ตอนที่ 86
ตอนที่ 86
จูลี่ก้มมองนิ้วของตน ก่อนจะดึงเข้าหาตัวท่าทางหวงแหนยิ่ง “ของข้า”
“ผู้ใดมอบให้เจ้า?”
“มีอยู่แล้ว” ประสบการณ์สอนให้นางไม่มีวันพูดความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตน้อย ๆ นี้
สีหน้าของชายชราเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาจ้องแหวนวงนั้นไม่วางตา ก่อนถามด้วยเสียงสั่น
“ตรงขอบด้านในมีรอยสลักรูปเมฆสามชั้นหรือไม่?”
จูลี่ถอดแหวนออกมาแล้วพลิกนิ้วดูด้านในได้เล็กน้อย
“มี”
มือของชายชราสั่นขึ้นมาทันที โซ่บนข้อมือส่งเสียงดังแกรก ๆ
“แล้วด้านหลังใบหูซ้ายของเจ้า…มีปานสีแดงเล็ก ๆ หรือไม่?”
จูลี่ยกมือแตะใบหูของตน นางมองไม่เห็น จึงถามเสียงในหัว “มีหรือไม่?”
เสียงนั้นตอบหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “มี คล้ายกลีบดอกไม้ครึ่งกลีบ”
จูลี่จึงพยักหน้า “มี”
ชายชราหลับตาลง
ลมหายใจของเขาสั่นไหว ร่างผอมแห้งค่อย ๆ ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น แม้โซ่จะรั้งแขนทั้งสองข้างจนตึง เขาก็ยังฝืนก้มศีรษะลง
“สวรรค์ยังมีเมตตา…” น้ำเสียงแหบพร่าซึ่งเคยอ่อนแรงกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “คุณหนูยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ”
จูลี่มองซ้ายมองขวา
ในห้องขังมีเพียงนางคนเดียว
“ท่านเรียกข้าหรือ?”
ชายชราเงยหน้าขึ้น น้ำตาไหลผ่านร่องแก้มซูบตอบ
“บ่าวอู๋ฉางไห่ พ่อบ้านใหญ่แห่งตระกูลโม่ คารวะคุณหนูขอรับ”
คำว่าตระกูลโม่ทำให้จูลี่นิ่งเงียบไป
นางยังไม่ทันเอ่ยถาม เสียงลึกลับของเจ้าอ้วนก็ดังขึ้นในหัว “มีคนมา”
จูลี่ยัดตัวเองลงในกระสอบทันที ไม่ลืมจะเก็บเศษเชือกมาพันไว้บนแขนอีกทีหนึ่ง
เสียงฝีเท้าหลายสายดังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
จูลี่นอนขดตัวอยู่ในกระสอบ หลับตาลงพร้อมปรับลมหายใจให้แผ่วเบา เศษเชือกที่ขาดถูกนางพันทับรอบข้อมืออย่างเรียบร้อย หากไม่ดึงออกมาตรวจใกล้ ๆ ย่อมมองไม่เห็นว่ามันขาดไปแล้ว
ส่วนอู๋ฉางไห่รีบถอยกลับไปนั่งพิงผนัง ก้มหน้าลง ปล่อยเส้นผมสีขาวยุ่งเหยิงบดบังสีหน้า
เสียงกลไกดังขึ้นจากปลายทางเดิน
ประตูเหล็กบานใหญ่เปิดออก
ผู้ดูแลหลัวเดินนำคนเข้ามาสี่คน หนึ่งในนั้นเป็นชายชราร่างสูงสวมชุดคลุมสีน้ำตาลเข้ม บนหลังมือมีรอยสักรูปเปลวเพลิงห้าชั้น
ทันทีที่เห็นกระสอบยังวางอยู่กลางห้องขัง ผู้ดูแลหลัวจึงผ่อนสีหน้าลงเล็กน้อย
“ยังไม่ฟื้นหรือ?”
