ตอนที่ 91
ตอนที่ 91
อีกด้านหนึ่ง อู๋ฉางไห่ยืนมองทิวทัศน์รอบตัวอยู่พักใหญ่
สถานที่แห่งนี้กว้างไกลสุดสายตา ด้านหนึ่งเป็นผืนป่า อีกด้านเป็นทุ่งหญ้า มีลำธารสายเล็กไหลผ่านลงสู่ทะเลสาบกว้าง พลังวิญญาณในอากาศหนาแน่นกว่าด้านนอกหลายเท่า
หากไม่นับอสูรเกราะศิลาที่กำลังจ้องพวกเขาอยู่ สถานที่แห่งนี้นับว่าเหมาะแก่การอยู่อาศัยอย่างยิ่ง
อู๋เฉิงลดเสียงลง “ท่านพ่อบ้าน คุณหนูพาเรามาที่ไหนขอรับ”
“ไม่รู้”
“แล้วพวกเราจะออกไปได้อย่างไร?”
“ไม่รู้”
“อสูรตัวนั้นกินคนหรือไม่?”
“คิดว่าไม่ ดูเหมือนมันจะฟังคุณหนูอยู่บ้าง”
อู๋เฉิงหันไปมองเจ้าหินซึ่งมีร่างสูงใหญ่ราวภูเขาลูกย่อม สีหน้ามิได้ดีขึ้นแม้แต่น้อย
“หากต้องกำชับ แสดงว่าเดิมทีมันอาจกินนะขอรับ”
อู๋ฉางไห่เงียบไป
ฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง
อู๋กวงซึ่งนอนอยู่บนพื้นหญ้าพยายามขยับขาที่บิดผิดรูป ก่อนถามอย่างระมัดระวัง
“เมื่อครู่คุณหนูบอกให้มันเฝ้าพวกเรา หมายความว่าจะไม่ให้พวกเราเดินไปที่อื่นหรือไม่?”
เจ้าหินได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงครางต่ำ มันยกเท้าหน้าขึ้น ชี้ไปทางป่าด้านหนึ่ง จากนั้นก็ชี้ไปทางลำธาร
อู๋เฉิงมองการเคลื่อนไหวของมันอย่างไม่เข้าใจ
“มันกำลังบอกให้พวกเราหนีไปหรือขอรับ?”
เจ้าหินคำรามใส่เขาทันที
อู๋ฉางไห่พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “มันน่าจะบอกว่า พวกเราสามารถไปได้ทุกที่”
เจ้าหินพยักหน้า
อู๋เฉิงมองอสูรเกราะศิลาอย่างประหลาดใจ “มันฟังภาษามนุษย์รู้เรื่องด้วย”
เจ้าหินเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
แน่นอนว่ามันฟังรู้เรื่อง มันอยู่ในระดับผสานแก่นระดับกลางแล้ว ขอเพียงจูลี่ช่วยให้มันเลื่อนระดับขั้นย่อยอีกสองครั้ง มันจะกลายเป็นสัตว์อสูรวิญญาณ สามารถพูดสื่อสารออกมาได้
“เช่นนั้นเหตุใดมันไม่พูด?”
เจ้าหินหันหลังให้ทันที ฟังเข้าใจไม่ได้หมายความว่าพูดได้
อู๋ฉางไห่ไม่สนใจทั้งสองอีก เขาสำรวจรอบตัวอย่างละเอียด ไม่นานก็พบสิ่งหนึ่งซึ่งสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากเจ้าหิน มีไหสุราเปล่ากองพะเนินอยู่ราวภูเขาลูกเล็ก ๆ
บางใบแตก บางใบเหลือเพียงฝา ถูกวางซ้อนกันจนสูงเกือบถึงกิ่งไม้
อู๋ฉางไห่เดินเข้าไปหยิบไหใบหนึ่งขึ้นมาดู
กลิ่นสุรายังคงติดอยู่ภายในอย่างชัดเจน
เขามองกองไห แล้วนึกถึงเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบซึ่งกอดไหสุราเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“ทั้งหมดนี้เป็นของคุณหนูหรือ?”
