LNCrawler

ตอนที่ 84

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 84

ชายสวมหมวกปีกกว้างถอดหมวกออก เผยใบหน้าธรรมดาจนแทบไม่มีสิ่งใดให้จดจำ ทว่ารอยสักรูปเปลวเพลิงบนหลังมือกลับเห็นได้ชัดเจน

เขาจ้องเด็กหญิงตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม “หลงทางหรือ?”

จูลี่พยักหน้า “อืม”

“คนที่มากับเจ้าอยู่ที่ใด?”

“ร้านผ้า”

“แล้วเหตุใดจึงเดินเข้ามาที่นี่คนเดียว?”

“หาของกิน”

ชายอีกคนที่ยืนปิดทางด้านหลังมองตรอกว่างเปล่า ในตรอกนี้นอกจากเศษไม้ผุสองสามชิ้นกับตะกร้าพัง ๆ แล้ว แม้แต่หนูสักตัวยังไม่มี

“ในนี้มีของกิน?”

“คิดว่ามี”

คำตอบของนางฟังดูไร้เดียงสาจนชายทั้งสองคลายความระวังลงเล็กน้อย

แม้ข่าวจากสำนักชิงเฟิงจะบอกว่าเด็กคนนี้มีความผิดปกติอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร นางก็เป็นเพียงเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบซึ่งยังไม่ทะลวงชีพจรเท่านั้น

ชายสวมหมวกส่งสายตาให้คนด้านหลัง

อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งรวบแขนทั้งสองข้างของจูลี่ไว้ ส่วนอีกมือปิดปากนางแน่น

จูลี่ไม่ขัดขืน นางเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย

ฝ่ามือของคนผู้นี้มีกลิ่นหัวหอม

เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงถูกจับได้อย่างง่ายดาย ชายสวมหมวกก็ก้าวเข้ามา ใช้เชือกสีดำมัดข้อมือของนางไว้

อักขระสีแดงบนเชือกสว่างวาบก่อนจางหายไป

“เชือกผนึกปราณ” เสียงในหัวบอกทันที “ของระดับต่ำ ใช้มัดผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมได้ไม่เกินหนึ่งเค่อ หากเป็นเจ้า เพียงกระตุกนิ้วก็ขาดแล้ว”

จูลี่ลองกระตุกนิ้วเล็กน้อย

เส้นใยตรงข้อมือส่งเสียงลั่นเบา ๆ

“อย่ากระตุกสิ” เสียงนั้นรีบห้าม “เจ้าตั้งใจให้จับมิใช่หรือ? หากเชือกขาดตอนนี้ พวกมันก็รู้ว่าเจ้ามีตบะ”

จูลี่จึงหยุดมือ

ชายที่จับนางอยู่กลับก้มมองเชือกด้วยความสงสัย

“เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงอะไร?”

ชายสวมหมวกตรวจดูปมเชือก “คงมัดแน่นเกินไป”

“เชือกเส้นนี้ใช้มัดอสูรระดับหลอมกายายังไม่ขาด เด็กคนเดียวจะทำอะไรได้”

“ก็จริง” ทั้งสองไม่สงสัยอีก

ชายสวมหมวกหยิบผ้าสีดำออกมาจากอกเสื้อ มัดปิดตาจูลี่ไว้อย่างแน่นหนา ก่อนใช้ผ้าผืนใหญ่อีกผืนคลุมตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงปลายเท้า

โลกตรงหน้าของนางมืดสนิทในทันที

เสียงในหัวถอนหายใจ “ตอนนี้เจ้ามองไม่เห็นแล้ว”

“อืม”

“หากถูกขายไปเป็นทาส เจ้าจะทำอย่างไร?”

“กลับออกมา”

“หากถูกขังไว้ในค่ายกลเล่า?”

“เจ้าก็พังค่ายกลให้ข้าสิ”

“หากพวกมันเอาของกินเจ้าทิ้ง?”

จูลี่เงียบไปทันที

คราวนี้เห็นได้ชัดว่านางเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ร้ายแรงขึ้นมาบ้างแล้ว “ข้าซ่อนแหวนไว้แล้ว”

ก่อนเดินกลับไปยังตรอก จูลี่ถอดแหวนเก็บของทั้งหมดยัดเข้าไปในแหวนมิติแล้ว ภายนอกจะเห็นเพียงแหวนธรรมดาสีดำบนนิ้วโป้งเท่านั้น

แหวนมิตินั้นไม่อาจตรวจสอบด้วยพลังวิญญาณ ทั้งยังไม่มีใครถอดมันออกจากนิ้วของนางได้ ต่อให้ตัดนิ้วออกไป ตราบที่ผู้ผูกสัญญายังไม่ตาย สำหรับคนอื่นมันคือแหวนธรมดาวงหนึ่งเท่านั้น

