LNCrawler

ตอนที่ 76

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 76

รุ่งเช้าวันถัดมา หุบเขาโอสถอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรเข้มข้น

หม่าซือเจียวนั่งอยู่หน้าเตาหลอมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ภายในเตามีโอสถฟื้นฟูเส้นลมปราณระดับสูงกำลังหลอมรวมกัน เปลวไฟสีฟ้าใต้เตาลุกไหวอย่างสม่ำเสมอ สมุนไพรแต่ละชนิดถูกส่งเข้าไปตามลำดับ ไม่มีสิ่งใดขาดหรือเกินแม้แต่น้อย

จูลี่นั่งยอง ๆ อยู่ห่างออกไปสามก้าว

นางกอดไหสุราไว้ในอ้อมแขน ดวงตาจับจ้องหม้อยาไม่กะพริบ

หม่าซือเจียวเหลือบมองนางครั้งหนึ่ง

“มองให้ดี การหลอมโอสถระดับสูงต่างจากโอสถพื้นฐานของเจ้า ขั้นตอนแยกกากยาต้องทำก่อนโอสถก่อตัว มิฉะนั้นสิ่งเจือปนจะตกค้างอยู่ภายใน”

จูลี่พยักหน้าอย่างตั้งใจ “เจ้าค่ะ”

“การควบคุมไฟก็สำคัญ หากแรงเกินไปแม้เพียงครึ่งส่วน สมุนไพรทั้งเตาจะเสียหาย”

“เจ้าค่ะ”

“ระหว่างหลอม ห้ามรบกวนผู้หลอมโอสถเด็ดขาด”

“เจ้าค่ะ”

หม่าซือเจียวพอใจกับท่าทางตั้งใจเรียนของศิษย์ตัวน้อย เขาจึงหันกลับไปควบคุมเปลวไฟต่อ โดยไม่รู้เลยว่าสายตาของจูลี่ไม่ได้จับจ้องวิธีการควบคุมไฟ

นางกำลังลุ่้นอยู่ว่าหม้อไหนอาจารย์จะปลุกล้มเหลว

โอสถที่หม่าซือเจียวหลอมล้วนเป็นโอสถระดับสูง วัสถุดิบก็เป็นของระดับสูง ต่อให้เป็นกากยาติดหม้อก็ยังเติมเต็มกระเพาะน้อย ๆ ของนางได้ดี

จริง ๆ จูลี่สามารถกินโอสถได้โดยตรง เพียงแต่โอสถมีมูลค่า หากเอามากินเล่นก็ดูจะเปลืองอยู่บ้าง แถมรสชาติก็ไม่ได้อร่อยเลยแม้แต่น้อย

ถ้ากินของไม่อร่อยแล้วยังต้องเสียเงิน จูลี่เลือกจะกินของไม่อร่อยแล้วไม่ต้องจ่ายดีกว่า

ครึ่งชั่วยามต่อมา เปลวไฟใต้เตาหลอมค่อย ๆ ดับลง

หม่าซือเจียวเปิดฝาเตา โอสถสีแดงเข้มเจ็ดเม็ดลอยออกมาเหนือหม้อ แต่ละเม็ดมีลายโอสถสีทองหนึ่งเส้น กลิ่นหอมเข้มข้นกระจายไปทั่วห้องหลอมยา

เขาเก็บโอสถใส่ขวดหยก แล้ววางหม้อยาที่ยังร้อนอยู่ด้านข้าง

“ข้าต้องไปส่งโอสถให้ผู้อาวุโสฝ่ายใน เจ้าอ่านตำราอยู่ที่นี่ ห้ามแตะต้องเตาหลอมของข้า”

จูลี่มองหม้อยา “อาจารย์จะไปนานหรือไม่เจ้าคะ?”

“ไม่เกินครึ่งชั่วยาม”

“เจ้าค่ะ”

หม่าซือเจียวเดินออกไปได้สามก้าว ก่อนหันกลับมากำชับอีกครั้ง “และห้ามทดลองหลอมสิ่งใดลับหลังข้า”

“เจ้าค่ะ” จูลี่พยักหน้าแรงกว่าเดิม “ศิษย์จะไม่หลอมเจ้าค่ะ”

หม่าซือเจียวจึงจากไปอย่างวางใจ

ทันทีที่เสียงฝีเท้าหายไปจากลาน จูลี่ก็วางตำราในมือลง แล้วหันไปมองหม้อยาที่ตั้งอยู่ด้านข้าง

หลังจากนั้นไม่นานหม้อยาก็สะอาดราวกับหม้อใหม่ 

หม่าซือเจียวกลับมาก็ลูบเคราด้วยสีหน้าชื่นชม

“ในที่สุดเจ้าก็รู้จักช่วยงานอาจารย์”

ปกติหลังทำงานที่ชายชรามอบให้เสร็จ เด็กหญิงก็วิ่งหนีหายเข้าป่าอสูร ทว่าตั้งแต่กลับจากแดนลับก็ไม่ไปไหน เอาแต่นั่งเฝ้าหน้าเตาหลอมพร้อมกินเนื้อปลากระบี่เงิน

หลังจากวันนั้นทุกครั้งที่หม่าซือเจียวหลอมโอสถเสร็จ นางจะอาสาทำความสะอาดหม้อยาด้วยตนเอง

ผ่านไปนับเดือนวิชาหลอมโอสถไม่พัฒนา มีเพียงหม้อที่ดูสะอาดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

หม่าซือเจียวหรี่ตาลง “เจ้าต้องการอะไร?”

