LNCrawler

ตอนที่ 85

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 85

คำว่ากดบางอย่างทำให้จูลี่สนใจขึ้นมาเล็กน้อย

“กดอะไร?”

“ยังไม่แน่ชัด” เสียงในหัวตอบ “แต่กลิ่นอายที่เล็ดลอดออกมามิใช่ของอสูรธรรมดา และค่ายกลนี้ไม่ได้มีไว้หล่อเลี้ยงสิ่งที่อยู่ด้านล่างเพียงอย่างเดียว มันกำลังสูบพลังจากสิ่งนั้นกลับขึ้นมาด้วย”

“สูบไปทำอะไร?”

“หลอมโอสถ หลอมอาวุธ เพิ่มพลังให้ค่ายกล หรืออาจใช้ฝึกตน ทั้งหมดล้วนเป็นไปได้”

จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง

“เช่นนั้นพวกมันจับข้ามาทำอะไร?”

“ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน”

รถม้าวิ่งลึกเข้าไปในอุโมงค์อีกประมาณหนึ่งเค่อ ก่อนหยุดลงหน้าประตูเหล็กสีดำ

เสียงโซ่เส้นใหญ่ถูกลากครูดไปกับพื้น ตามด้วยเสียงกลไกปลดออกทีละชั้น แล้วประตูเหล็กก็เปิดออกช้า ๆ

“นำตัวลงมา” ผู้ดูแลหลัวสั่ง

กระสอบที่ห่อจูลี่ถูกยกลงจากรถ ก่อนโยนลงบนพื้นอีกครั้ง

ตุบ!

จูลี่นอนนิ่งอยู่ภายใน

เสียงในหัวถาม “เจ็บหรือไม่?”

“ไม่เจ็บ”

“เช่นนั้นเหตุใดข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังโกรธ?”

“ขาไก่ในแขนเสื้อแบนหมดแล้ว”

เจ้าอ้วนถึงกับเงียบไป

คนของตระกูลเว่ยไม่รู้เลยว่าเหตุใดอุณหภูมิรอบตัวจึงลดลงเล็กน้อย พวกเขาช่วยกันลากกระสอบผ่านประตูเหล็กเข้าไปด้านใน

ที่นี่เป็นคุกใต้ดินขนาดใหญ่ ทางเดินตรงกลางทอดลึกเข้าไปจนมองไม่เห็นปลาย ทั้งสองด้านมีห้องขังเรียงต่อกันนับสิบห้อง

ผนังทุกด้านสร้างจากศิลาปฐพีสีดำ บนลูกกรงเหล็กสลักอักขระผนึกปราณ แม้แต่พื้นยังฝังหมุดโลหิตอสูรไว้ทุกสามก้าว

นักโทษภายในบางห้องนอนนิ่งราวกับตายไปแล้ว บางห้องมีเสียงโซ่ขยับเบา ๆ ทว่าไม่มีผู้ใดร้องขอความช่วยเหลือหรือส่งเสียงถาม

ดูเหมือนทุกคนซึ่งถูกขังอยู่ที่นี่จะรู้ดีว่า การส่งเสียงไม่ได้ช่วยอะไร

ผู้ดูแลหลัวเดินนำไปจนถึงห้องขังด้านในสุด ก่อนหยุดหน้าประตูบานหนึ่ง “ขังไว้ที่นี่”

ผู้คุมเปิดประตู โยนกระสอบเข้าไปแล้วรีบปิดประตูทันที

ชายสวมหมวกถาม “ไม่ต้องนำตัวไปพบผู้อาวุโสสามก่อนหรือ?”

“ผู้อาวุโสสามกำลังปิดด่าน พรุ่งนี้จึงจะออกมา” ผู้ดูแลหลัวปรายตามองห้องขัง “ให้นางสูดยาสลบเพิ่ม อย่าให้นางตื่นก่อนถูกสอบถาม”

“เด็กคนเดียวต้องระวังถึงเพียงนี้เลยหรือ?”

“คำสั่งจากเบื้องบนคือจับเป็นและห้ามประมาทเด็ดขาด”

ผู้ดูแลหลัวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “สำนักชิงเฟิงเพิ่งออกจากดินแดนลับ แต่ดินแดนลับทั้งแห่งกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เด็กคนนี้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย บางทีสิ่งที่พวกเราตามหาอาจอยู่กับนาง”

ชายสวมหมวกก้มมองกระสอบบนพื้น

“แต่นางไม่มีแม้แต่แหวนเก็บของ”

“ค้นแล้วหรือ?”

“ค้นแล้ว พบเพียงแหวนเหล็กธรรมดาวงหนึ่ง ถอดไม่ออก นอกนั้นมีขนมสองห่อ ขาไก่หนึ่งชิ้น แล้วก็…”

“แล้วก็อะไร?”

