LNCrawler

ตอนที่ 8

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 8

จูลี่ตื่นเต็มตาเลยทีนี้ “อาจารย์ศิษย์เพียงเจ็ดขวบ”

“ไม่รู้ละ” แต่ละวันเขายุ่งจนหัวหมุน แต่เห็นเด็กนอนอึดแล้วมันขัดลูกตา

“ได้ศิษย์ไป” เด็กหญิงลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก

หม่าเหล่าซือรู้ดีว่าจูลี่ไม่อาจล่าได้ ด้วยสภาพของนางปัจจุบัน ไม่ต้องพูดถึงรากฐานปุถุชน แม้แต่ระดับฝึกฝนก็ยังไม่มี แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปล่าสัตว์อสูร

ดังนั้นพอจูลี่เริ่มเข้าป่า หม่าเหล่าซือก็ตามติดไปแอบดู เผื่อเกิดอันตรายอะไรจะได้ช่วยทัน

สั่งให้จูลี่ไปล่าสัตว์อสูร นอกจากไม่ได้ช่วยให้ตัวเองงานน้อยลงแล้ว ยังเหมือนเพิ่มงานให้ตัวเองด้วยซ้ำ

เด็กหญิงตัวน้อยเดินไปกระโดดไปเซซ้ายทีเซขวาที ในที่สุดก็ถึงเขตล่าสัตว์อสูร เดิมหม่าเหล่าซือคิดว่าจูลี่สมควรล่าพวกกระรอก กระต่าย หรือสัตว์ที่ล่าง่าย ๆ

ทว่านางกลับมองเมินสัตว์พวกนั้นทั้งหมด เข้าไปในเขตที่อยู่ของหมูเขี้ยวน้ำเงิน

ลักษณะของมันก็เหมือนชื่อ เขี้ยวมีสีน้ำเงินเข้ม ดุร้ายที่สุดในบรรดาสัตว์อสูรแรกตื่นชั้นต่ำ 

หม่าซือเจียวอดคิดไม่ได้เลยว่าเด็กคนนี้อาจจะเก็บซ่อนฝีมืออะไรไว้ ไม่เช่นนั้นจะใจกล้าบ้าบิ่นมาล่าหมูเขี้ยวน้ำเงินได้อย่างไร พวกนี้มันเหมาะสำหรับศิษย์ระดับรวบรวมปราณขั้นสูง ไม่ใช่ศิษย์ฝึกหัดที่ไร้พลังอย่างนาง

ความคาดหวังก็อย่างหนึ่ง แต่ความเป็นจริงก็อย่างหนึ่ง

เมื่อมาถึงจูลี่ก็กอบใบไม้แห้งมากองรวมกัน ก่อนจะทิ้งตัวนอนลงพื้น 

“เจ้าเด็กนี่ นึกว่าจะมาล่าอสูรดันมาเปลี่ยนที่นอน แล้วนอนตรงไหนไม่นอนมานอนตรงรังหมู่เขี้ยวน้ำเงิน” หม่าซือเจียวโกรธจนหนวดกระดิก

ทว่าในชั่วลมหายใจ ก็มีหมูเขี้ยวน้ำเงินตัวใหญ่วิ่งเข้ามาหาจูลี่อย่างไม่คิดชีวิต

ชายชราเห็นเช่นนั้นก็เตรียมลงมือเข้าช่วย ทว่าคิดดี ๆ น่าให้นางโดนหมู่ทิ่มก้นสักทีจะได้รู้จักจำว่าที่ไหนนอนได้นอนไม่ได้

ขณะที่เขาส่งอาคมลดแรงกระแทก เพื่อไม่ให้ศิษย์ตัวน้อยคนเดียวของเขาต้องบาดเจ็บ หมูเขี้ยวน้ำเงินตัวนั้นก็หยุดวิ่ง กระทันหัน ก่อนจะไถลไปตามพื้น ก่อนจะวิ่งกลับไป

ขณะที่ผู้เฒ่าไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ช้าหมู่เขี้ยวน้ำเงินตัวเดิมก็กลับมา พร้อมกับหมูเขี้ยวน้ำเงินตัวหนึ่งก่อนจะเอามาวางไว้ตรงหนาจูลี่

แถมเป็นหมูที่โดนตบสลบไปแล้ว หรือบางทีอาจจะตายไปแล้วก็ได้

“เดี๋ยวข้าตื่นแล้วเจ้าช่วยข้าแบกกลับสำนักด้วยนะ” จูลี่ออกคำสั่งอย่างไม่ยีหระ ก่อนจะหลับไปอย่างนั้นจริง ๆ โดยมีหมูเขี้ยวน้ำเงินตัวยักษ์นั่งเฝ้า

แทนที่หม่าซือเจียวจะกลับ ดันนั่งเฝ้าทั้งคู่อยู่ห่าง ๆ อีกทีหนึ่ง

หลังกระสับกระส่ายอยู่หลายชั่วยาม ในที่สุดเด็กน้อยก็ตื่นขึ้นตอนฟ้าใกล้มืด 

“มาเถอะ แบกมันมาให้ข้าด้วย” เด็กหญิงตัวน้อยออกคำสั่ง

ปกติแล้วอสูรแรกตื่นพวกนี้จะพังไม่รู้เรื่อง สติปัญญาไม่แจ่มชัด ทำไมเจ้าหมูตัวนี้ถึงเชื่อฟังจูลี่นัก หม่าซือเจียวรู้สึกเหมือนตัวเองงมกรวดแต่ได้พลอยประหลาดมาอยู่ในมือ