ของกินปลอดภัย เรื่องอื่นอะไรก็ได้ทั้งนั้น

ชายคนหนึ่งยกร่างเล็กขึ้นใส่กระสอบ ก่อนแบกขึ้นบ่า “ไป”

ทั้งสามออกจากตรอกทางด้านหลัง ผ่านประตูไม้แคบบานหนึ่งเข้าไปยังลานบ้านร้าง แล้วปีนข้ามกำแพงอีกสองชั้น

จากนั้นจูลี่ก็ถูกโยนลงบนพื้นแข็ง

เสียงประตูปิดดังขึ้น ตามด้วยเสียงล้อรถม้าเริ่มหมุน

ชายสองคนนั่งอยู่ด้านนอก ส่วนคนที่ซ่อนตบะอยู่บนหลังคากระโดดขึ้นมานั่งคุมอยู่ด้านหลังรถ

รถม้าเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้า ๆ

“เลี้ยวซ้าย” เสียงในหัวกล่าว

จูลี่นอนนิ่งอยู่ในกระสอบ

“ผ่านร้านเครื่องไม้แล้ว”

ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก “ตอนนี้เลี้ยวขวา”

“อืม”

“ผ่านบ่อนพนัน ที่หน้าประตูมีชายสวมเสื้อม่วงกำลังถูกภรรยาใช้ไม้กวาดตีด้วย”

จูลี่นิ่งไปเล็กน้อย “เหตุใดถูกตี?”

“แอบเอาปิ่นของภรรยาไปจำนำ”

“อ้อ”

“ตั้งใจฟังทาง”

“ฟังอยู่”

รถม้ายังคงเคลื่อนไปตามถนนใหญ่ เสียงผู้คนด้านนอกดังเข้ามาเป็นระยะ

คนร้ายจงใจพาวนไปรอบเมืองหลายรอบ บางครั้งเลี้ยวเข้าตรอกเล็ก บางครั้งหยุดปะปนกับรถสินค้าคันอื่น ก่อนวกกลับมายังถนนเส้นเดิม

หลังจากวนผ่านร้านหมั่นโถวแห่งหนึ่งเป็นครั้งที่สาม เสียงในหัวก็เริ่มหงุดหงิด

“พวกมันกำลังพาเราวน”

“อืม”

“ร้านหมั่นโถวเดิม”

“ข้าจำกลิ่นได้”

“หมั่นโถวจะมีกลิ่นต่างกันตรงไหน?”

“ร้านนี้ใส่น้ำตาลมากกว่า”

เสียงในหัวเงียบไปครู่หนึ่ง

“เจ้ามองไม่เห็นยังรู้ได้?”

“จมูกยังอยู่”

ถึงจะถูกปิดตา จูลี่ก็ไม่ได้สูญเสียประสาทสัมผัสอื่น นางรับรู้ได้ทั้งกลิ่นอาหาร เสียงฝีเท้า และการสั่นสะเทือนของพื้นใต้รถ

ยิ่งมีอสูรบรรพกาลคอยบอกทุกสิ่งที่อยู่ด้านนอก การปิดตานางจึงแทบไม่มีประโยชน์

หลังจากพาวนอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม รถม้าก็หยุดลง

เสียงคนเฝ้าประตูดังมาจากด้านนอก

“ตรวจป้ายผ่านทาง”

ชายสวมหมวกส่งป้ายบางอย่างออกไป

จูลี่มองไม่เห็น แต่เสียงในหัวบรรยายให้อย่างละเอียด

“ป้ายทองแดง ด้านหน้าสลักคำว่าเว่ย ด้านหลังเป็นรูปเปลวเพลิง”

“ตระกูลเว่ยหรือ?”

“อาจเป็นของปลอม”

คนเฝ้าประตูดูป้ายเพียงครู่เดียวก็ส่งคืน

“เปิดประตู!”

เสียงบานประตูหนักเคลื่อนดังครืด รถม้าค่อย ๆ แล่นผ่านออกไป

“พวกเราออกจากประตูเมืองชิงเหอทางทิศตะวันตก” เสียงในหัวกล่าว “ด้านนอกมีต้นหลิวใหญ่สองต้น ศาลาร้างหนึ่งหลัง และหลุมบนถนนเจ็ดหลุม”

พูดไม่ทันจบ ล้อรถก็ยุบลงไปในหลุม

ร่างของจูลี่กระเด้งขึ้น ก่อนตกลงมากระแทกพื้นรถม้าอีกครั้ง

ชายที่นั่งด้านนอกหันกลับมา “นางตื่นหรือไม่?”