“เมล็ดแตงสิบสามเม็ด”

ผู้ดูแลหลัวหันมามองเขา อยากจะถามว่าใครสั่งใครสอนให้นับเม็ดแตง

ชายสวมหมวกรีบอธิบาย “ข้านับเพราะคิดว่าอาจเป็นของวิเศษปลอมแปลงมา”

“แล้วผลเป็นอย่างไร?”

“เมล็ดแตงจริง ๆ ขอรับ”

“…”

ผู้ดูแลหลัวสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทันที

ชายสวมหมวกวางหลอดยาสลบไว้ในช่องเหนือประตูห้องขัง ก่อนเดินตามออกไป

เมื่อเสียงฝีเท้าทั้งหมดห่างออกไป จูลี่จึงขยับตัว

เชือกผนึกปราณที่มัดข้อมือถูกนางกระตุกเบา ๆ ก็ขาดเป็นสองท่อน จากนั้นนางดันกระสอบออกจากศีรษะ ดึงผ้าปิดตาลง แล้วลุกขึ้นนั่งกลางห้องขัง

สิ่งแรกที่นางทำไม่ใช่ตรวจสอบค่ายกลหรือหาทางออก แต่เป็นการล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ขาไก่รมควันที่เดิมมีรูปร่างสวยงาม บัดนี้แบนจนแทบกลายเป็นแผ่นเดียวกับห่อกระดาษ

จูลี่มองมันอยู่ครู่หนึ่ง

“ยังกินได้” เจ้าอ้วนส่งเสียงดังในหัวปลอบเหมือนไม่ได้ปลอบ

นางลองดึงออกมา เนื้อไก่ครึ่งหนึ่งติดอยู่กับกระดาษ

“…”

“แกะช้า ๆ ก็น่าจะได้”

จูลี่แกะช้า ๆ

กระดาษขาดติดขึ้นมาด้วย

เจ้าอ้วนรีบเปลี่ยนเรื่อง “ข้าว่าพวกเราควรตรวจดูห้องขังก่อน”

จูลี่กินส่วนที่ยังไม่ติดกระดาษจนหมด แล้วห่อส่วนที่เหลือเก็บกลับไป จากนั้นจึงเงยหน้ามองรอบตัว

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ถ้าหิวแล้วจะเอาแรงที่ไหนเดินสำรวจ

ห้องขังนี้ไม่ได้มีเพียงลูกกรงเหล็กด้านหน้า ผนังทั้งสามด้านยังถูกเสริมด้วยค่ายกลผนึกปราณถึงเจ็ดชั้น อักขระทั้งหมดเชื่อมต่อกับเสาหินต้นหนึ่งนอกห้องขัง

ใต้เสาหินมีเส้นแสงสีเหลืองทองไหลผ่านเป็นระยะ ราวกับรากไม้ซึ่งชอนไชลึกเข้าไปในภูเขา

“ค่ายกลทุกห้องเชื่อมกับชีพจรปฐพี” เสียงในหัวกล่าว “หากใช้กำลังทำลายประตู ผู้ควบคุมค่ายกลจะรู้ทันที”

จูลี่เดินไปจับลูกกรง

“อย่าเพิ่งหัก”

นางจึงปล่อยมือ แต่ก็ยังทำหน้ายู้เหมือนหมูหิว “ข้าแค่จับ”

“เหล็กบุบแล้ว”

จูลี่ก้มลงมอง ลูกกรงตรงที่นางจับมีรอยนิ้วเล็ก ๆ ยุบลงไปจริง ๆ นางขยับตัวไปยืนอีกด้าน ทำเป็นไม่เห็น

กลิ่นยาสลบเริ่มลอยออกมาจากช่องเหนือประตู ไอสีขาวบาง ๆ กระจายไปทั่วห้องขัง

“ยาสลบชนิดเดิม” เสียงในหัวกล่าว “เจ้านอนต่อเถิด อีกไม่นานคนที่พวกมันเรียกว่าผู้อาวุโสสามคงมา”

“ข้ายังไม่ง่วง”

“เมื่อครู่เจ้าหาวไปสองครั้ง”

“เพราะในนี้ไม่มีอะไรทำ”

จูลี่เดินวนรอบห้องขังหนึ่งรอบ ก่อนนั่งลงพิงผนัง

นางเงียบไปได้ไม่ถึงสิบลมหายใจ จู่ ๆ เสียงโซ่ก็ดังมาจากห้องขังฝั่งตรงข้าม

แกรก…

จูลี่เงยหน้าขึ้น

ในเงามืดหลังลูกกรงมีคนผู้หนึ่งนั่งพิงผนังอยู่ ร่างกายของเขาผอมจนแทบเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เส้นผมสีขาวสกปรกยุ่งเหยิงตกลงมาปิดใบหน้า แขนและขาทั้งสองข้างถูกตรึงด้วยโซ่สีดำเส้นใหญ่

