ตอนที่ 77
ตอนที่ 77
หม่าซือเจียวตวาดจนฝุ่นบนคานเรือนร่วงลงมาเป็นสาย
จูลี่เงยหน้ามองอาจารย์ มือข้างหนึ่งยังวางอยู่บนขอบหม้อยา ส่วนอีกข้างกำช้อนไม้ที่ขูดจนปลายแหว่ง
“ศิษย์เพียงช่วยทำความสะอาดเจ้าค่ะ”
“ผู้ใดทำความสะอาดหม้อด้วยลิ้นกัน”
“ใช้ลิ้นแล้วสะอาดกว่าใช้ผ้าเจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวชูหม้อยาขึ้น แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างกระทบก้นหม้อจนสะท้อนเข้าตาเขาอย่างจัง
สะอาดจริง ๆ
สะอาดเสียจนเถียงไม่ออก
พอนึกถึงตนเองเอาหม้อพวกนี้ไปหลอมโอสถต่อ ใบหน้าของหม่าซือเจียวก็ดำคล้ำขึ้นมาทันใด
“มันสกปรก” พอพูดคำนี้เสร็จแล้วหม่าซือเจียวก็อยากจะตบปากตัวเองสักที เห็นชัดว่าสะอาดจนไร้คาบเขย่าใด ๆ “ข้าหมายถึงมันเต็มไปด้วยน้ำลายของเจ้า”
“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ศิษย์เอาไปล้างน้ำอีกรอบแล้ว”
หม่าซือเจียวเถียงไม่ออก ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็รู้สึกเหมือนจะไม่ถูกทั้งนั้น “งั้นก็แล้วแต่เจ้าเถอะ”
“แล้วเจ้ากินพิษพวกนั้นเข้าไปไม่เป็นอะไรเลยหรือ?” ยิ่งเป็นพิษระดับสูงก็ยิ่งน่ากลัว
“ไม่เจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้ากินอะไรเข้าไปบ้าง?”
เด็กหญิงยกนิ้วขึ้นนับอย่างตั้งใจ
“โอสถฟื้นฟูเส้นลมปราณสิบสองหม้อ โอสถหล่อเลี้ยงวิญญาณแปดหม้อ โอสถรวมปราณหกหม้อ โอสถถอนพิษสามหม้อ แล้วก็หม้อสีดำที่อาจารย์หลอมล้มเหลวเมื่อคืนก่อนอีกหนึ่งหม้อ”
หม่าซือเจียวชะงัก
“เมื่อคืนก่อนข้าไม่ได้หลอมล้มเหลว”
“แต่ไม่มีโอสถออกมาเจ้าค่ะ”
“นั่นเป็นน้ำยาหลอมกระดูก”
จูลี่นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนก้มมองแขนขาของตนเอง
“มิน่าเล่า เช้าวันนั้นศิษย์จึงรู้สึกว่ากระดูกแข็งขึ้น”
หม่าซือเจียวยกมือกุมหน้าอก
ด้านนอกเรือนหลอมยา เฟิงอู๋จี้กับหลินซางไห่ซึ่งตั้งใจมาสังเกตการณ์อย่างลับ ๆ ยืนฟังบทสนทนาอยู่หลังพุ่มไผ่ สีหน้าของทั้งคู่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
เมื่อได้ยินว่านางกินกากโอสถถอนพิษ พวกเขายังพอสงบได้
พอได้ยินว่านางกินกากโอสถหล่อเลี้ยงวิญญาณ สีหน้าก็เริ่มเคร่งเครียด
กระทั่งได้ยินว่านางกินน้ำยาหลอมกระดูกเข้าไปทั้งหม้อ หลินซางไห่ก็เผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“เด็กทั่วไปกินของเหล่านั้นได้หรือ?” เขาถามเสียงต่ำ
เฟิงอู๋จี้ไม่ตอบ
เพราะคำตอบชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ได้
ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับสูง หากกินกากยาหลายชนิดปะปนกันอย่างต่อเนื่อง พิษย่อมสะสมอยู่ในร่างกาย ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดปัญหา
แต่จูลี่ยังนั่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าแดงเรื่อจากฤทธิ์สุรา แขนขายังครบถ้วน มิหนำซ้ำยังดูแข็งแรงกว่าเมื่อเดือนก่อนเสียอีก
หลินซางไห่เหลือบมองม้วนหนังที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ
ผู้กลืนกินสรรพสิ่ง ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งหิวยิ่งตื่น
เขารู้สึกว่าข้อความบรรทัดนี้น่าเชื่อถือขึ้นมาหลายส่วนอย่างไร้เหตุผล
ภายในเรือน หม่าซือเจียวลากจูลี่มานั่งตรงหน้า จากนั้นจับข้อมือเล็กไว้แน่น ส่งพลังปราณเข้าไปตรวจสอบเส้นลมปราณอย่างละเอียด
หนึ่งรอบ
สองรอบ
สามรอบ
ยิ่งตรวจ สีหน้าของเขายิ่งแปลกประหลาด
เส้นลมปราณไม่เสียหาย ทะเลปราณไม่มีสิ่งผิดปกติ กระทั่งพิษตกค้างจากกากยายังหาไม่พบแม้แต่น้อย
พลังทั้งหมดที่จูลี่กินเข้าไปราวกับถูกบางสิ่งกลืนหายไปจนหมด ไม่เหลือร่องรอยให้ตรวจสอบ
หม่าซือเจียวย้ายมือมาวางบนศีรษะของนาง ก่อนส่งพลังปราณเข้าไปอีกครั้ง
จูลี่นั่งนิ่งอย่างเชื่อฟังอยู่ได้ครู่หนึ่งจึงถามว่า “อาจารย์หาอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?”
“หาสมองของเจ้า”
“อยู่ข้างบนเจ้าค่ะ”
“ข้ารู้ว่าอยู่ข้างบน”
“ถ้าเช่นนั้นอาจารย์หาไม่พบหรือเจ้าคะ?”
หม่าซือเจียวสูดหายใจลึก ก่อนปล่อยมือจากศีรษะนาง “นับจากวันนี้ ห้ามเจ้ากินกากยาอีก”
จูลี่รีบกอดหม้อยาไว้ “เหตุใดเล่าเจ้าคะ?”
“เพราะมันไม่ใช่อาหาร!”
“เนื้ออสูรก็ไม่ใช่ผัก แต่เจ้าหินยังกินได้เลย”
“นั่นมันหิวจนกินไม่เลือก”
“ศิษย์ก็หิวเจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวจ้องเด็กหญิงตรงหน้าอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนหันไปเปิดตู้ยา หยิบขวดโอสถออกมาวางเรียงกันบนโต๊ะเจ็ดขวด
“หากหิว ก็กินโอสถอดอาหาร”
จูลี่มองขวดโอสถเหล่านั้นอย่างไม่กระตือรือร้น
“ไม่อิ่มเจ้าค่ะ”
“หนึ่งเม็ดอยู่ได้สามวัน”
“ของศิษย์อยู่ได้ครึ่งเค่อ”
“เช่นนั้นกินสองเม็ด”
“อยู่ได้ครึ่งเค่อเท่าเดิม แต่หิวกว่าเดิมสองเท่า”
มือของหม่าซือเจียวหยุดอยู่เหนือขวดโอสถ
เขาเคยหลอมโอสถมาหลายร้อยปี แต่เพิ่งพบผู้ที่กินโอสถอดอาหารแล้วหิวกว่าเดิมเป็นครั้งแรก
ชายชราก้มมองหม้อยาที่ถูกนางกอดไว้แน่น พลันรู้สึกว่าหากบังคับเอาคืน เด็กคนนี้อาจกอดมันหนีเข้าป่าอสูรไปทั้งใบ
“เอาเช่นนี้” เขากัดฟันกล่าว “ต่อไปข้าจะเก็บกากยาไว้ตรวจสอบก่อน หากไม่มีพิษตกค้างมากเกินไป ข้าจะอนุญาตให้เจ้ากินได้เล็กน้อย”
ดวงตาของจูลี่สว่างขึ้น
“ครึ่งหม้อหรือเจ้าคะ?”
