LNCrawler

ตอนที่ 88

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 88

ผู้ดูแลหลัวรับคำ ก่อนหันไปสั่งผู้คุมสองคน

“นำตัวกลับไปขังไว้ห้องเดิม”

ผู้คุมคนหนึ่งนำผ้าสีดำมาปิดตาจูลี่ อีกคนจับต้นแขนนางแล้วลากไปตามทางเดินใต้ดิน

คราวนี้จูลี่ไม่ได้เดินอย่างว่าง่ายเหมือนก่อน นางพยายามนับจำนวนก้าวและจดจำทุกทางเลี้ยว ทว่าเพิ่งนับถึงยี่สิบเจ็ด นางก็ลืมแล้วว่านับถึงเท่าไหร่แน่ ผู้คุมเองก็จงใจพานางเดินวนกลับไปมาอยู่หลายรอบ

นางจึงเลิกนับ

“เจ้าอ้วน”

“เจ้าสิอ้วน บ้านเจ้านะอ้วนทั้งบ้านเลย” เสียงลึกลับตอบกลับมาด้วยความโมโห เรียกอย่างอื่นพอเข้าใจ เรียกอ้วนเหมือนฆ่ามันให้ตาย

“นั่นละ จำทางให้ด้วย”

เดินวนไปวนมาอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนัก เสียงเปิดประตูเหล็กก็ดังขึ้น

ผู้คุมกระชากผ้าปิดตาออก ก่อนผลักนางเข้าไปด้านใน

“อยู่เงียบ ๆ อย่าสร้างเรื่อง”

จูลี่เซไปข้างหน้าสองก้าว ก่อนหันกลับมาถาม “จะให้ยาสูญสติข้าเมื่อใด?”

ผู้คุมชะงัก “รีบร้อนอยากเป็นคนเสียสติหรือ?”

“ข้าอยากรู้ว่าจะมีอาหารให้กินก่อนหรือไม่”

“ไม่มี” เป็นนักโทษยังจะถามหาของกิน

“แล้วหลังเสียสติเล่า?”

“ก็ไม่มี” ตอนนี้พวกเขาเลิกหวาดระแวงแล้วจริง ๆ นางคือเด็กจริง ๆ เด็กที่รู้จักแต่เรื่องกินกับนอน 

จูลี่ขมวดคิ้ว รู้สึกว่าคนพวกนี้จัดการเรื่องต่าง ๆ ได้ไม่รอบคอบเอาเสียเลย พานางมาควรเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีสิถึงจะถูก

ประตูเหล็กปิดดังปัง กลอนด้านนอกถูกเลื่อนลง ก่อนเสียงฝีเท้าจะค่อย ๆ ห่างออกไป

ภายในห้องขังยังคงมีตะเกียงน้ำมันดวงเดิมตั้งอยู่ แสงสีเหลืองสลัวส่องให้เห็นร่างหนึ่งนอนพิงกำแพงอยู่ที่มุมห้องอีกห้องหนึ่ง

จูลี่มองอยู่ครู่หนึ่งจึงจำได้ว่าเป็นอู๋ฉางไห่

ทว่าเวลาเพียงไม่นาน สภาพของเขากลับย่ำแย่กว่าเดิมมาก

เสื้อผ้าบนร่างขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี รอยแส้พาดผ่านตั้งแต่หัวไหล่ลงไปถึงหน้าอก บางแห่งเนื้อปริออก บางแห่งมีรอยไหม้ดำ เลือดที่ไหลออกมาแห้งติดกับเสื้อผ้า

ข้อมือทั้งสองข้างถูกโซ่เหล็กรัดจนเนื้อเปิด นิ้วมือหลายข้างบิดผิดรูป แม้แต่ใบหน้าก็บวมช้ำจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้

เห็นได้ชัดว่าระหว่างที่จูลี่ถูกพาไปตรวจรากวิญญาณ คนเหล่านั้นได้ลากเขาไปสอบสวนอีกครั้ง

“ปลดค่ายกลบนประตูได้หรือไม่?” จูลี่ถามสิ่งมีชีวิตลึกลับที่อาศัยร่างตนเองอยู่

“ได้”