เจ้าหินพยักหน้า
อู๋ฉางไห่เงียบไปพักใหญ่
ดูแล้วน่าจะมีหลายร้อยใบ
คุณหนูอายุเพียงเจ็ดขวบ ต่อให้นางเริ่มดื่มตั้งแต่เกิด ก็ไม่น่าจะดื่มหมดได้มากถึงเพียงนี้ พอนึกถึงหัวหน้าตระกูลที่ดื่มสุราราวกับน้ำ ก็รู้สึกปลงตกขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
เรื่องบางเรื่องก็อยู่ในสายเลือด
“ไม่รู้สะสมมากี่ปีแล้ว”
เจ้าหินใช้เท้าหน้าเขี่ยไหใบหนึ่งออกไป สีหน้าราวกับไม่อยากข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้
อู๋ฉางไห่ยิ่งสงสัยกว่าเดิม
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาตรวจสอบว่าคุณหนูดื่มสุราไปมากเท่าใด อู๋กวงขาหัก อู๋เฉิงเสียตาไปข้างหนึ่ง ส่วนตัวเขาก็มีบาดแผลเต็มร่าง
ทั้งสามจึงเลือกพื้นที่ใกล้ลำธารเป็นที่พักชั่วคราว
เดิมทีพวกเขาคิดว่าจะรอคุณหนูกลับมาไม่นาน
แต่หนึ่งวันผ่านไป นางก็ยังไม่ปรากฏตัว
สามวันผ่านไป ภายในดินแดนแห่งนี้ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวจากด้านนอก
กระทั่งผ่านไปเจ็ดวัน อู๋ฉางไห่รู้สึกเป็นห่วงจูลี่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาไม่รู้วิธีออกไป ทั้งยังไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่ดีกว่าในคุกของตระกูลเว่ยอย่างแน่นอน
ในระหว่างรอนั้นสังเกตว่าอาการบาดเจ็บของพวกเขาดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
พลังวิญญาณที่หนาแน่นช่วยฟื้นฟูเส้นลมปราณ สมุนไพรที่ขึ้นอยู่ตามลำธารมีฤทธิ์ห้ามเลือดและสมานบาดแผล ส่วนผลไม้บางชนิดในป่าก็ช่วยบำรุงพลังปราณ
อู๋ฉางไห่กับอู๋เฉิงเคยติดตามหัวหน้าตระกูลโม่ เคยต้องจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ ดังนั้นสมุนไพรพวกนี้เขาจึงรู้จักเป็นอย่างดี
ทั้งสามจึงเก็บสมุนไพรมาต้มกิน ทาบาดแผล และช่วยกันรักษาอู๋กวง
เมื่อมีแรงมากขึ้น พวกเขาก็เริ่มสำรวจบริเวณใกล้เคียง
ในป่ามีสัตว์อสูรระดับต่ำอยู่ไม่น้อย แต่ทันทีที่เห็นเจ้าหินเดินตามหลังพวกเขา สัตว์อสูรเหล่านั้นก็พากันหนีหายไปจนหมด
พวกเขาไม่จำเป็นต้องต่อสู้ด้วยซ้ำ
เพียงเดินตามไปเก็บสัตว์อสูรที่วิ่งชนต้นไม้ตายระหว่างหลบหนีก็พอแล้ว
ผ่านไปครึ่งเดือน อู๋ฉางไห่กับอู๋เฉิงหายจากอาการบาดเจ็บเกือบทั้งหมด เหลือเพียงอู๋กวงที่กระดูกขายังไม่ประสานดี
ทั้งสามสร้างเพิงพักขึ้นข้างลำธาร
จากเพิงเล็ก ๆ กลายเป็นกระท่อม
จากกระท่อมกลายเป็นบ้านไม้สามห้อง
เมื่อผ่านไปอีกสิบวัน บ้านไม้ก็มีห้องครัว โต๊ะ เก้าอี้ เตียง และลานกว้างด้านหน้า
อู๋เฉิงมองบ้านหลังใหญ่ที่พวกเขาสร้างขึ้น ก่อนถามด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ท่านพ่อบ้าน พวกเรามาพักฟื้นหรือย้ายเข้ามาอยู่ถาวรกันแน่ขอรับ?”
อู๋ฉางไห่กำลังต่อเติมหลังคาให้กันแดดกันฝนได้มากยิ่งขึ้น จึงตอบโดยไม่เงยหน้า
“ไม่มีสิ่งใดทำ ก็ทำไปเถอะ”
อู๋กวงซึ่งนั่งเหลาไม้เท้าอยู่ใต้ชายคาพยักหน้าเห็นด้วย
“ว่างมากจริง ๆ”
อู๋เฉิงหันไปมองกองไหสุราเปล่า ๆ ใต้ต้นไม้
“เช่นนั้นเอาไหพวกนั้นมาทำสิ่งใดดี?”
ทั้งสามมองกองไหสุราพร้อมกัน
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ไหเปล่าหลายสิบใบก็ถูกล้างจนสะอาด ภายในบรรจุผลไม้บด สมุนไพรหอม และน้ำจากลำธาร
อู๋ฉางไห่เคยดูแลกิจการตระกูลโม่ ย่อมเคยผ่านโรงหมักสุราอยู่บ้าง แม้ทำเองไม่เก่งนัก แต่เมื่อมีเวลามากพอ ทุกอย่างก็ลองได้
ต่อให้สุราไม่อร่อย อย่างน้อยก็ใช้ล้างแผลได้
เจ้าหินนั่งเฝ้าอยู่ด้านข้าง มองมนุษย์ทั้งสามนำไหสุราเปล่าของจูลี่ไปหมักสุราชุดใหม่ด้วยสีหน้าสงสัย
อู๋เฉิงยกไหที่เพิ่งปิดฝาเสร็จขึ้นมา
“คุณหนูเห็นแล้วคงดีใจ”
เจ้าหินรีบส่ายหน้าแรง ๆ
อู๋ฉางไห่เห็นดังนั้นก็ชะงัก “เหตุใด?”
