ตอนที่ 90
ตอนที่ 90
อู๋ฉางไห่มองเศษหินตรงหน้า จากนั้นจึงเงยหน้ามองนาง สีหน้าซับซ้อนขึ้นทันที
“คุณหนู เรื่องดื่มสุราของท่าน…ข้าน้อยหวังดี”
“ไม่ต้องแล้ว” จูลี่เก็บเศษหินกลับเข้าแขนเสื้อ
อู๋ฉางไห่เพิ่งถอนหายใจโล่งอก ก็เห็นนางหยิบยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งออกมาแทน
“นั่นคือยันต์อะไรหรือขอรับ?”
“ยันต์ล่องหน”
“คุณหนูคิดจะทำสิ่งใด?”
จูลี่แปะยันต์ลงบนหน้าผาก ร่างเล็กค่อย ๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา เหลือเพียงไหสุราที่ลอยอยู่กลางอากาศ
อู๋ฉางไห่มองไหสุราใบใหญ่ซึ่งลอยได้ด้วยสีหน้าประหลาด
“คุณหนู ไหสุรายังมองเห็นอยู่ขอรับ”
ไหสุราหายวับไปทันที
ครู่ต่อมา เสียงของจูลี่ก็ดังขึ้นข้างกายเขา
“ไปหาคนของท่าน”
อู๋ฉางไห่ชะงัก “คุณหนูจะช่วยพวกเขาด้วยหรือขอรับ?”
“อืม”
“เป็นไปไม่ได้หรอกขอรับ” พวกเขาตบะไม่ต่ำต้อย แต่ยังถูกจับมาทรมาน ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ไม่เคยคิดหนี แต่ไม่มีทางทำได้ คุกแห่งนี้ไม่รู้สร้างจากอะไร ใช้พลังใด ๆ แทบไม่ได้เลย
“ไปเยี่ยมพวกเขาหน่อย”
จูลี่ออกจากห้องขังของตัวเองมาหาเขาได้ การจะไปพบคนอื่นก็เป็นเรื่องง่าย
อู๋ฉางไห่ก้มมองโซ่บนข้อมือของตนเอง “แต่บ่าวออกไปไม่ได้ขอรับ”
สิ้นเสียง โซ่บนข้อมือพลันหายไป
อู๋ฉางไห่มองห่วงเหล็กบนกำแพงซึ่งหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เขาเงียบไปพักใหญ่
ดูเหมือนการขังคุณหนูเอาไว้ในคุกแห่งนี้ จะไม่มีความหมายตั้งแต่แรกแล้ว
“คนของท่านอยู่ทางใด?” จูลี่ถาม
อู๋ฉางไห่รวบเสื้อคลุมเข้าหากันแล้วชี้ไปทางด้านซ้าย
“บ่าวเคยได้ยินเสียงพวกเขาถูกลากไปทางนั้นขอรับ”
จูลี่นำประตูเหล็กกลับมาวางไว้ตามเดิม ก่อนเอ่ยเร่ง “ไป”
อู๋ฉางไห่เดินนำอยู่ด้านหน้า ส่วนจูลี่ในสภาพล่องหนเดินตามหลังไปเงียบ ๆ
คุกใต้ดินแห่งนี้มีทางเดินคดเคี้ยวหลายสาย ห้องขังเรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่ง แสงจากคบเพลิงส่องผ่านลูกกรงเหล็ก เกิดเป็นเงาทอดยาวบนพื้นหิน
ระหว่างทางมีนักโทษหลายคนมองออกมา เมื่อเห็นอู๋ฉางไห่เดินอยู่ด้านนอกเพียงลำพัง บางคนก็รีบเกาะลูกกรง
“ช่วยข้าด้วย”
“พาข้าออกไป ข้ามีศิลาวิญญาณ”
“ท่านอู๋ ข้าเคยทำการค้ากับตระกูลโม่ จำข้าได้หรือไม่?”
อู๋ฉางไห่ไม่ตอบ เพียงก้มหน้าเดินต่อไป
เขาไม่เรียกชื่อผู้ใด ไม่หยุดถาม และไม่แสดงท่าทีว่ากำลังตามหาคนตระกูลโม่ เพราะหากเรื่องนี้แพร่ออกไป ผู้คุมอาจรู้ตัวก่อนที่พวกเขาจะหนีได้
กระทั่งเดินมาถึงส่วนลึกของคุก เขาจึงหยุดหน้าห้องขังแห่งหนึ่ง อู๋ฉางไห่มองผ่านช่องเล็กบนประตูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบา
“คนนี้ขอรับ”
ประตูเหล็กหายวับไปทันที ค่ายกลถูกปลดอย่างเงียบเชียบ
ภายในห้องมีชายวัยกลางคนตาบอดข้างหนึ่งถูกล่ามติดกับกำแพง เมื่อเห็นอู๋ฉางไห่ยืนอยู่หน้าห้อง เขาก็เบิกตากว้าง
“ท่านอู๋”
“เบาเสียง”
อู๋ฉางไห่รีบเข้าไปหา ขณะกำลังจะตรวจดูแม่กุญแจ โซ่ทั้งเส้นก็หายไปต่อหน้าต่อตา
ชายตาเดียวก้มมองข้อมือของตนเอง ก่อนหันไปมองรอบห้อง
“ผู้ใดช่วยพวกเรา?”
