ตอนที่ 80
ตอนที่ 80
หูเจิ้งมองเนื้อย่างที่เหลืออยู่ในจาน ก่อนเงยหน้ามองแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่กำลังเดินจากไป
ไหนว่ากันว่าเด็กคนนี้กินจุ?
เนื้อย่างเพียงไม่กี่ชิ้นยังเหลือเกือบครึ่งจาน ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่กินสัตว์อสูรได้คราวละหลายตัวอย่างที่เจ้านายบอกไว้
หรือข่าวที่เขาได้รับมาจะเกินจริง? เด็กคนนี้อาจจะไม่ใช่เป้าหมายที่พวกเขาบอกไว้ตั้งแต่แรก
โมเจียซึ่งเดินตามหลังจูลี่เหลือบมองสีหน้าสงสัยของหูเจิ้ง แล้วก็รู้สึกแปลก ๆ แต่บอกไม่ถูกว่าแปลกตรงไหน
เขาหันกลับมามองอีกครั้ง
หูเจิ้งยังคงนั่งอยู่ข้างเตาถ่าน ใบหน้าซื่อ ๆ เต็มไปด้วยความสับสน ไม่มีสิ่งใดน่าสงสัยแม้แต่น้อย
“เนื้อเหลืออยู่ เจ้าจะกลับไปเอาหรือ?”
“ไม่เอา” จูลี่ที่ยังเดินจากไปไม่ไกลโบกไม้โบกมือแต่ไม่ได้หันกลับมา
โมเจียเดินตามจูลี่ จนกระทั่งเดินเข้าไปใกล้ จึงโน้มตัวลงแล้วเข้าไปกระซิบข้าง
“ข้าเพียงคิดว่า ต่อไปเจ้าอย่ากินของจากคนแปลกหน้าจะดีกว่า”
“เขาบอกชื่อแล้ว”
“บอกชื่อแล้วก็ยังเป็นคนแปลกหน้า”
จูลี่ขมวดคิ้ว “ต้องรู้สิ่งใดอีก?”
“อย่างน้อยต้องรู้ว่าเป็นคนดีหรือคนร้าย”
“หากเป็นคนร้ายย่างเนื้อเก่งหรือเจ้าคะ?” เด็กหญิงมองศิษย์พี่ด้วยตาที่จะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่
โมเจียอ้าปาก “ก็ไม่ใช่ แต่กินของคนอื่นเกิดถูกวางยา…”
จูลี่กระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะพยักหน้าให้ตนเอง แล้วกอดไหสุราเดินต่อไป
“เนื้อไหม้เพราะเขาฝีมือไม่ดี ไม่เกี่ยวกับเป็นคนร้าย”
โมเจีย “...”
นางไม่แน่ใจจริง ๆ ว่าตอนนี้คุยเรื่องเดียวกันอยู่ไหม แต่พอมองดวงตาหรี่ปรือของเด็กหญิงก็ไม่คิดจะถามอีก
เมาแน่ ๆ เมาตลอดเวลา
ทั้งสองเดินลับแนวต้นสนไปในเวลาไม่นาน
หูเจิ้งรอจนเสียงสนทนาหายไป จึงก้มมองเนื้อย่างในจานอีกครั้ง
เด็กหญิงไม่มีตบะ ชีพจรก็ไม่เคยเปิด ท่าทางเมื่อเห็นเขาใช้พลังปราณยังเป็นธรรมชาติ ไม่มีความระแวดระวังแม้แต่น้อย
นางกินเนื้อเพียงไม่กี่ชิ้นก็อิ่มแล้ว
ที่สำคัญ พูดไม่รู้เรื่อง เหมือนจะเข้าใจแต่ก็เหมือนไม่เข้าใจ
ไม่ตรงกับข้อมูลที่เขาได้รับมาเลยสักอย่าง
หูเจิ้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองสัตว์อสูรในกรง
“พวกเจ้ากินหรือไม่?”
หมูเพลิงหางแดงตัวหนึ่งก้าวออกมา ทว่าพอจมูกเข้าใกล้เนื้อย่าง มันกลับชะงักแล้วถอยหลังไปสองก้าว
หูเจิ้งขมวดคิ้ว
“เมื่อครู่ยังจ้องกันตาไม่กะพริบ เหตุใดตอนนี้จึงไม่กินแล้ว?”
