ตอนที่ 78
ตอนที่ 78
ภายในห้องชั้นสามของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ชายวัยกลางคนในชุดพ่อค้าปิดหน้าต่างลง ก่อนวางกระดาษแผ่นเล็กไว้บนโต๊ะ
ตรงข้ามเขามีชายชราร่างผอมกำลังนั่งดื่มชา
“ตรวจสอบชัดเจนแล้วหรือ?” ชายชราถาม
“ขอรับ เด็กหญิงผู้นั้นมาจากสำนักชิงเฟิง นางซื้อสุราไปจำนวนมากแถมยังบอกว่าอาทิตย์หน้าจะมาซื้ออีก นอกจากนี้ยังซื้อโอสถ และเครื่องปรุง และของจิปาถะอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดล้วนเป็นของกิน ”
“ผู้ใดติดตามมาด้วย?”
“ไม่มีขอรับ แล้วก็เห็นว่าเร่ขายปลากระบี่บินจำนวนมากอีกขอรับ”
ชายชราวางถ้วยชาลง
“เด็กอายุเจ็ดขวบพกหินวิญญาณมากขนาดนั้น ทั้งยังกล้าเดินในเมืองเพียงลำพัง... น่าสนใจ”
“มีคนเห็นว่านางสวมชุดศิษย์รับใช้ แต่หยกที่เอวเป็นของศิษย์สายตรงขอรับ”
“ของผู้ใด?”
“ผู้อาวุโสหม่าซือเจียวแห่งหุบเขาโอสถ”
สีหน้าของชายชราเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หม่าซือเจียวรับศิษย์ยากเพียงใด ทุกสำนักในละแวกนี้ล้วนทราบดี ศิษย์ฝ่ายในธรรมดายังยากจะได้รับคำชี้แนะจากเขาสักครั้ง แต่กลับรับเด็กหญิงไร้ตบะเป็นศิษย์สายตรง
แสดงว่าต้องมีดีบางอย่าง
เมื่อคิดถึงว่าตระกูลซูมักจะส่งสุราจำนวนมากให้ตระกูลโม่ทุกเดือน เรื่องนี้ก็น่าสงสัยอยู่มากจริง ๆ
ยิ่งรวมกับหินวิญญาณจำนวนมหาศาล ยิ่งไม่อาจมองข้าม
“ส่งข่าวกลับตระกูล” ชายชราสั่ง “อย่าใช้ยันต์ส่งสารของพวกเรา ฝากข่าวไปกับขบวนสินค้าสายเหนือ”
ชายวัยกลางคนประสานมือรับคำสั่ง แต่ยังไม่จากไป
“มีอีกเรื่องหนึ่งขอรับ”
“ว่ามา”
“ช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา คนของสำนักชิงเฟิงเข้ามาสืบเรื่องผู้ฝึกตนชุดดำในเมืองหลายครั้ง พวกเขาถามทั้งร้านขายอาวุธ ร้านโอสถ และจุดพักม้า โดยเฉพาะเส้นทางจากเมืองชิงเหอไปยังเขตล่าอสูร”
ปลายนิ้วของชายชราหยุดอยู่บนขอบถ้วยชา
“พวกเขาถามถึงผู้ใดโดยเฉพาะหรือไม่?”
“ไม่ได้เอ่ยชื่อขอรับ แต่ลักษณะที่สอบถามตรงกับคนของเราซึ่งหายตัวไปในเขตล่าอสูร”
“มีผู้ใดกลับมาหรือยัง?”
ชายวัยกลางคนส่ายหน้า
“ไม่มีขอรับ แม้แต่ยันต์ประจำชีวิตก็แตกทั้งหมด”
ภายในห้องเงียบลงทันที
คนชุดดำนับสิบถูกส่งไปยังเขตล่าอสูรของสำนักชิงเฟิงเพื่อตามจับคนที่หลุดรอดไปของตระกูลซู มีกลุ่มหนึ่งที่กลับมาพร้อมคน ทว่าอีกกลุ่มหนึ่งกลับหายตัวไปโดยไร้ร่องรอย ไม่มีศพ ไม่มีอาวุธ กระทั่งแหวนเก็บของก็ไม่ปรากฏในตลาดมืด
ราวกับคนทั้งกลุ่มถูกลบหายไปจากโลก
และไม่นานหลังจากนั้น สำนักชิงเฟิงก็เริ่มสืบหาผู้ฝึกตนชุดดำ
แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ก็เพียงพอให้คนของตระกูลเว่ยระแวดระวัง
ชายชราหยิบกระดาษขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
เด็กหญิงอายุเจ็ดขวบ
ชุดศิษย์รับใช้สีเทา
หยกศิษย์สายตรงของหม่าซือเจียว
ใช้หินวิญญาณจำนวนมากกวาดซื้อสุรา
“ก่อนเข้าเมืองนางเป็นอย่างไร?”