“คุณหนู….”
เสียงกระแอมเล็ก ๆ ดังขึ้นกลางอากาศ
อู๋ฉางไห่หยุดคำพูดทันที
“เรื่องนี้ค่อยอธิบายภายหลัง อู๋กวงอยู่ที่ใด?”
“ห้องถัดไปขอรับ”
ทั้งสองรีบออกจากห้อง จูลี่นำประตูกลับมาวางไว้ดังเดิม ก่อนตามไปยังห้องขังถัดไป
อู๋ฉางไห่มองผ่านช่องประตู เมื่อแน่ใจว่าไม่ผิดคนจึงพยักหน้า
“คนนี้เช่นกันขอรับ”
ประตูเหล็กหายไปอีกครั้ง ค่ายกลถูกปลด แล้วเสียงผู้ปลดก็ดังขึ้นมาในหัวของจูลี่ “ยุ่งยากจริง”
อู๋กวงซึ่งขาข้างหนึ่งบิดผิดรูปเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ
“ท่านอู๋? อู๋เฉิง? พวกท่านออกมาได้อย่างไร”
“เดินไหวหรือไม่?” อู๋ฉางไห่ถาม
“ไหวขอรับ”
อู๋กวงพยายามพยุงตัวลุกขึ้น แต่เพิ่งขยับ โซ่บนร่างก็หายไปเอง
เขานิ่งค้าง ก่อนมองอู๋ฉางไห่อย่างสงสัย
“ท่านอู๋บรรลุวิชาเซียนแล้วหรือขอรับ?”
“หากข้าบรรลุวิชาเซียน ยังจะถูกพวกมันเฆี่ยนจนเกือบตายหรือ?” อู่ฉางไห่ทั้งโมโห ทั้งขัน ทั้งยังหวาดระแวง
“เช่นนั้นโซ่”
“อย่าถาม รีบไปก่อน” อู๋ฉางไห่กับอู๋เฉิงช่วยกันพยุงอู๋กวงออกจากห้องขัง
จูลี่นำประตูกลับไปวางตามเดิม ก่อนเดินตามทั้งสามไปอย่างเงียบเชียบ
นางไม่ได้เก็บพวกเขาเข้าแหวนมิติในทันที
หากคนสามคนหายไปจากห้องขังทั้งที่ประตูยังลงกลอนอยู่ คนพวกนั้นย่อมรู้ว่ามีสมบัติมิติหรือวิชาแปลกประหลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่หากผู้คุมเห็นทั้งสามหลบหนีออกไปด้วยตาตนเอง เรื่องก็จะง่ายขึ้นมาก
อู๋ฉางไห่ทั้งสามเดินลัดเลาะไปตามมุมมืด พยายามหลบเลี่ยงผู้คุมที่เดินตรวจตรา
ทว่าอาการบาดเจ็บของพวกเขาหนักเกินไป
อู๋กวงเดินได้ไม่กี่สิบก้าว บาดแผลบริเวณขาก็เริ่มมีเลือดไหลลงมาตามข้อเท้า ทิ้งรอยแดงไว้บนพื้นหิน
อู๋ฉางไห่มองรอยเลือดเหล่านั้น สีหน้าเคร่งเครียด
“ต้องรีบแล้ว”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากหัวมุมด้านหน้า
ผู้คุมสองคนถือคบเพลิงเดินพ้นมุมกำแพงมา เมื่อเห็นนักโทษสามคนอยู่กลางทางเดิน พวกเขาก็ชะงักไปพร้อมกัน
ครู่ต่อมา หนึ่งในนั้นพลันตะโกนสุดเสียง
“นักโทษหนี!!!!”
เสียงระฆังถูกตีเป็นสัญญาณเตือนดังขึ้นทั่วคุกใต้ดิน
“ปิดทางออกเร็ว”
“เรียกผู้ดูแลหลัวมาเร็ว”
“อย่าให้พวกมันหนีไปได้”
อู๋ฉางไห่กับอู๋เฉิงช่วยกันพยุงอู๋กวง แล้วรีบวิ่งไปยังทางแยกด้านข้าง
ผู้คุมทั้งสองชักอาวุธออกมาไล่ตามทันที
“หยุด!”
“หากยังวิ่งอีก ข้าจะตัดขาพวกเจ้า”
อู๋กวงหอบหายใจ “ข้าขาหักอยู่แล้ว ยังจะตัดขาใดอีก?”