หมูเพลิงหางแดงส่ายหัวแรง ๆ
สัตว์อสูรตัวอื่นพากันเบือนหน้าหนี ไม่มีตัวใดยอมเข้าใกล้จาน
หูเจิ้งก้มลงหยิบเนื้อขึ้นมาดม
นอกจากกลิ่นไหม้เล็กน้อยก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
เขาหักเนื้อชิ้นเล็กโยนให้สุนัขลายเมฆที่นอนอยู่ข้างกรง
สุนัขลายเมฆก้มลงดม ก่อนใช้เท้าเขี่ยเนื้อกลับมาทางเขา
หูเจิ้งนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ไหม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
สุนัขลายเมฆลุกขึ้น แล้วเดินหนีไปนอนอีกมุมหนึ่ง
หูเจิ้ง “...”
รสชาติที่สัตว์อสูรยังไม่กล้ากลืนลงคอมีอยู่จริง
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างสงบเกินคาด นับตั้งแต่กลับออกมาจากดินแดนลับ จูลี่ไม่เคยย่างเท้าเข้าไปในเขตล่าสัตว์อสูรอีกเลย
ทุกเช้านางจะตื่นขึ้นมาในยามที่คนอื่นกินมื้อเช้าเสร็จแล้ว จากนั้นกอดไหสุราเดินไปยังเรือนโอสถ หลังจากทำภารกิจที่หม่าซือเจียวสั่งไว้เสร็จก็จะมานั่งมองโมเจียคัดสมุนไพรอยู่พักหนึ่ง ที่เหลือหมดไปกับการกินแล้วก็นอน
เด็กวัยกำลังโต โมเจียเข้าใจได้ เพียงแต่…..
บางวันนางนั่งมองมดขนเมล็ดข้าวจนฟ้ามืด
บางวันนางมองเมฆตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย
แล้ววันนี้ โจวหมิงเห็นนางนั่งอยู่ริมบ่ออยู่นานถึงครึ่งวัน จึงคิดว่านางกำลังฝึกวิชาหรือค้นพบความลับบางอย่างจากสายน้ำ
เขายืนสังเกตอยู่ห่าง ๆ เกือบหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็อดไม่ได้ เดินเข้าไปถาม
“เจ้ามองอะไรอยู่?”
จูลี่ชี้ลงไปในน้ำ
โจวหมิงก้มมองตาม เห็นปลาตัวเล็กสีแดงตัวหนึ่งว่ายวนอยู่ใต้ใบบัว
“ปลาตัวนั้นมีสิ่งใดผิดปกติ?” โจวหมิงก็พยายามเพร่ง ทว่าก็คือปลาตัวหนึ่ง
“มันกินหนอนของข้า”
“แล้วอย่างไร?”
“ข้ารอให้มันคายออกมา”
โจวหมิงนิ่งไปครู่หนึ่ง จูลี่นั่งจ้องอยู่ตรงนี้นานเกือบหนึ่งชั่วยาม หนอนคงโดนย่อยทยอยลงลำไส้ไปแล้ว
“ผ่านไปนานเพียงนี้ หนอนคงไม่อยู่แล้ว”
จูลี่ขมวดคิ้ว “เหตุใด?”
“มันกินเข้าไปแล้ว”
“ข้ารู้”
“เช่นนั้นเจ้ารออะไร?”