พอถึงด้านหลังสำนัก หมูเขี้ยวน้ำเงินก็วางซากของเพื่อนร่วมวงวารทิ้งอย่างไม่ไยดี ก่อนจะวิ่งหนีราวกับกลัวบรรพบุรุษจะลุกขึ้นมาไล่ตี

จูลี่เข้าไปออกแรงลากซากของหมูเขี้ยวน้ำเงินอยู่สองสามที ร่างนั้นไม่ขยับเลย นางจึงวางมือลงไม่ได้พยายามต่อแต่อย่างใด ก่อนจะเดินไปหาศิษย์สายนอกที่เฝ้ายามตรงประตูด้านหลังสำนัก

“ศิษย์พี่เจ้าขา…ข้าโชคดีล่าอสูรมาได้ตัวหนึ่ง แต่แบกไม่ไหว ศิษย์พี่พอจะช่วยแบกไปส่งให้อาจารย์ได้หรือไม่เจ้าคะ?”

ทว่าพอพูดจบประโยค เด็กหญิงก็เหมือนจะมองมาทางหม่าซือเจียว ชายชรารีบหลบอย่างรวดเร็ว ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดเป็นเรื่องบังเอิญหรือเพราะนางรู้ว่าเขาแอบตามมาจริง ๆ

“ได้ อยู่ตรงไหนละ” ศิษย์สายนอกคนนี้ไม่แปลกใจมากนัก เพราะตอนจูลี่ออกประตูด้านหลังของสำนักไปไม่ถึงสองลมหายใจด้วยซ้ำ หม่าซือเจียวก็ติดตามนางไปห่าง ๆ

พวกเขาทึกทักเอาเองว่าหม่าซือเจียวรักและห่วงศิษย์ตัวน้อยเพียงคนเดียวของตนเอง ก็เลยช่วยฆ่าหมูเขี้ยวน้ำเงินให้ แล้วให้นางคิดเอาเองว่านางล่าได้

“น่าอิจฉา หม่าเหล่าซือเอ็นดูนังหนูคนนี้จริง ๆ” ต่อให้มีรากฐานต่ำเตี่ยเรี่ยดินแค่ไหน พอได้เป็นศิษย์สายตรงกับอาจารย์ เรื่องพวกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้ว

“ทางนี้เจ้าค่ะ” จูลี่จูงมือชายหนุ่มมา ไม่ช้าก็เห็นหมูเขี้ยวน้ำเงินสภาพสมบูรณ์ตัวหนึ่ง

“สมบูรณ์แบบมาก สมเป็นฝีมือ...” ศิษย์สายนอกเกือบจะหลุดปากพูดว่าสมเป็นฝีมืออาจารย์หม่า แต่เมื่อเห็นจูลี่ยืนกะพริบตาปริบๆ เขาจึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันควัน “...สมเป็นความโชคดีของศิษย์น้องจริง ๆ อาจารย์ของเจ้าคงเอ็นดูเจ้ามากกกระมัง”

จูลี่เบะปากเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มหวาน เมื่อนึกถึงท่าทางของหม่าซือเจียวตอนออกคำสั่งให้นางออกล่าสัตว์อสูร

นางล่าเป็นเสียเมื่อไหร่ หากไม่ใช่เพราะเจ้าตัวลึกลับที่อยู่ในร่างของนาง ไม่มีทางนางจะล่าหมูตัวใหญ่ขนาดนี้ได้

เห็นเช่นนั้นศิษย์สายนอกผู้นั้นก็ไม่ถามอะไรต่อ ก่อนจะรีบแบกซากหมูขึ้นบ่า แล้วหันไปบอกกับเพื่อนร่วมชะตากรรม ยืนเฝ้าประตูหลังสำนักจนขาแทบเป็นตะคริว

“รู้แล้ว เจ้าไปเถอะ”

หม่าซือเจียวเห็นเช่นนั้นก็ออกจากที่ซ่อน  ยามที่สายตากลมโตของยัยหนูเจ็ดขวบตวัดมองมาทางตนเอง ชายชราถึงกับขนลุกซู่ทั่วแผ่นหลัง เขาไม่รอช้ารีบสับเท้าใช้วิชาตัวเบาขั้นสูง พุ่งทะยานฝ่าความมืดกลับไปยังเรือนพักบนยอดเขาเร้นลับด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิต

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม จูลี่ก็เดินนำศิษย์สายนอกที่แบกหมูยักษ์จนเหงื่อท่วมเข้ามาในลานบ้าน ยามนี้หม่าซือเจียวนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เรียบร้อยแล้ว ชายชราแสร้งทำเป็นจิบชาหน้านิ่งคล้ายนั่งสมาธิอยู่ตรงนี้มาทั้งวัน 

ทว่าหากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าที่ขอบกางเกงของเขายังมีเศษใบไม้แห้งจากรังหมูป่าติดอยู่ และถ้วยชาในมือยังสั่นระริกน้อย ๆ จากอาการเหนื่อยหอบ

“อาจารย์เจ้าขา อสูรแรกตื่นชั้นต่ำเจ้าค่ะ” นางส่งยิ้มหวานเท่าที่นางคิดว่าหวานที่สุดไปให้หม่าซือเจียว

ชายชราถูกแววตาไร้เดียงสาหลอกอีกครั้ง ใช้มือลูบหัวเบา ๆ ทว่าคนที่ได้รับความรักความเอ็นดู ตอนนี้กำลังเตรียมตัวปล้นคลังสุราแล้ว