ชายสวมหมวกที่เดินตามมาตอบ “ยาสลบอสูรระดับสามมีฤทธิ์อยู่ได้หนึ่งชั่วยาม เด็กคนนี้เพิ่งสูดเข้าไปไม่นาน น่าจะยังไม่ฟื้นขอรับ”
ชายชราชุดน้ำตาลเข้มปรายตามองเขา
“เปิดกระสอบ”
ประตูห้องขังถูกเปิดออก ผู้คุมคนหนึ่งเดินเข้าไปใช้ปลายเท้าเขี่ยกระสอบสองครั้ง
จูลี่กลิ้งไปตามแรงอย่างว่าง่าย
ตุบ
ศีรษะของนางกระแทกพื้นเบา ๆ
เสียงในหัวถามขึ้นทันที “น่าหักแขนนัก” กับสัตว์อสูรอาจใช้กลิ่นอายข่มขวัญได้ แต่กลับคนทั่วไปแล้ว ตอนนี้มันยังไม่มีปัญญา “อย่าให้ข้าออกไปได้ก็แล้วกัน”
จูลี่เงียบไม่ตอบ ประสบการณ์ถูกตามล่าเมื่อครั้งถูกบิดาส่งออกจากตระกูลสอนให้นางสงบ
ยังไม่ถึงเวลาตอบโต้
ผู้คุมไม่รู้เลยว่าขาข้างหนึ่งของตนถูกจดจำไว้แล้ว เขาย่อตัวลงดึงปากกระสอบออก เผยให้เห็นเด็กหญิงตัวเล็กซึ่งยังคงหลับตาแน่น
ชายชราชุดน้ำตาลเข้มมองใบหน้าจูลี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปทางห้องขังฝั่งตรงข้าม
“ลากอู๋ฉางไห่ออกมา”
ผู้คุมสองคนเปิดห้องขัง กระชากโซ่เส้นใหญ่ที่ล่ามแขนของอู๋ฉางไห่ไว้
ร่างผอมแห้งถูกลากออกมาจากห้องอย่างไม่ปรานี หัวเข่าครูดไปตามพื้นหินจนเกิดรอยเลือดเป็นทางยาว
ผู้คุมโยนอู๋ฉางไห่ลงตรงหน้ากระสอบ ก่อนกระชากเส้นผมให้เขาเงยหน้าขึ้น
ชายชราชุดน้ำตาลเข้มถาม “มองให้ดี เจ้ารู้จักเด็กคนนี้หรือไม่?”
อู๋ฉางไห่มองจูลี่
เมื่อครู่เขายังคุกเข่าเรียกนางว่าคุณหนู บัดนี้ดวงตาขุ่นมัวกลับไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
เขามองอยู่หลายลมหายใจ ก่อนส่ายหน้าอย่างช้า ๆ
“ไม่รู้จัก” แต่แล้วเขาก็นิ่งเหมือนคิดอะไรออก ก่อนจะกลับคำพูดอย่างรวดเร็ว “รู้จัก รู้จัก นางคือบุตรสาวของหัวหน้าตระกูลโม่”
การเปลี่ยนท่าทีกระทันหันของอู่ฉางไห่ทำให้คนทั้งหมดรู้สึกสับสน
“นางคือคุณหนูแห่งตระกูลโม่ไม่ผิดแน่”
พวกเขามองหน้ากัน
ผู้ดูแลหลัวรีบถาม “คุณหนูคนใด?”
“บุตรสาวของท่านประมุข” อู๋ฉางไห่ตอบทันที “คุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลโม่ นางยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ”
แววตาของชายชราชุดน้ำตาลเข้มเปลี่ยนไป
“แน่ใจหรือ?”
“ข้ารับใช้นางมาตั้งแต่เกิด เหตุใดจะจำไม่ได้” อู๋ฉางไห่กล่าวเสียงสั่น “ใบหน้านี้ ดวงตาคู่นี้ ไม่มีทางผิดแน่นอน นางคือคุณหนูของข้า”
ผู้ดูแลหลัวก้มมองจูลี่อีกครั้ง
ยิ่งมอง สีหน้าของเขาก็ยิ่งประหลาด
“อู๋ฉางไห่ เจ้าถูกขังจนเสียสติไปแล้วหรือ?”
“ข้าไม่ได้เสียสติ”
“บุตรสาวของประมุขตระกูลโม่ หากยังมีชีวิตอยู่ ปีนี้ควรมีอายุสิบขวบ"
“ถูกต้อง” อู๋ฉางไห่พยักหน้าอย่างหนักแน่น “คุณหนูอายุสิบขวบ!”
ทุกคนก้มมองเด็กหญิงในกระสอบพร้อมกัน
แขนขาสั้น ๆ แก้มกลมเล็กน้อย ตัวสูงไม่ถึงเอวของผู้คุม ต่อให้บอกว่านางกินอาหารน้อยจึงเติบโตช้า ก็ยังดูไม่เหมือนเด็กอายุสิบขวบอยู่ดี
ผู้ดูแลหลัวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนใช้ปลายรองเท้าสะกิดแขนจูลี่
“ตื่น”
จูลี่ไม่ขยับ
เขาสะกิดอีกครั้ง
“ตื่นได้แล้ว”
จูลี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ทำสีหน้างุนงงราวกับเพิ่งฟื้นจากฤทธิ์ยา นางมองคนรอบตัว ก่อนก้มมองกระสอบที่ห่อตนเองอยู่
“ถึงแล้วหรือ?”
ผู้ดูแลหลัวชะงัก “เจ้ารู้ว่ากำลังถูกพาไปที่ใดหรือ?”
“ไม่รู้”
“แล้วถามว่าถึงแล้วหรือเพราะเหตุใด?”
“รถหยุดแล้ว”
“…แก้มัดให้นาง”
ผู้คุมเดินเข้าไปดึงเชือกออก เมื่อเห็นว่าปมเชือกยังคงพันอยู่ก็มิได้สงสัย เขาโยนเศษเชือกทิ้งไปด้านข้าง ก่อนดึงจูลี่ออกจากกระสอบ
ทันทีที่ลุกขึ้นยืน ทุกคนก็ยิ่งแน่ใจ
เด็กคนนี้ไม่มีทางอายุสิบขวบ
ชายชราชุดน้ำตาลเข้มถาม “เจ้าอายุเท่าใด?”
“เจ็ดขวบ”
ผู้ดูแลหลัวหันไปมองอู๋ฉางไห่ทันที
“นี่หรือคุณหนูอายุสิบขวบของเจ้า?”
อู๋ฉางไห่ร้อง “อ้อ ข้าคงจำผิด”
ผู้ดูแลหลัวแค่นเสียง “นำศิลาตรวจกระดูกมา”
ชายคนหนึ่งรีบจากไป ไม่นานก็นำแผ่นหินสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือกลับมา บนแผ่นหินมีวงแหวนอักขระสิบสองวงเรียงซ้อนกันอยู่
ชายชราชุดน้ำตาลเข้มรับแผ่นหินมา ก่อนสั่งจูลี่
“วางมือ”
จูลี่มองแผ่นหิน
“มันกัดหรือไม่?”
“ไม่กัด”
“ร้อนหรือไม่?”
“ไม่ร้อน”
“กินได้หรือไม่?”
ชายชราหน้าตึง “วางมือลงบนนี้”
จูลี่จึงวางมือลงอย่างว่าง่าย
อักขระบนแผ่นหินสว่างขึ้นทีละวง
หนึ่งวง สองวง กระทั่งหยุดอยู่ที่วงที่เจ็ด
ผู้ดูแลหลัวหันไปมองอู๋ฉางไห่ด้วยสายตาเย็นชา
“อายุกระดูกเจ็ดปี ไม่มีความคลาดเคลื่อน”
“อู่ฉางไห่ เจ้าคิดจะหลอกข้าหรือ? คิดให้ข้าจัดการนังเด็กคนนี้แทนคุณหนูของเจ้าสินะ”
อู่ฉางไห่ถอนหายใจแผ่วเบาแล้วหลับตาลง “ข้าแค่จำผิด”