ชายอีกคนเปิดผ้าคลุมดูเล็กน้อย เมื่อเห็นเด็กหญิงนอนนิ่งก็ส่ายหน้า

“ยาสลบยังออกฤทธิ์อยู่”

ความจริงพวกเขาโรยยาสลบลงบนผ้าปิดตาไว้แล้ว แต่ยาสลบระดับนี้ไม่ส่งผลต่อจูลี่แม้แต่น้อย

นางเพียงหลับตาแสร้งทำเป็นไม่ได้สติเท่านั้น

รถม้าวิ่งไปตามถนนใหญ่ประมาณหนึ่งชั่วยาม ก่อนเลี้ยวเข้าเส้นทางแคบซึ่งมุ่งตรงไปยังเทือกเขาทางตะวันตก

พื้นถนนค่อย ๆ ลาดสูงขึ้น อากาศด้านนอกรถม้าเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด สองข้างทางจากทุ่งโล่งเปลี่ยนเป็นป่าทึบ เสียงผู้คนและรถสินค้าค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงเสียงล้อบดผ่านก้อนกรวดกับเสียงลมพัดยอดไม้

“กำลังขึ้นเขา” เสียงในหัวกล่าว

“เขาใด?”

“บนหลักหินเมื่อครู่สลักคำว่าเขาพันศิลาแต่ตัวอักษรถูกเถาวัลย์ปกคลุมไปครึ่งแล้ว”

จูลี่ขยับปลายจมูกเล็กน้อย “กลิ่นดินแรงมาก”

เสียงในหัวเงียบไปชั่วขณะ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น

“มิใช่กลิ่นดินธรรมดา ใต้เทือกเขาแห่งนี้มีชีพจรปฐพีขนาดใหญ่ ปราณปฐพีหนาแน่นกว่าเมืองชิงเหอหลายเท่า”

“กินได้หรือไม่?”

“ปราณปฐพีมิใช่อาหาร”

“เช่นนั้นไม่ต้องบอกก็ได้”

“ผู้ฝึกตนธาตุดินแย่งชิงสถานที่เช่นนี้จนเลือดไหลเป็นสาย เจ้ายังบอกว่าไม่ต้องรู้?”

จูลี่ไม่ตอบ

รถม้ายิ่งแล่นสูงขึ้น ปราณปฐพีก็ยิ่งหนาแน่น แม้อยู่ภายในกระสอบ นางยังสัมผัสได้ถึงพลังอุ่นหนักซึ่งแทรกซึมผ่านพื้นรถเข้ามา

ก้อนหินตามไหล่ทางต่างมีประกายสีทองแดงจาง ๆ สมุนไพรระดับต่ำขึ้นหนาแน่นอยู่ตามซอกผา บางแห่งถึงกับมีกลุ่มศิลาวิญญาณโผล่พ้นพื้นดินโดยไม่มีผู้ใดขุดเก็บ

“มีเหมืองศิลาวิญญาณอยู่ใต้ยอดเขาอย่างน้อยสามสาย” เสียงในหัวบรรยาย “ยังมีแร่เหล็กทมิฬ หยกแก่นผา และบ่อน้ำพุวิญญาณธาตุดินอีกสองแห่ง” เห็นจูลี่ฟังนิ่ง ๆ มันจึงเสริมขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง

“เอาไปแลกของกินได้” 

คราวนี้จูลี่ตั้งใจฟังขึ้นมาทันที

รถม้าวิ่งผ่านป่าไผ่หิน ก่อนหยุดลงตรงหน้าผาสูงชันแห่งหนึ่ง

เมื่อมองจากภายนอก ที่นี่ไม่มีเส้นทางให้ไปต่อ มีเพียงผาหินสีดำทอดสูงขึ้นไปจนถูกเมฆปกคลุม

ชายด้านนอกกระโดดลงจากรถ ก่อนนำป้ายทองแดงรูปเปลวเพลิงไปแตะตรงรอยแยกบนหน้าผา

ครืน!!…….

ผาหินทั้งแถบสั่นสะเทือน อักขระจำนวนมากสว่างวาบขึ้น ก่อนภาพหน้าผาจะค่อย ๆ เลือนหาย เผยบันไดหินกว้างซึ่งทอดขึ้นไปตามไหล่เขา

“ค่ายกลบดบังระดับห้า” เสียงในหัวกล่าว “ภายนอกมองเห็นเป็นหน้าผา แต่ด้านในเป็นทางขึ้นเขา”

“พังได้หรือไม่?”

“เจ้าถามข้าหรือถามตนเอง?”

จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถามเจ้า”

“พังได้”

น้ำเสียงของอสูรบรรพกาลเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง “ค่ายกลเล็กน้อยเช่นนี้ ข้าเพียงเป่าลมหายใจก็”

“เจ้ามีลมหายใจหรือ?”