เจ้าหินยกเท้าขึ้นชี้ไหสุรา ก่อนทำท่าคว่ำลงกับพื้น
“เจ้าหมายความว่านางไม่ชอบสุราผลไม้?”
เจ้าหินส่ายหน้าอีกครั้ง จากนั้นจึงชี้ตัวเอง แล้วแสร้งทำท่าล้มลง
อู๋เฉิงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง “หมายความว่า หากสุราไม่อร่อย คุณหนูจะฆ่าเจ้า?”
เจ้าหินคำรามลั่น อะไร อะไรก็ลงที่มัน
ขณะเดียวกัน จูลี่ซึ่งนอนอยู่ในคุกใต้ดินเพิ่งขยับตัวเป็นครั้งแรก
นางลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นอนมองเพดานหินอยู่พักใหญ่ ก่อนพลิกตัวไปอีกด้าน
จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง
เสียงหนึ่งดังขึ้นภายในร่าง “เจ้าหลับมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว”
จูลี่ลืมตาอีกครั้ง “ก็ยังง่วง”
“สามคนนั่นคงหิวตายไปแล้ว”
เด็กหญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนลุกพรวดขึ้นมานั่ง นางลืมเตรียมอาหารให้พ่อบ้านอู๋กับสหายจริง ๆ ปลาย่างสองชิ้นที่เจ้าหินซ่อนไว้ ต่อให้ยอมแบ่งให้ทั้งสามคนก็คงกินได้เพียงมื้อเดียว
จูลี่มองออกไปนอกห้องขัง
หลังเกิดเรื่องนักโทษหลบหนี ตระกูลเว่ยส่งคนออกค้นหาทั่วเมือง ผู้ดูแลหลายคนถูกเรียกไปสอบสวน ส่วนคนเฝ้าคุกก็ถูกเปลี่ยนชุดใหม่
ทว่าหนึ่งวันหนึ่งคืนผ่านไป ก็ไม่มีผู้ใดกลับมาตรวจสอบนางอีก
จูลี่จึงปิดตาลง ส่งจิตเข้าไปในแหวนสีดำ
สิ่งแรกที่นางเห็นไม่ใช่ศพคนสามคน แต่เป็นบ้านไม้หลังใหญ่
เด็กหญิงยืนนิ่งอยู่หน้าบ้าน มองหลังคาที่มุงอย่างเรียบร้อย ตามด้วยโต๊ะหิน ลานตากสมุนไพร และเนื้อสัตว์อสูรที่แขวนอยู่ใต้ชายคา
อู๋เฉิงกำลังแล่เนื้ออยู่ในครัว
อู๋กวงนั่งใช้ไม้เท้าเดินอยู่รอบลาน
ส่วนอู๋ฉางไห่กำลังเปิดฝาไห ตรวจดูสุราที่หมักเอาไว้
จูลี่ “...”
นางมองบ้านอีกครั้ง
ตอนนางออกไป ที่นี่ยังไม่มีสิ่งใดนอกจากเจ้าหินกับกองไหเปล่า
เหตุใดหลับตื่นหนึ่ง ก็มีบ้านหลังใหญ่เสียแล้ว
เจ้าหินซึ่งนอนอยู่หน้าบ้านได้กลิ่นคุ้นเคย มันรีบลุกขึ้น วิ่งเข้ามาหาจูลี่ ก่อนใช้ศีรษะถูไหล่ของนาง
พื้นดินสั่นตามฝีเท้าของมันทุกก้าว
อู๋ฉางไห่ได้ยินเสียงจึงหันกลับมา เมื่อเห็นเด็กหญิงยืนอยู่กลางลาน ดวงตาพลันแดงขึ้นทันที
“คุณหนู”
เขารีบวางฝาไหแล้วเดินเข้ามาหา
อู๋เฉิงกับอู๋กวงก็รีบตามออกมาเช่นกัน
“คุณหนูปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ?”
“พวกมันทำร้ายท่านหรือไม่?”
“พวกเราติดอยู่ที่นี่นานนับเดือน คุณหนูหนีออกมาได้แล้วหรือขอรับ?”
จูลี่มองใบหน้าที่ไร้รอยฟกช้ำของทั้งสาม ก่อนหันไปมองบ้านด้านหลัง
“หนึ่งเดือนหรือ?”
อู๋ฉางไห่ชะงัก “ขอรับ แล้วคุณหนูคิดว่าผ่านไปนานแค่ไหน?”
“หนึ่งวันหนึ่งคืน”
ทั้งสามเงียบไปพร้อมกัน ก่อนจะเห็นเด็กหญิงยิ้มกว้างด้วยความยินดี
“ดีจริง ๆ หลับตื่นหนึ่งก็ผ่านไปเดือนหนึ่งแล้ว”
คนทั้งสามเงียบแล้วหันไปมองจูลี่พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย บนหน้าเหมือนมีเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด
แล้ว?????
“ทีนี้ก็มีที่ไว้หนีอาจารย์มาแอบกินแล้ว”