นับว่าเข้าเมืองมาไม่เสียเที่ยว
ทว่านางเดินไปได้ไม่ถึงครึ่งถนน ชายหนุ่มสามคนซึ่งยืนอยู่หน้าหอการค้าก็ขยับเข้ามาขวางทาง
สายตาของคนทั้งสามไม่ได้มองไหสุราในอ้อมแขนนาง แต่จับจ้องป้ายหยกตรงเอว
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินกวาดตามองชุดศิษย์รับใช้สีเทาของจูลี่ ก่อนแค่นเสียงออกมา
“เด็กน้อย หยกศิษย์สายตรงของสำนักชิงเฟิงมาอยู่กับเจ้าได้อย่างไร?”
จูลี่ก้มมองหยกตรงเอว “มีคนให้ข้าเจ้าค่ะ”
ชายอีกคนหัวเราะ “ผู้ใดจะมอบป้ายหยกศิษย์สายตรงให้ศิษย์รับใช้ไร้ตบะอย่างเจ้า?”
“อาจารย์ของข้า”
“เจ้ายังกล้าโกหกอีก”
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินยื่นมือออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความชอบธรรม
“ส่งป้ายหยกมา ข้าจะนำไปคืนเจ้าของตัวจริง ส่วนเรื่องที่เจ้าขโมยมันมา หากยอมรับผิดแต่โดยดี พวกข้าอาจเมตตาไม่ส่งเจ้าให้ผู้คุมเมือง”
จูลี่มองมือที่ยื่นมาตรงหน้า ก่อนกอดไหสุราแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย
“แต่หยกอยู่ที่เอวข้า”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “แล้วอย่างไร?”
“ท่านยื่นมือไปรับตรงนั้น เหตุใดหรือเจ้าคะ?”
ผู้คนรอบข้างเงียบไปครู่หนึ่ง
ชายหนุ่มค่อย ๆ ก้มมองมือตนเอง ซึ่งยื่นค้างอยู่ใต้ไหสุราของนางพอดี
จูลี่ถอยหลังหนึ่งก้าวด้วยความระแวง
“ท่านคิดจะขอสุราจากเด็กหรือ?”
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินหน้าแดงก่ำ
“ผู้ใดอยากได้สุราของเจ้า ข้าต้องการป้ายหยก”
“อ้อ” จูลี่พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนหมุนป้ายหยกตรงเอวให้เขาเห็นชัดขึ้น
“ดูเสร็จแล้วหรือยังเจ้าคะ?”
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินยื่นมือออกไปหมายคว้าป้ายหยก ทว่าชายที่ยืนอยู่ด้านหลังพลันเหลือบเห็นไหสุราในอ้อมแขนเด็กหญิง ตามด้วยชุดสีเทาและป้ายหยกตรงเอว สีหน้าของเขาค่อย ๆ ซีดเผือด
“พี่ใหญ่.…..” เขากระตุกชายเสื้อสหาย มือสั่นระริก “เด็กชุดเทา...กอดไหสุรา...มีหยกของศิษย์สายตรงห้อยเอว.…..”
มือของชายหนุ่มชุดน้ำเงินชะงักอยู่ห่างจากป้ายหยกเพียงครึ่งคืบ
ทั้งสามสบตากัน ก่อนจะนึกถึงคำเตือนที่แพร่สะพัดอยู่ในกลุ่มนักเลงเมืองชิงเหอเมื่อหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมา
ลมหายใจต่อมา ชายหนุ่มชุดน้ำเงินรีบชักมือกลับ ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ขออภัย พวกข้าจำคนผิด”
กล่าวจบ ทั้งสามก็หมุนตัววิ่งหนีสุดกำลัง คนหนึ่งรีบร้อนเกินไปจนเหยียบชายเสื้ออีกคนล้ม ก่อนจะคลานต่อไปโดยไม่คิดหันกลับมา
จูลี่มองตามแผ่นหลังของพวกเขาอย่างงุนงง ก่อนก้มมองป้ายหยกตรงเอว แล้วเอียงคอด้วยความสงสัย
“ยังไม่ได้ดูใกล้ ๆ เลย ไม่ดูแล้วหรือ?”