ไม่ช้าค่ายกลก็เปิดออก เด็กหญิงเดินออกจากห้องขังราวกับเดินออกจากห้องนอน ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป แล้วเดินเข้าไปนั่งยอง ๆ ตรงหน้าเขา

“ท่านยังไม่ตายหรือ?” ชายตรงหน้า ไม่เหมือนอู่ฉางไห่ในความทรงจำของจูลี่เลยจริง ๆ

เปลือกตาของอู๋ฉางไห่ขยับเล็กน้อย

ผ่านไปหลายลมหายใจ เขาจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาขุ่นมัวจ้องมองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างยากลำบาก

“คุณหนู...”

“อืม”

อู๋ฉางไห่พยายามยันตัวลุกขึ้น แต่เพียงขยับเล็กน้อยก็ไอออกมาอย่างรุนแรง เลือดสีแดงคล้ำไหลออกจากมุมปาก

เขาไม่สนใจอาการของตน กลับรีบกวาดตามองจูลี่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“พวกมัน...ทำอะไรท่านหรือไม่?”

“ตรวจอายุกระดูกกับรากวิญญาณ”

“ผลเป็นอย่างไร?”

“พวกเขาบอกว่าข้าเป็นเศษขยะ”

อู๋ฉางไห่นิ่งงันไปครู่หนึ่ง

จูลี่คิดแล้วกล่าวเพิ่มเติม “คนตรวจยังบอกอีกว่า ศิษย์รับใช้ที่กวาดลานให้เขายังมีพรสวรรค์มากกว่าข้า”

อู๋ฉางไห่หลับตาลงช้า ๆ ความตึงเครียดทั่วร่างคลายลงในทันที

“ดีแล้ว...”

จูลี่เอียงคอ “ถูกเรียกว่าเศษขยะดีตรงไหน?”

“ดีที่พวกมันไม่พบสิ่งใด”

“พวกเขาเกือบจะฆ่าข้า”

ดวงตาของอู๋ฉางไห่เปิดขึ้นทันที

“แต่พอเห็นป้ายของอาจารย์ก็เปลี่ยนใจ บอกว่าจะทำให้ข้าเสียสติ แล้วปิดตาพาไปทิ้งใกล้สำนักชิงเฟิง”

สายตาของอู๋ฉางไห่ตกลงบนป้ายหยกข้างเอวนาง ก่อนถอนหายใจยาวออกมา

“เช่นนั้นก็ดี...ขอเพียงกลับถึงสำนักชิงเฟิง ท่านย่อมปลอดภัย”

กล่าวจบ เขาก็ค่อย ๆ เอนศีรษะพิงกำแพง

แววตาที่เพิ่งมีประกายเมื่อครู่หม่นลงอีกครั้ง

ที่ผ่านมา เขาต้องหลบหนีจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่ง คนที่เคยร่วมทางทยอยตายจากไปทีละคน ส่วนตัวเขาถูกจับมาทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพราะคนเหล่านี้ต้องการรู้ว่าทายาทตระกูลโม่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ร่างสถิตอสูรบรรพกาล….

สิ่งเดียวที่ทำให้เขายืนหยัดมาจนถึงวันนี้ คือยังไม่มั่นใจว่าคุณหนูของตนรอดชีวิตหรือไม่

บัดนี้เขาได้เห็นนางแล้ว

แม้นางจะจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้ แต่เขาไม่มีทางจำผิด

คุณหนูยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังได้เป็นศิษย์สายตรงของหม่าซือเจียวแห่งสำนักชิงเฟิง

เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

อู๋ฉางไห่ก้มมองโซ่บนข้อมือ จากนั้นจึงค่อย ๆ ขยับมือไปหาเศษหินแหลมคมชิ้นหนึ่งข้างกำแพง

ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ คนเหล่านั้นย่อมไม่หยุดสอบสวน

หากวันหนึ่งพวกมันรู้ว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของเขาไม่ได้เป็นเพียงคำกล่าวเลอะเลือน ตัวเขาจะกลายเป็นเบาะแสที่พาพวกมันไปหานาง

นิ้วมือที่บิดผิดรูปกำเศษหินเอาไว้แน่น ก่อนยกขึ้นจ่อบริเวณลำคอ

“ท่านกำลังทำอะไร?”