"ศิษย์สมควรปรนนิบัติอาจารย์เจ้าค่ะ

คำตอบฟังดูน่าชื่นชมอย่างยิ่ง หากนางไม่จ้องหม้อยาด้วยแววตาแบบเดียวกับตอนจ้องปลาย่าง หม่าซือเจียวก็คงซาบซึ้งไปแล้ว

 

ในอีกด้านหนึ่ง ภายในตำหนักกลางของสำนักชิงเฟิง ประตูหน้าต่างทุกบานถูกผนึกด้วยค่ายกลป้องกันการลอบฟัง

เฟิงอู๋จี้นั่งอยู่หัวโต๊ะ เบื้องหน้าวางม้วนหนังที่มีภาพอสูรเทาเทียอ้าปากกว้าง รองเจ้าสำนักหลินซางไห่นั่งอยู่อีกด้าน สีหน้าของทั้งสองเคร่งเครียดกว่าปกติ

“คนที่ส่งไปตรวจสอบจวนตระกูลโม่กลับมาแล้ว” หลินซางไห่กล่าว “ค่ายกลใต้จวนถูกทำลายก่อนพวกเราไปถึง ร่องรอยทั้งหมดถูกลบจนแทบไม่เหลือ”

เฟิงอู๋จี้เคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ

“แสดงว่ามีคนรู้ว่าพวกเรากำลังตรวจสอบ”

“หรือจงใจทิ้งแผ่นหยกชิ้นนั้นไว้ให้เราพบตั้งแต่แรก”

ภายในตำหนักเงียบลงชั่วขณะ

สายลมด้านนอกพัดผ่านยอดไผ่ แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดเข้ามาภายในค่ายกล

เฟิงอู๋จี้คลี่ม้วนหนังออกจนสุด บริเวณใต้ภาพเทาเทียมีอักขระโบราณเขียนเอาไว้หลายบรรทัด บางส่วนเลือนหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงข้อความสั้น ๆ ที่ยังอ่านได้

ผู้กลืนกินสรรพสิ่ง ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งหิวยิ่งตื่น

หลินซางไห่มองข้อความนั้นแล้วกล่าวว่า “นางเหมือนจะกินไม่เยอะ แต่เท่าที่เห็นคือนางหยิบของเข้าปากอยู่ตลอดเวลา ไม่นับรวมสุราที่ยกขึ้นดื่มตลอดทั้งวัน”

“เด็กอายุเจ็ดขวบทั่วไปไม่มีทางกินเนื้ออสูรหนึ่งมื้อเท่ากับศิษย์ฝ่ายในยี่สิบคน”

“และไม่ใช่เด็กทั่วไปคนใดจะถูกทัณฑ์สวรรค์ผ่าหลายครั้งแล้วยังนอนหลับต่อได้”

“ที่สำคัญคือก่อนหน้านี้นางยังมีตบะอยู่ ข้าจำได้ว่านางทะลวงชีพจรแล้ว ผู้อาวุโสหม่าก็บอกอยู่ ว่าจู่ ๆ ก็มองไม่เห็นตบะของนางเลย”

“เจ้าคิดว่านางเป็นร่างสถิต?”

“ข้ายังไม่กล้าสรุป” หลินซางไห่ตอบ “แต่หากเทาเทียกำลังหลับอยู่ในร่างนาง ทุกครั้งที่มันได้รับพลังเพียงพอ ผนึกอาจอ่อนกำลังลงทีละน้อย”

“แล้วหากพวกเรากักตัวนางตอนนี้ คนที่อยู่เบื้องหลังอาจรู้ทันทีว่าพวกเราพบสิ่งใด”

“จึงต้องเฝ้าดูอย่างลับ ๆ?”

เฟิงอู๋จี้พยักหน้า “ส่งคนไปเฝ้ารอบหุบเขาโอสถ ห้ามเข้าใกล้เกินไป และห้ามทำให้นางรู้ตัว”

“หากพบว่านางมีอาการผิดปกติเล่า?”

เจ้าสำนักมองม้วนหนังอยู่นาน ก่อนตอบเสียงหนัก

“รายงานข้าทันที ห้ามผู้ใดลงมือโดยพลการ โดยเฉพาะห้ามทำร้ายนาง”

หลินซางไห่เลิกคิ้ว “เพราะหม่าซือเจียวหรือ?”

“เพราะหากนางเป็นร่างสถิตจริง ผู้ที่ลงมือทำร้ายนางอาจเป็นคนแรกที่ถูกกิน”

รองเจ้าสำนักนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเคร่งขรึม

เมื่อการประชุมลับสิ้นสุดลง ทั้งสองออกจากตำหนักกลางและมุ่งหน้าไปยังหุบเขาโอสถด้วยตนเอง พวกเขาตั้งใจจะสังเกตจูลี่จากระยะไกล โดยไม่ให้นางหรือหม่าซือเจียวรู้ตัว

ทว่าทันทีที่มาถึงแนวป่าไผ่ด้านนอก ทั้งสองก็ได้ยินเสียงตวาดดังลั่นออกมาจากเรือนหลอมยา

“จูลี่!!!!”

เฟิงอู๋จี้กับหลินซางไห่สบตากัน ก่อนเร่งฝีเท้าเข้าไปทันที

ภายในห้องหลอมยา หม่าซือเจียวยืนถือหม้อยาด้วยมือสั่นเทา

“ใครสั่งใครสอนให้เจ้าเลียหม้อยาจนสะอาดขนาดนี้กัน”