“ดินแดนลับขอรับ”
“ก่อนเข้าดินแดนลับเล่า?”
ชายวัยกลางคนนิ่งคิดครู่หนึ่ง “มีคนเห็นนางอยู่ที่เขตล่าอสูรพร้อมศิษย์สำนักชิงเฟิง และอสูรเกราะศิลาตัวหนึ่ง”
ดวงตาของชายชราพลันหรี่ลง
ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
สถานที่เดียวกัน
หินวิญญาณที่ไม่ทราบที่มา
ทุกอย่างดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันได้ แต่ก็ยังขาดหลักฐานสำคัญ
ชายวัยกลางคนถามเสียงต่ำ “ท่านสงสัยว่านางเก็บแหวนของคนพวกนั้นไป?”
“เด็กอายุเจ็ดขวบไร้ตบะไม่มีความสามารถสังหารพวกเขา”
“แต่อาจมีคนของสำนักชิงเฟิงลงมือ แล้วมอบของบางส่วนให้นาง” เพียงแต่ทำไปทำไม แล้วเหตุใดต้องมอบทรัพยากรมากมายให้เด็กหญิงไร้ความสามารถคนหนึ่ง
ชายชราไม่ตอบทันที
หากสำนักชิงเฟิงเป็นผู้ลงมือจริง เหตุใดจึงปล่อยให้เด็กคนหนึ่งนำของที่อาจเป็นหลักฐานออกมาใช้ในเมืองอย่างเปิดเผย?
หรือพวกเขาจงใจทำเช่นนั้นเพื่อล่อให้ตระกูลเว่ยเผยตัว?
เขาครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนออกคำสั่ง
“ห้ามแตะต้องเด็กคนนั้น”
“แล้วเรื่องหินวิญญาณ...”
“ตรวจสอบร้านที่นางเข้าไปทุกแห่ง เก็บหินวิญญาณที่ได้รับจากนางกลับมาจำนวนหนึ่ง ดูว่ามีตราหรือพลังที่ใช้ติดตามหลงเหลืออยู่หรือไม่”
“หากพบว่าเป็นของคนในตระกูลเล่า?”
ชายชรายกถ้วยชาขึ้น ดวงตาขุ่นมัวมองผ่านไอร้อน
“ก็อย่าเพิ่งลงมือ”
ชายวัยกลางคนชะงัก “เหตุใดขอรับ?”
“เด็กคนหนึ่งไม่น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือคนที่กล้าให้เด็กคนนั้นถือหลักฐานเดินไปทั่วเมือง”
หากนี่เป็นกับดัก ผู้ที่รีบร้อนลงมือย่อมเปิดเผยตัวก่อน
แต่หากไม่ใช่กับดัก...
ย่อมหมายความว่าเด็กคนนั้นอาจไม่รู้เลยว่าสิ่งของที่ตนถืออยู่มาจากผู้ใด นางอาจจะแค่บังเอิญเก็บมาได้
“ส่งคนเข้าไปใกล้นาง” ชายชรากล่าว “ไม่ต้องสังหาร ไม่ต้องจับตัว เพียงหาวิธีตรวจดูแหวนเก็บของของนาง”
“นางเป็นศิษย์สายตรงของหม่าซือเจียว ผู้ใดเข้าใกล้อาจถูกสำนักชิงเฟิงจับตา”
“ดังนั้นจึงห้ามใช้คนของเรา”
ชายชราหยิบป้ายไม้สีดำออกจากแขนเสื้อ วางลงบนโต๊ะเบา ๆ
บนป้ายสลักรูปอีกาสามตาเอาไว้
“นำป้ายนี้ไปที่ตลาดมืด จ้างมือดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเว่ย ให้เขาปลอมตัวเข้าไปในสำนักชิงเฟิง”
“ในฐานะใดขอรับ?”
“อีกเจ็ดวัน สำนักชิงเฟิงจะเปิดรับคนงานดูแลสัตว์อสูรไม่ใช่หรือ?”
ชายวัยกลางคนรับป้ายไม้มาถือไว้ ก่อนประสานมือ
“ขอรับ”
สองวันต่อมา ชายหนุ่มหน้าตาซื่อคนหนึ่งเดินทางมาถึงตีนเขาสำนักชิงเฟิง
เสื้อผ้าของเขาเก่า รองเท้าขาด บนหลังแบกกระสอบหญ้าแห้งใบใหญ่ ท่าทางไม่ต่างจากชาวบ้านธรรมดาที่มาหางานทำ
เมื่อถึงจุดลงทะเบียน เขายื่นแผ่นไม้ประจำตัวให้ผู้ดูแล พร้อมยิ้มอย่างซื่อสัตย์
“ข้ามาสมัครเป็นคนเลี้ยงสัตว์ขอรับ”
ผู้ดูแลตรวจแผ่นไม้ครู่หนึ่ง ก่อนถาม “เคยเลี้ยงสิ่งใดมาบ้าง?”