“รอให้มันคายออกมา”
โจวหมิงมองนาง ก่อนหันกลับไปมองปลาสีแดงในบ่ออีกครั้ง
ท้ายที่สุด เขาตัดสินใจว่านี่เป็นเรื่องระหว่างจูลี่กับปลา ไม่สมควรมีคนนอกเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงเดินจากไปเงียบ ๆ
แม้จะไม่เข้าใจว่านางกำลังทำอะไร แต่ตราบใดที่นางไม่เข้าเขตล่าสัตว์อสูร ไม่เรียกอสูรเกราะศิลามาพังภูเขาเผากระท่อม และไม่มีเมฆดำรวมตัวเหนือศีรษะ โจวหมิงก็พอใจแล้ว
เจ็ดวันที่ผ่านมา เขานอนหลับสนิททุกคืน
ไม่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงฟ้าร้อง
ไม่ต้องวิ่งหนีตายในป่า
ไม่ต้องตื่นขึ้นมาพบสัตว์อสูรระดับสูงนอนเฝ้าอยู่หน้าเรือน
ชีวิตเช่นนี้สงบสุขเสียจนโจวหมิงเริ่มสงสัยว่า เหตุการณ์ในดินแดนลับอาจเป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง
แต่คนที่ไม่สบายใจกลับกลายเป็นหูเจิ้ง
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ เขาเฝ้าสังเกตจูลี่อยู่ห่าง ๆ แต่ยิ่งดูก็ยิ่งไม่พบสิ่งใด
เด็กหญิงไม่ฝึกตบะ ไม่แตะต้องอาวุธ ไม่เข้าใกล้สัตว์อสูร แม้แต่ถุงเก็บของ นางยังแทบไม่เคยเปิดออกต่อหน้าผู้อื่น
นอกจากกิน ดื่ม แล้วก็นอน นางก็ไม่ทำสิ่งใดอีก
หูเจิ้งเริ่มไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้รับมาผิดพลาด หรือเด็กหญิงผู้นี้เก่งกาจในการปกปิดมากเกินไปกันแน่
วันนี้เขาจึงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหา
จูลี่กำลังนอนพิงต้นท้ออยู่หลังเรือนโอสถ ไหสุราวางอยู่บนตัก ดวงตาหลับสนิท ส่วนบนศีรษะมีใบไม้แห้งติดอยู่สองใบ
หูเจิ้งยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่งเสียงเรียกเบา ๆ “คุณหนูน้อย”
ไม่มีคำตอบ……
“คุณหนูน้อยจูลี่”
เด็กหญิงยังคงไม่ขยับ
หูเจิ้งก้าวเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย เขาเพิ่งยกมือขึ้น หมายจะลองตรวจสอบลมหายใจของนาง ดวงตาที่ปิดอยู่ก็พลันลืมขึ้น
“เจ้าจะทำอะไร?”
มือของหูเจิ้งหยุดอยู่กลางอากาศ
เขารีบเปลี่ยนทิศทางไปหยิบใบไม้บนศีรษะของนางออกแทน
“มีใบไม้ติดอยู่ขอรับ”
จูลี่มองใบไม้ในมือเขา แล้วพยักหน้า
“อ้อ”
หูเจิ้งยิ้มอย่างซื่อ ๆ ก่อนยื่นห่อกระดาษน้ำมันให้นาง
“เมื่อเช้าข้าเข้าไปช่วยงานในโรงครัว เห็นว่ามีขนมอบใหม่ จึงนำมาให้คุณหนูน้อยลองชิม”
กลิ่นหอมหวานลอยออกมาจากห่อกระดาษ
จูลี่ก้มมอง แต่ไม่ได้ยื่นมือไปรับ
“ไม่กินหรือขอรับ?”
“กิน”
“แล้วทำไมไม่รับ?”
จูลี่ชำเลืองมองโมเจีย แม้โมเจียจะเป็นศิษย์สายนอก ตบะก็ต่ำเตี่ยเรี่ยดิน ทว่าฝีมือทำอาหารกลับไม่เป็นสองลองใคร ดังนั้นนางจึงไม่กล้าดื้ออย่างเปิดเผย
“ศิษย์พี่สอนว่าไม่ให้รับของจากคนแปลหน้า”
หูเจิ้งเก็บห่อกระดาษนั้นกลับคืนมา ตั้งใจจะใส่กระเป๋า แต่จูลี่ดึงมือไว้ก่อน จากนั้นก็อ้าปาก
“เจ้าทำอะไร?”
“กิน” เด็กหญิงพูดแล้วอ้าปากต่อ
โมเจียมุมปากกระตุก ไม่รับของจากคนแปลกหน้า ก็กินของมันไปเลยสินะ จะได้ไม่ต้องรับ