บนโซ่ทุกเส้นมีอักขระดูดปราณสว่างวาบอยู่ตลอดเวลา

“ยังมีชีวิตอยู่” เสียงในหัวกล่าว “ระดับพลังเดิมน่าจะไม่ต่ำกว่าก่อกำเนิด แต่ถูกดูดปราณมานานจนชีพจรเสียหายไปเกือบหมดแล้ว”

คนผู้นั้นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาขุ่นมัวจ้องผ่านลูกกรงมาทางจูลี่

“เด็กหรือ…”

น้ำเสียงแหบพร่าราวกับไม่ได้พูดมานานนับปี

จูลี่พยักหน้า “อืม”

“พวกมันถึงขั้นจับเด็กมาขังที่นี่แล้วหรือ?”

“อืม”

ชายชรามองเชือกผนึกปราณที่ขาดอยู่ข้างเท้านาง ก่อนมองรอยนิ้วบนลูกกรงเหล็ก จึงเงียบไปครู่หนึ่ง

“เจ้าเป็นเด็กจริงหรือ?”

จูลี่ก้มมองแขนขาสั้น ๆ ของตนเอง “จริง”

“…”

ชายชราไม่รู้จะถามต่ออย่างไร

เจ้าอ้วนกลับหัวเราะเบา ๆ “อย่างน้อยยังมีคนดูออกว่าเจ้าผิดปกติ”

จูลี่ไม่สนใจ นางขยับไปนั่งใกล้ลูกกรงมากขึ้น

“ท่านถูกจับมานานหรือ?”

ชายชราไม่ได้ตอบทันที เขาเหลือบมองทางเดิน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้คุมอยู่ใกล้จึงกล่าวเสียงเบา

“ข้าไม่ได้นับวันแล้ว”

“เหตุใดจึงถูกจับ?”

“เพราะรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้”

“เรื่องใต้ภูเขาหรือ?”

ดวงตาขุ่นมัวของชายชราพลันคมกริบขึ้น

“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

จูลี่ชี้พื้น “ข้างล่างมีบางอย่าง”

ชายชราจ้องนางนานขึ้น “ผู้ใดบอกเจ้า?”

“ได้กลิ่น”

“…”

คราวนี้ไม่เพียงชายชราที่เงียบ แม้แต่อสูรบรรพกาลในหัวก็เงียบตามไปด้วย แต่ในใจด่าไปแล้วว่า ใครสั่งใครสอนให้โกหกไม่เนียนขนาดนี้

จูลี่เห็นอีกฝ่ายไม่พูด จึงถามต่อ “ข้างล่างมีอะไร?”

ชายชราส่ายหน้าอย่างช้า ๆ

“ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้เพียงตระกูลเว่ยค้นพบสิ่งนั้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกมันสร้างค่ายกลกักมันไว้แล้วดึงพลังออกมาใช้”

“เหตุใดไม่ฆ่ามัน?”

“ฆ่าไม่ได้”

ชายชราหยุดหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับการพูดแต่ละประโยคต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่

“หลายปีก่อน ค่ายกลเริ่มอ่อนกำลัง ตระกูลเว่ยจึงตามหาวิธีสร้างผนึกใหม่ กระทั่งพบตำราโบราณซึ่งกล่าวถึงสายเลือดตระกูลหนึ่ง…”

เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงไอก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน

ชายชราก้มหน้าลง เลือดสีคล้ำไหลออกจากมุมปาก

จูลี่ล้วงขวดยาออกมาจากแหวนมิติ แต่ยังไม่ทันส่งให้ เสียงในหัวก็รีบเตือน

“อย่าเพิ่งเอาออกมา คนผู้นี้อาจหลอกเจ้า”

“เขาใกล้ตายแล้ว”

“คนใกล้ตายก็หลอกผู้อื่นได้”

จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามชายชรา

“ท่านหลอกข้าหรือไม่?”

“…”

อสูรบรรพกาลแทบคำราม “มีผู้ใดตอบว่าตนเองหลอกบ้าง!”

ชายชรากลับหัวเราะออกมาเบา ๆ

เสียงหัวเราะนั้นแห้งจนกลายเป็นเสียงไออีกหลายครั้ง

“เด็กน้อย เจ้ามาจากที่ใด?”

“สำนักชิงเฟิง”

“บิดามารดาเล่า?”

“ไม่รู้”

ชายชราชะงักไปเล็กน้อย

สายตาของเขาเลื่อนจากใบหน้าจูลี่ลงไปยังเสื้อผ้า จากนั้นหยุดอยู่ที่นิ้วโป้งซึ่งสวมแหวนสีดำ

เขาขยับเข้ามาใกล้ลูกกรง ทว่าโซ่ทั้งสี่เส้นกลับรั้งร่างเอาไว้จนไม่อาจขยับได้เกินครึ่งก้าว

“แหวนวงนั้น…”