อู๋ฉางไห่ชะงัก

จูลี่นั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้าเขา ดวงตากลมโตมองเศษหินในมือด้วยความสงสัย

“เกาคอหรือ?”

“คุณหนู...ถอยไปเถิดขอรับ”

“ท่านจะฆ่าตัวตายหรือ?”

อู๋ฉางไห่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบ

“บ่าวมีชีวิตมานานพอแล้ว”

“นานเท่าใด?”

“หกสิบสามปี”

“อาจารย์ของข้าแก่กว่าท่านมาก”

“...”

“เขายังไม่ตาย”

อู๋ฉางไห่ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร

จูลี่เอื้อมมือไปจับเศษหินในมือเขา แต่ชายชรากลับกำมันแน่นกว่าเดิม

“คุณหนู อย่าเสียเวลากับบ่าวเลยขอรับ คนเหล่านั้นไม่มีทางปล่อยบ่าวออกไป ต่อให้ท่านรักษาบาดแผลให้ พรุ่งนี้พวกมันก็จะทรมานบ่าวอีก”

“เช่นนั้นพรุ่งนี้ค่อยจัดการพวกมัน”

อู๋ฉางไห่คิดว่านางยังเด็กเกินไปจึงไม่เข้าใจสถานการณ์ เขาส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง

“ที่บ่าวยอมมีชีวิตมาจนถึงวันนี้ ก็เพื่อให้แน่ใจว่าคุณหนูยังมีชีวิตอยู่”

น้ำเสียงของเขาค่อย ๆ สั่นเครือ

“บัดนี้บ่าวได้เห็นท่านแล้ว ทั้งยังรู้ว่าท่านมีอาจารย์คอยปกป้อง ต่อให้ตายไปก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีก”

“ท่านมีสิ่งใดอยากสั่งเสียหรือไม่?”

อู๋ฉางไห่มองนาง ดวงตาแดงก่ำ

“ขอเพียงคุณหนูเอาตัวรอดให้ได้ อย่าเชื่อใจผู้ใดง่าย ๆ และอย่าให้คนรู้ว่าท่านเกี่ยวข้องกับตระกูลโม่...บ่าวก็ตายตาหลับแล้ว”

“อ้อ” จูลี่พยักหน้ารับ

อู๋ฉางไห่หลับตาลง ก่อนออกแรงยกเศษหินขึ้นอีกครั้ง

แต่ยังไม่ทันแตะลำคอ กลิ่นหอมของเนื้อย่างก็ลอยมาปะทะจมูก

เขาลืมตาขึ้น

ตรงหน้ามีเนื้อปลากระบี่เงินย่างชิ้นใหญ่ยื่นมาให้ หนังปลาถูกย่างจนเหลืองกรอบ เนื้อสีขาวด้านในยังคงมีไอร้อนลอยขึ้นมา

อู๋ฉางไห่มองเนื้อปลา จากนั้นจึงมองจูลี่ “นี่...”

“ศิษย์พี่หญิงโมเจียย่างให้”

จูลี่ดึงเศษหินออกจากมือเขาอย่างง่ายดาย แล้ววางเนื้อปลาลงไปแทน “กินก่อน”

“บ่าวไม่หิวขอรับ” ต้องบอกว่าเขาไม่ได้กินอะไรมานาน จนเลิกรู้สึกหิวไปนานแล้ว

“คนใกล้ตายต้องกินให้อิ่ม”

“...” อู่ฉางไห่พูดไม่ออก ตกลงต้องการให้เขารอดหรือต้องการให้เขาตายกันแน่

ฟังดูเหมือนนางยอมให้เขาตายแล้ว แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด อู๋ฉางไห่กลับกำเนื้อปลาเอาไว้โดยไม่รู้ตัว

จูลี่ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้ออีกครั้ง คราวนี้หยิบไหสุราขนาดเล็กออกมาวางข้างกายเขา

“มีสุราด้วย”

อู่ฉางไห่มองจูลี่อีกครั้ง ตกลงนางถูกจับมาขังหรือมางานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิกันแน่