LNCrawler

ตอนที่ 87

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 87

ชายชราชุดน้ำตาลเข้มมองอู๋ฉางไห่อยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนหันไปสั่งผู้ดูแลหลัว

“พานางไปตรวจรากวิญญาณ”

ผู้ดูแลหลัวรับคำ แล้วกระชากแขนจูลี่ให้เดินตาม

จูลี่ก้มมองมือที่จับแขนตน ก่อนเงยหน้ามองเขา “ข้าเดินเองได้”

“หุบปากแล้วเดินไป”

จูลี่จึงเดินตามอย่างว่าง่าย

เมื่อผ่านหน้าห้องขังของอู๋ฉางไห่ นางไม่ได้หันกลับไปมอง ชายชราเองก็นั่งก้มหน้าอยู่กับพื้น ราวกับเด็กหญิงคนนี้ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับเขาอีก

ประตูเหล็กปิดลงอีกครั้ง

ผู้ดูแลหลัวพาจูลี่เดินผ่านทางเดินใต้ดินหลายสาย ก่อนมาหยุดอยู่หน้าห้องศิลาแห่งหนึ่ง

ภายในห้องมีแท่นหินตั้งอยู่ตรงกลาง บนแท่นวางผลึกสูงครึ่งฉื่อ 

ข้างแท่นมีชายวัยกลางคนนั่งหลับตาอยู่ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาจึงลืมตาขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์

“ดึกดื่นถึงเพียงนี้ ยังพาคนมาตรวจอีกหรือ?”

ผู้ดูแลหลัวผลักจูลี่ออกไปข้างหน้า “ตรวจนาง”

ชายวัยกลางคนกวาดตามองจูลี่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “เด็กเพียงนี้?”

“ตรวจไปเถอะ”

เขาถอนหายใจ ก่อนหยิบแผ่นหยกชิ้นหนึ่งวางลงในร่องบนแท่นหิน

แสงสีขาวสว่างขึ้นทั่วห้อง

“วางมือบนผลึก”

จูลี่เดินเข้าไปใกล้ ก่อนชะโงกหน้ามองเข้าไปในผลึก

“ด้านในมีควัน”

“นั่นคือพลังธาตุ”

“เอาออกมาได้หรือไม่?”

“ไม่ได้”

“เช่นนั้นเอาไว้ทำอะไร?”

ชายวัยกลางคนเริ่มหมดความอดทน “เอาไว้ตรวจว่าเจ้าเป็นอัจฉริยะหรือเศษขยะ วางมือ”

จูลี่จึงวางมือลงบนผลึก

แสงสีเทาอ่อนจางปรากฎขึ้น อ่อนเสียจนแทบจะไม่มี 

ชายวัยกลางคนมองอย่างตั้งใจ

สีเทานั้นสว่างอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนดับลงอย่างน่าเวทนา

ภายในห้องเงียบสนิท

ชายวัยกลางคนจ้องผลึกอยู่หลายลมหายใจ จากนั้นจึงยกมือเคาะมันสองครั้ง

แสงสีเทาปรากฏขึ้นอีกคราว ยังคงอ่อนจางเหมือนเดิม

เขาหันไปมองผู้ดูแลหลัว “พวกเจ้าจับนางมาทำอะไร?”

“ผลเป็นอย่างไร?”

“รากฐานปุถุชนระดับต่ำ เกือบจะเทียบเท่าคนธรรมดา” คำตอบเรียบง่ายได้ใจความ ไม่ต้องสืบถามให้มากความใด ๆ

ผู้ดูแลหลัวขมวดคิ้ว “ตรวจให้ดีอีกครั้ง”

“ข้าตรวจไปสองครั้งแล้ว”

“นางออกมาจากดินแดนลับ”

“แล้วอย่างไร?”

“มีคนรายงานว่านางอาจเป็นผู้มีพรสวรรค์พิเศษ ทั้งยังอาจเกี่ยวข้องกับตระกูลโม่ แถมหม่าซือเจียวผู้นั้นรับเป็นศิษย์สายตรง”

ชายวัยกลางคนหันกลับไปมองจูลี่อีกครั้ง

จากนั้นก็มองผลึกสีเทา

เขาหยิบแผ่นหยกบนแท่นขึ้นมาโยนใส่อกผู้ดูแลหลัว

“หากนี่เรียกว่าผู้มีพรสวรรค์พิเศษ ศิษย์รับใช้ที่กวาดลานให้ข้าคงเป็นเซียนลงมาจุติแล้ว”

จูลี่ดึงมือกลับ ก่อนถามขึ้น

“เสร็จแล้วหรือ?”

ชายวัยกลางคนโบกมือ “เสร็จแล้ว”

“ข้าไปได้หรือไม่?”

“ยังไม่ได้”

“เหตุใด?”

ผู้ดูแลหลัวหน้าตึง “เจ้าคิดว่าที่นี่เป็นโรงเตี๊ยม อยากมาก็มา อยากไปก็ไปหรือ?”

จูลี่มองรอบห้อง “ไม่มีอาหาร แล้วก็ไม่เหมือนโรงเตี๊ยมด้วย”

ผู้ดูแลหลัวสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วหันไปทางชายชราชุดน้ำตาลเข้มซึ่งเพิ่งเดินตามเข้ามา

“ท่านผู้อาวุโส ผลตรวจออกมาแล้วขอรับ รากฐานสีเทา พรสวรรค์ต่ำสุด ไม่มีตบะ แม้แต่ชีพจรก็ยังไม่เคยทะลวง แถมดูแล้วไม่ประสีประสา ถามอะไรก็ตอบแบบนั้น เจ้าคิดว่าเด็กอัจฉริยะควรมีลักษณะแบบนี้หรือ?” 

พูดง่าย ๆ ก็คือโง่ จะตายอยู่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก

ชายชราเดินไปตรวจดูผลึกด้วยตนเอง

ภายในยังหลงเหลือหมอกสีเทาจาง ๆ อยู่จริง

สีหน้าของเขาค่อย ๆ มืดลง “ผู้ใดจับนางมา?”

ชายสวมหมวกที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลังสะดุ้ง ก่อนก้าวออกมาอย่างหวาดหวั่น

“เป็น…เป็นพวกเราขอรับ”

“เพราะเหตุใด?”

“สายข่าวแจ้งว่า มีเด็กหญิงคนหนึ่งนำปลากระบี่เงินจำนวนมากออกมาขาย อีกทั้งยังออกจากดินแดนลับได้โดยไม่มีบาดแผล พวกเราคิดว่านางอาจซ่อนสมบัติล้ำค่าเอาไว้ จึง……”

“พวกเจ้าจึงใช้ยาสลบอสูรระดับสามจับเด็กที่ยังไม่ทะลวงชีพจรมา?”

ชายสวมหมวกก้มหน้าลงทันที

“ข้าน้อยทำตามข่าวที่ได้รับขอรับ”

ชายชราหัวเราะเย็นชา

“ดินแดนลับเพิ่งหายไป คนจากสำนักต่าง ๆ กำลังตามหาผู้มีพิรุธ แต่พวกเจ้ากลับจับเศษขยะเช่นนี้มาให้ข้าตรวจสอบกลางดึก”

จูลี่เงยหน้ามองเขา

นางเคยถูกเรียกว่าไร้ค่าอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่ได้รู้สึกอะไรนัก

แต่กลับมีคนไม่พอใจอย่างมากผู้หนึ่ง 

“ตาเฒ่านั่นละขยะ ครอบครัวมันล้วนเป็นขยะ บรรพบุรุษมันก็เป็นขยะ”

ชายชราหันไปสั่งผู้ดูแลหลัว

“ผู้ที่จับนางมา หักค่าตอบแทนครึ่งเดือน”

ชายสวมหมวกหน้าซีดลงทันที

“ท่านผู้อาวุโส”

“ส่วนผู้ส่งข่าว หักหินวิญญาณที่ควรได้รับทั้งหมด”

“แต่ข่าวเรื่องปลากระบี่เงินเป็นความจริงนะขอรับ” เรื่องนี้เขาเห็นกับตา

“พ่อค้าปลาผู้หนึ่งมีปลาอยู่ในมือ นับเป็นข่าวลับตั้งแต่เมื่อใด?” 

“นางไม่ใช่พ่อค้าปลา นางเป็นศิษย์สำนัก”

“พอแล้ว” เสียงตวาดดังก้องไปทั่วห้อง

แค่เด็กเอาปลามาขาย อาจจะเป็นหม่าซือเจียวใช้ให้นางมาทำงานแทนก็เป็นได้ 

ชายสวมหมวกรีบปิดปาก ไม่กล้าพูดอีก

ผู้ดูแลหลัวเองก็มีสีหน้าไม่ดีนัก คราวนี้สิ้นเปลืองทั้งยาสลบอสูร ทั้งกำลังคน ทั้งยังทำให้ผู้อาวุโสต้องลงมาตรวจสอบด้วยตนเอง สุดท้ายกลับได้เด็กไร้พรสวรรค์มาหนึ่งคน

เขามองจูลี่ด้วยความรำคาญ

“แล้วจะจัดการนางอย่างไรขอรับ?”

ชายชราชุดน้ำตาลเข้มกล่าวโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง

“ในเมื่อเห็นที่นี่แล้วก็ปล่อยกลับไปไม่ได้ นำออกไปจัดการเสีย”

“จัดการคืออะไร?” จูลี่กะพริบตาปริบ ๆ เอียงคอเล็กน้อย บนใบหน้าเหมือนแปะไว้ด้วยเครื่องหมายคำถาม เหมือนหมาโง่ที่ยังไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะตาย

ไม่มีผู้ใดตอบ

ผู้ดูแลหลัวคว้าต้นแขนของนางแล้วลากออกจากห้อง

ผู้ดูแลหลัวลากนางไปได้ไม่ไกล สายตาพลันเหลือบเห็นบางอย่างห้อยอยู่ข้างเอวของเด็กหญิง

เสื้อคลุมด้านนอกของนางถูกดึงเอียงไปด้านหนึ่ง เผยให้เห็นป้ายหยกสีเขียวซึ่งซ่อนอยู่ด้านใน บนป้ายสลักลายกระบี่ตัดผ่านยอดเขาอย่างชัดเจน

เขาชะงักฝีเท้า

“เดี๋ยวก่อน”

ชายสวมหมวกที่เดินตามหลังเกือบชนเข้าเต็มแรง

“มีอะไรหรือขอรับ?”