อู๋เฉิงกัดฟันลากเขาต่อไป “อีกข้างหนึ่งกระมัง”
“...เช่นนั้นรีบหนีเถอะ” ทั้งสามวิ่งพ้นหัวมุมกำแพงไปอย่างทุลักทุเล
ทันทีที่ลับจากสายตาของผู้คุม จูลี่ก็ยื่นมือออกมา แหวนสีดำเปล่งแสงวาบ
อู๋ฉางไห่ อู๋เฉิง และอู๋กวงหายไปพร้อมกัน เหลือเพียงรอยเลือดบนพื้นซึ่งทอดยาวมาสิ้นสุดตรงกำแพงหิน
ภายในแหวน อู๋ฉางไห่ อู๋เฉิง และอู๋กวงตกลงบนพื้นหญ้าพร้อมกัน
ทั้งสามยังไม่ทันตั้งตัว พื้นเบื้องหน้าก็สั่นสะเทือน
อสูรเกราะศิลาร่างใหญ่ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากใต้ต้นไม้ เงามหึมาของมันทอดทับคนทั้งสามจนมิด
อู๋เฉิงเงยหน้ามองมัน ใบหน้าพลันซีดเผือด
“ท่านอู๋...พวกเราหนีจากคุกเข้ามาอยู่ในรังอสูรหรือขอรับ?”
เจ้าหินก้มมองมนุษย์สามคน ก่อนหันไปมองกองปลาย่างซึ่งเหลืออยู่เพียงสองชิ้น
มันรีบใช้เท้าหน้าเขี่ยปลาทั้งหมดไปซ่อนไว้ด้านหลัง
อู๋ฉางไห่ “...”
เขาเหมือนนึกอะไรออก นี่คงเป็นผู้ป่วยรายแรกที่คุณหนูเคยรักษา
เสียงของจูลี่ดังขึ้นกลางอากาศ
“เจ้าหิน เฝ้าพวกเขาไว้”
เจ้าหินส่งเสียงครางต่ำอย่างไม่เต็มใจ
“ห้ามกินพวกเขานะ”
เจ้าหินชะงัก ก่อนเงยหน้าคำรามประท้วงเสียงดัง
มันไม่เคยคิดจะกินมนุษย์
จูลี่ตัดกระแสจิตทันที
นางเดินย้อนกลับไปตามทางเดิมโดยอาศัยยันต์ร่องหน ระหว่างทางผู้คุมจำนวนมากวิ่งสวนไปมา บ้างสั่งให้ปิดทางออก บ้างเปิดตรวจสอบห้องขังทุกห้อง
เมื่อกลับถึงห้องของตน จูลี่เก็บประตูเหล็กเข้าแหวน ก้าวเข้าไปด้านใน แล้วนำประตูกลับมาวางไว้ตามเดิม หากประตูยังมีค่ายกลอยู่ย่อมทำแบบนี้ไม่ได้ ต้องยกความดีความชอบให้เจ้าอ้วนล้วน ๆ เลย
“เจ้าอ้วน ทำค่ายกลห้องนี้ให้เหมือนเดิมได้ไหม?”
“เจ้าสิอ้วน บ้านเจ้าทั้งบ้านนั่นละอ้วน” แม้จะด่าออกมาเช่นนั้น ค่ายกลก็ถูกทำให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม
กลอนด้านนอกยังคงล็อกอยู่ ค่ายกลก็ไม่มีร่องรอยเสียหาย
นางลอกยันต์ออกจากหน้าผาก มุมตัวลงบนกองฟางแห้ง
เสียงระฆังยังดังไม่หยุด
แต่ไม่ถึงสิบลมหายใจ จูลี่ก็หลับสนิท นางเหนื่อยจากการตื่นตัวตลอดเวลาที่ผ่านมา
ครู่ต่อมา ผู้ดูแลหลัวนำคนกลุ่มใหญ่เข้ามาตรวจค้น ห้องขังของอู่ฉางไห่ค่ายกลถูกปลดออก ประตูก็ถูกไขจากด้านนอก เห็นชัดว่ามีคนมาช่วย
ผู้คุมเดินเข้าไปแล้วรื้อค้นจนทั่วก็ไม่พบอะไร
ห้องขังด้านข้างพบเพียงเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น ปากอ้าเล็กน้อย น้ำลายไหลเป็นทางยาว เห็นชัดว่ากินง่ายหลับง่าย
“เด็กคนนี้จะเกี่ยวข้องหรือไม่ขอรับ?” ผู้คุมคนหนึ่งถาม
ผู้ดูแลหลัวมองจูลี่ ก่อนมองกลอนประตูที่ยังสมบูรณ์
“เหอะ จะเกี่ยวได้อย่างไร” ไม่ได้มีคนเห็นเพียงคนสองคน แถมหลักฐานที่สามคนนั่นทิ้งไว้ มีทั้งรอยเท้า รอยเลือด และพยานไว้ตลอดทาง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาหลบหนีไปด้วยกัน
หากเด็กหญิงคนนี้เป็นพวกเดียวกันย่อมต้องพาไปด้วย
ตอนนี้พวกเขาเชื่อสนิทใจแล้วว่าจูลี่ต้องไม่ใช่คนตระกูลโม่อย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย
ส่วนตัวการใหญ่เป็นใครต้องสืบสวนเอาอีกที
คุกวุ่นวายตลอดทั้งคืน
พวกเขาหารู้ไม่ว่าตัวตั้งตัวตีพาคนหนี นอนหลับอุตุสบายใจอยู่บนกองฟางไปนานแล้ว