เสียงในหัวหยุดชะงัก

มันไม่มีร่างกาย เหลือเพียงเศษจิตวิญญาณอยู่ในตัวนาง ย่อมไม่มีลมหายใจจริง ๆ

“ข้าแค่เปรียบเทียบ”

“อ้อ”

รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนผ่านค่ายกล จากนั้นแล่นขึ้นไปตามถนนหินคดเคี้ยว

ยิ่งเข้าใกล้ยอดเขา สิ่งปลูกสร้างก็ยิ่งมากขึ้น เรือนหินและตำหนักนับร้อยหลังตั้งลดหลั่นกันไปตามไหล่เขา ระหว่างทางมีแปลงสมุนไพรขั้นบันได บ่อเลี้ยงอสูร และลานหลอมอาวุธขนาดใหญ่

ผู้คุ้มกันตามหอเฝ้าระวังล้วนมีตบะไม่ต่ำกว่าระดับสร้างรากฐาน บางจุดยังมีอสูรธาตุดินหมอบเฝ้าอยู่ข้างทาง

เหนือยอดเขามีตำหนักใหญ่สร้างจากศิลาสีน้ำตาลทองตั้งตระหง่าน ป้ายหน้าตำหนักสลักอักษร ‘เว่ย’ ขนาดใหญ่ แม้อยู่ห่างออกไปหลายลี้ก็ยังมองเห็นได้ชัดเจน

“เป็นตระกูลเว่ยจริง ๆ” เสียงในหัวกล่าว

“ใหญ่หรือไม่?”

“กินพื้นที่เกือบครึ่งเขา”

“คนเยอะหรือไม่?”

“หลายพันคน”

จูลี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามเรื่องที่สำคัญที่สุด

“ห้องครัวอยู่ที่ใด?”

“เจ้าถูกจับมานะ”

“ข้ารู้”

“แล้วจะถามหาห้องครัวทำไม?”

“เผื่อหิว”

เสียงในหัวตัดสินใจไม่ตอบนางอีก

รถม้าไม่ได้มุ่งหน้าไปยังเรือนหลัก แต่เลี้ยวออกจากถนนใหญ่ วิ่งลงไปทางหุบเขาด้านหลัง

บริเวณนี้มีปราณปฐพีหนาแน่นยิ่งกว่าด้านนอก ทว่ากลับไม่มีเรือนพักหรือแปลงสมุนไพร มีเพียงลานหินกว้างและรูปปั้นอสูรสองตัวตั้งเฝ้าอยู่หน้าผา

รถม้าหยุดลงกลางลาน

เสียงผู้คนด้านนอกดังขึ้นพร้อมกัน

“คารวะผู้ดูแลหลัว”

คนที่ซ่อนตบะมาตลอดทางตอบเพียงสั้น ๆ

“เปิดทางใต้ดิน”

พื้นใต้รถม้าสั่นสะเทือน เสียงกลไกดังขึ้นต่อเนื่อง รูปปั้นอสูรทั้งสองค่อย ๆ เคลื่อนออกจากกัน เผยช่องทางลับซึ่งทอดลึกเข้าไปใต้ภูเขา

รถม้าทั้งคันค่อย ๆ เคลื่อนลงไป

“ทางลับอยู่ใต้ลานหินด้านหลังตระกูลเว่ย” เสียงในหัวรายงาน “รูปปั้นตัวซ้ายไม่มีลูกตาข้างหนึ่ง ส่วนกลไกเปิดทางอยู่ในปากรูปปั้นตัวขวา”

“จำได้หรือไม่?”

“ข้าเป็นอสูรบรรพกาล มิใช่ปลาทอง เหตุใดจะจำไม่ได้”

“ปลาทองก็จำได้”

“ใครบอกเจ้า?”

“ไม่รู้”

“แล้วเจ้าพูดทำไม?”

จูลี่ไม่ตอบ

หลังจากลงไปประมาณห้าจั้ง รถม้าก็เข้าสู่อุโมงค์ซึ่งขุดลึกเข้าไปในใจกลางภูเขา

ผนังอุโมงค์เต็มไปด้วยอักขระควบคุมปราณปฐพี พลังจากชีพจรใต้ภูเขาถูกดึงมารวมกัน ก่อนส่งต่อไปยังส่วนลึกของทางลับอย่างต่อเนื่อง

ในอากาศมีกลิ่นชื้นปะปนกับกลิ่นสมุนไพรและกลิ่นโลหิตจาง ๆ

ครั้งนี้เสียงในหัวเงียบไปนานกว่าปกติ

จูลี่ถาม “มีอะไร?”

“ชีพจรปฐพีใต้เขาพันศิลากำลังถูกใช้หล่อเลี้ยงค่ายกลบางอย่าง”

น้ำเสียงของมันลดต่ำลง

“ตระกูลเว่ยมิได้ตั้งรกรากบนภูเขาแห่งนี้เพียงเพราะทรัพยากร พวกมันกำลังใช้ปราณปฐพีมหาศาลกดบางสิ่งเอาไว้ใต้ภูเขา”