“วัว ม้า หมู ไก่ ข้าเลี้ยงได้ทั้งหมด”
“อสูรเล่า?”
ชายหนุ่มเกาศีรษะ แสดงสีหน้าลำบากใจ
“หากมันไม่กินคน ข้าน่าจะเลี้ยงได้ขอรับ”
“หากมันกินคนเล่า?”
“ข้าจะพยายามไม่ยืนขวางปากมัน”
ผู้ดูแลหัวเราะออกมา ก่อนสั่งให้ศิษย์รับใช้คนหนึ่งพาเขาไปยังลานเลี้ยงสัตว์อสูรด้านหลังเขา
งานทดสอบไม่ได้ยุ่งยาก เพียงให้อาหารสัตว์อสูรห้าตัว ทำความสะอาดคอก และจัดการหมูเพลิงหางแดงที่กำลังอาละวาดเพราะไม่ยอมกินอาหาร
ชายหนุ่มทำทุกอย่างอย่างคล่องแคล่ว
เขาไม่ใช้แส้ ไม่ปล่อยพลังปราณ กระทั่งเสียงยังไม่ดังขึ้นแม้แต่น้อย เพียงหยิบเศษเนื้อตากแห้งออกมาจากถุง คลุกกับกากสุราเล็กน้อย แล้ววางลงตรงหน้าหมูเพลิงหางแดง
หมูเพลิงซึ่งไล่ขวิดคนงานมาทั้งเช้าพลันหยุดนิ่ง
มันสูดจมูกสองครั้ง ก่อนก้มหน้ากินอย่างเชื่อฟัง
ผู้ดูแลมองภาพนั้นด้วยความประหลาดใจ
“เจ้ารู้วิธีเลี้ยงสัตว์อสูรด้วยหรือ?”
ชายหนุ่มยิ้มซื่อ
“ข้าไม่รู้วิธีเลี้ยงอสูรขอรับ แต่หมูที่บ้านก็ชอบกากสุรา”
คำตอบธรรมดาเสียจนไม่มีสิ่งใดน่าสงสัย
ผู้ดูแลจึงรับเขาไว้ และส่งไปช่วยงานในลานเลี้ยงสัตว์อสูรซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหุบเขาโอสถ
ชายหนุ่มประสานมือขอบคุณอย่างนอบน้อม
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่เคยถามถึงเด็กหญิงชุดเทาแม้แต่คำเดียว
สามวันแรก เขาทำงานทุกอย่างตามที่ได้รับมอบหมาย
ให้อาหารสัตว์อสูร
ตักน้ำ
หาบหญ้า
ซ่อมรั้ว
ยามพบศิษย์สำนักชิงเฟิง เขาจะก้มหน้าหลีกทาง ไม่พูดมากและไม่พยายามผูกมิตรกับผู้ใด
แม้แต่คนของหุบเขาโอสถที่เดินผ่านไปมา ก็เริ่มคุ้นเคยกับใบหน้าซื่อ ๆ ของคนงานคนใหม่โดยไม่รู้ตัว
วันที่สี่ ชายหนุ่มขอเศษเนื้ออสูรซึ่งเหลือจากการเตรียมอาหารมาหนึ่งชิ้น
เขาหั่นมันเป็นชิ้นเล็ก หมักกับกากสุราและสมุนไพรสองสามชนิด ก่อนนำไปย่างบนเตาถ่านข้างคอกสัตว์อสูร
ไม่นาน กลิ่นเนื้อย่างผสมกลิ่นสุราอ่อน ๆ ก็ลอยไปตามลม
ผ่านแนวต้นสน ข้ามลำธารเล็ก ก่อนลอยเข้าไปถึงหน้าเรือนหลอมยา
จูลี่ซึ่งกำลังนั่งกอดไหสุรารอกากยาอยู่ พลันหยุดแกว่งขา
จมูกเล็กขยับสองครั้ง
นางหันหน้าไปทางนอกหุบเขา
โมเจียซึ่งกำลังคัดสมุนไพรอยู่ข้าง ๆ เหลือบมองนาง หลังจากย่างปลากระบี่เงินให้จูลี่จนพอใจ ก็ถูกหม่าซือเจียวย้ายมาดูแลจูลี่โดยตรงอีกคนหนึ่ง เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในสถานะศิษย์สายตรงเท่านั้น
“เป็นอะไร?” โมเจียถาม
“มีคนกำลังทำลายของดี” จูลี่ทำหน้ายู่เหมือนหมูหิว
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“กลิ่นสุราถูกไฟเผาแรงเกินไป” เด็กหญิงวางไหสุราลง ก่อนลุกขึ้นเดินตามกลิ่นไปทันที