“หนึ่งช้อน”
“สามช้อน”
“หนึ่งช้อน”
“สองช้อน ศิษย์ช่วยล้างหม้อให้ด้วย”
หม่าซือเจียวมองก้นหม้อที่สะอาดวับจนสะท้อนเงาได้ แล้วนิ่งคิดอย่างไม่เต็มใจ
“ตกลง”
จูลี่รีบวางหม้อลง ก่อนประสานมือคารวะอย่างเรียบร้อย “ขอบคุณอาจารย์เจ้าค่ะ”
ด้านนอกเรือน เฟิงอู๋จี้หลับตาลงช้า ๆ พวกเขากำลังเฝ้าระวังร่างสถิตของอสูรบรรพกาลซึ่งอาจตื่นขึ้นมากลืนกินสรรพสิ่ง
แต่หม่าซือเจียวเพิ่งตกลงจ่ายค่าล้างหม้อให้นางวันละสองช้อน
เรื่องนี้ดูไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง
หลินซางไห่ส่งเสียงผ่านพลังปราณ
“ควรห้ามเขาหรือไม่?”
เฟิงอู๋จี้มองจูลี่ซึ่งกำลังใช้ผ้าผูกปากขวดใบหนึ่ง พร้อมเขียนคำว่ากากยาของจูลี่ติดไว้ด้วยตนเอง
“หากห้ามตอนนี้ พวกเราต้องอธิบายว่าเหตุใดจึงมาแอบฟังอยู่หลังเรือน”
“เช่นนั้นกลับก่อน?”
“กลับก่อน”
ทั้งสองถอยออกจากแนวป่าไผ่อย่างเงียบเชียบ
ทว่ายังเดินไปไม่ถึงสิบก้าว จูลี่ภายในเรือนก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางป่า
นางจ้องใบไผ่ที่กำลังสั่นอยู่ชั่วครู่ ก่อนหันกลับไปสนใจขวดกากยาตามเดิม
“อาจารย์เจ้าคะ”
“อะไรอีก?”
“ช่วงนี้หนูในหุบเขาตัวใหญ่ขึ้นหรือไม่?”
“เหตุใดจึงถาม?”
“เมื่อครู่มีหนูสองตัวแอบฟังพวกเราคุยกันเจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวหันขวับไปทางป่าไผ่
นอกเรือน เฟิงอู๋จี้กับหลินซางไห่เร่งฝีเท้าขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ข่าวเรื่องจูลี่กินกากยาไม่ได้แพร่ออกไปนอกหุบเขาโอสถ
แต่ข่าวอีกเรื่องหนึ่งกลับเดินทางเร็วกว่าม้าส่งสาร
เมืองชิงเหอมีผู้ฝึกตนผ่านเข้าออกทุกวัน พ่อค้าต่างถิ่นมารวมตัวกันมากมาย เรื่องที่เกิดขึ้นในตลาดเพียงครึ่งวันจึงสามารถแพร่ไปถึงโรงน้ำชาและโรงเตี๊ยมทุกแห่งก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
โดยเฉพาะเรื่องเด็กหญิงในชุดศิษย์รับใช้สีเทา ซึ่งนำหินวิญญาณจำนวนมากมากวาดซื้อสุรา
เถ้าแก่ร้านสุราหลายแห่งยังพูดถึงเหตุการณ์นั้นอย่างออกรส
“ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดซื้อสุราเช่นนี้มาก่อน นางไม่ถามรสชาติ ไม่ถามปีที่หมัก ถามเพียงว่ามีกี่ไห”
“ข้าได้ยินว่านางซื้อจนห้องเก็บสุราของถนนตะวันออกว่างเปล่า”
“ไม่เพียงถนนตะวันออก ถนนตะวันตกก็แทบไม่เหลือ”
“เด็กตัวแค่นั้นเอาหินวิญญาณมาจากที่ใด?”
“ย่อมเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่แอบปลอมตัวออกมาเที่ยวเล่น”
“คุณหนูตระกูลใหญ่ใดสวมชุดศิษย์รับใช้ แต่กลับห้อยหยกศิษย์สายตรงของสำนักชิงเฟิง?”
เรื่องเล่าถูกแต่งเติมไปเรื่อย ๆ
จากเด็กหญิงซื้อสุรา กลายเป็นทายาทลับของผู้อาวุโส
จากทายาทลับ กลายเป็นบุตรสาวนอกสมรสของเจ้าสำนัก
พอผ่านไปอีกสองวัน บางคนถึงกับเล่าว่าเฟิงอู๋จี้แอบมีภรรยาอยู่ในป่าอสูร และเด็กหญิงผู้นั้นเป็นบุตรสาวที่เกิดจากนางอสูรแปลงกาย
ข่าวลือส่วนใหญ่ฟังแล้วไร้สาระ แต่จำนวนหินวิญญาณที่ถูกนำออกมาใช้กลับเป็นเรื่องจริง