ผู้ดูแลหลัวก้มลง กระชากป้ายหยกออกจากเอวจูลี่

จูลี่รีบดึงเชือกเอาไว้ “ของข้า”

“ปล่อยมือ”

“ไม่ปล่อย”

ผู้ดูแลหลัวออกแรงดึง

จูลี่ก็ดึงกลับ เชือกเส้นเล็กตึงขึ้นทันที

ชายชราชุดน้ำตาลเข้มได้ยินเสียงจึงเดินออกมาจากห้อง เมื่อเห็นป้ายหยกในมือทั้งสองฝ่าย สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“นำมาให้ข้าดู”

ผู้ดูแลหลัวปล่อยมือ

จูลี่ไม่ทันตั้งตัว นางเซถอยหลังไปสองก้าว แต่ยังคงกอดป้ายหยกไว้แน่น

ชายชราชุดน้ำตาลเข้มยื่นมือออกไป

“ส่งมา”

จูลี่มองเขาอย่างระแวดระวัง

“ดูแล้วต้องคืน”

“อืม”

“ห้ามทำแตก เดี๋ยวอาจารย์จะตีข้า”

“ไม่ทำแตก”

“ห้ามเอาไปขาย”

เส้นเลือดบนหน้าผากชายชรากระตุกเล็กน้อย “ข้าไม่เอาไปขาย”

จูลี่จึงยอมวางป้ายหยกลงบนมือเขา

ชายชราพลิกดูทั้งสองด้าน ก่อนใช้นิ้วลูบอักขระเล็ก ๆ ตรงมุมล่าง

แสงสีเขียวสว่างวาบขึ้น เป็นป้ายของสำนักชิงเฟิงของจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น อักขระที่ซ่อนอยู่ด้านในยังเป็นตราประจำตัวของหม่าซือเจียวไม่ผิดแน่

“เหตุใดหม่าซือเจียวถึงรับเจ้าเป็นศิษย์สายตรง”

“อาจารย์ขาดคนเก็บสมุนไพร” นางไม่ได้โกหก สมุนไพรพิษพวกนั้นใครเข้าไปเก็บก็โดนพิษ ไม่คันก็เป็นแผล พิษหลายอย่างตอนสกัดเลี่ยงไม่สัมผัสไม่ได้ ดังนั้นเหตุผลแรกที่หม่าซือเจียวรับนางเป็นศิษย์ก็เพราะนางทนทานต่อพิษ

“…” จะมีใครรับศิษย์สายตรงด้วยเหตุผลบ้า ๆ แบบนี้อยู่จริง ๆ หรือ?

“ไม่แน่อาจจะเป็นลูกนอกสมรสก็ได้นะขอรับ” ผู้ดูแลหลัวรีบกล่าวเสริมอีก “เด็กที่มีรากฐานปุถุชนเช่นนาง อย่างมากก็เป็นศิษย์รับใช้ เหตุใดจึงรับมาเป็นศิษย์สายตรง ก็คงมีเหตุผลอยู่ไม่กี่ข้อหรอกขอรับ”

ชายชราชุดน้ำตาลเข้มปรายตามองเขา รู้สึกว่าสมมุติฐานนี้ดูสมเหตุสมผลกว่ามาก

“คนผู้นั้นขึ้นชื่อเรื่องปกป้องพวกพ้อง ไม่ว่าเด็กคนนี้จะเป็นอะไรกับเขาก็แล้วแต่ เมื่อนางถือป้ายที่มีตราของเขา หากตายโดยไร้สาเหตุ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามเขาย่อมตรวจสอบจนถึงที่สุด”

เรื่องนี้ไม่ควรเสี่ยง

ผู้ดูแลหลัวลังเล “แต่หากปล่อยกลับไป นางอาจบอกเรื่องสถานที่แห่งนี้”

“ตอนพามาปิดตานางไว้แล้วใช่หรือไม่”

“ขอรับ ตอนนั้นนางสลบอยู่ด้วย”

ชายชราชุดน้ำตาลเข้มโยนป้ายคืนให้จูลี่

นางรับเอาไว้แล้วรีบตรวจดูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีรอยแตกจึงห้อยกลับไว้ที่เอวตามเดิม

ชายชรามองการกระทำของนางแล้วกล่าวเสียงเย็น

“ขังนางเอาไว้ก่อน ให้ยาสูญสติ พอนางเสียสติแล้ว ค่อยปิดตาพาไปทิ้งใกล้สำนักชิงเฟิง”