LNCrawler

ตอนที่ 92

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 92

จูลี่เดินเข้าไปดูอู๋เฉิง บาดแผลตามร่างกายของเขาหายเกือบหมดแล้ว แม้ดวงตาที่เสียไปไม่อาจกลับคืน แต่ใบหน้าก็มีเลือดฝาดขึ้นมาก

อู๋ฉางไห่เองก็หายดีแล้วเช่นกัน

เหลือเพียงอู๋กวงที่ยังต้องใช้ไม้เท้า แผลภายนอกหายหมดแล้ว เหลือเพียงกระดูกที่ไม่อาจทำให้มันกลับเข้าที่เพราะไม่มีหมอคอยดูแล

จูลี่มองเนื้อสัตว์อสูรที่แขวนอยู่ใต้ชายคา

“พวกท่านมีอาหารแล้ว?”

“มีขอรับ” อู๋ฉางไห่ชี้ไปทางป่า “ที่นี่มีสัตว์อสูรระดับต่ำอยู่มาก เนื้อกินได้ สมุนไพรก็มีไม่น้อย พวกเราจึงพอเอาตัวรอดได้”

จูลี่พยักหน้า ก่อนหันไปมองไหสุราหลายสิบใบที่วางเรียงอยู่ข้างบ้าน

ดวงตาของนางสว่างขึ้นเล็กน้อย

“นั่นอะไร?”

อู๋ฉางไห่ยิ้ม “บ่าวเห็นไหสุราเปล่าของคุณหนูวางทิ้งไว้จำนวนมาก จึงเก็บผลไม้กับสมุนไพรในป่ามาลองหมักสุราขอรับ”

“ดื่มได้หรือยัง?”

“ต้องรออีกสักระยะขอรับ”

“นานเท่าใด?”

“อย่างน้อยสามเดือน”

จูลี่คำนวณเวลาอยู่ครู่หนึ่ง

นางหลับไปตื่นหนึ่งเวลาผ่านหนึ่งเดือน แบบนี้หลับสามตื่นก็ดื่มได้แล้วมิใช่หรือ?

นางหันไปหาเจ้าหิน “เฝ้าไหไว้”

เจ้าหินส่ายหน้าทันที เรื่องนี้มันจะไม่รับผิดชอบ

“ห้ามแอบดื่ม”

เจ้าหินคำรามประท้วง มันเป็นอสูรเกราะศิลา ไม่ได้ติดสุราเหมือนนาง

จูลี่ไม่ได้สนใจ นางกำชับให้อู๋ฉางไห่รักษาอู๋กวงต่อ โดยมอบยารักษาบาดเจ็บต่าง ๆ ที่เคยได้จากแหวนของพวกนักฆ่าชุดดำกลุ่ม จากนั้นจึงออกจากแหวน

เมื่อกลับมายังห้องขัง เด็กหญิงแปะยันต์ร่องหนบนหน้าผาก เก็บไหสุรา แล้วเดินออกไปด้านนอกอีกครั้ง

ตระกูลเว่ยกำลังวุ่นวายจนแทบพลิกจวน

ประตูทุกแห่งมีคนเฝ้า ผู้ฝึกตนหลายกลุ่มถูกส่งออกตามหาอู๋ฉางไห่ทั้งสาม แม้แต่ผู้ดูแลหลัวยังถูกเรียกไปตำหนิจนใบหน้าดำคล้ำ

ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดสนใจว่าเด็กหญิงในห้องขังหลับอยู่หรือไม่

จูลี่เดินผ่านผู้คุม ขึ้นบันไดออกจากคุกใต้ดิน แล้วเริ่มเดินสำรวจจวนตระกูลเว่ยอย่างเปิดเผยในสภาพที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น

นางเข้าไปในห้องครัวก่อน

เก็บขนมไปสองจาน

จากนั้นแวะห้องเก็บเสบียง เก็บเนื้อแห้งกับข้าวสารไปจำนวนหนึ่ง

เมื่อเดินผ่านห้องหนึ่ง นางได้ยินเสียงคนด้านในกำลังปรึกษากันว่าจะตามจับอู๋ฉางไห่อย่างไร จึงหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่ง

แต่คนพวกนั้นพูดวนไปมา สรุปก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าทั้งสามหายไปได้อย่างไร

จูลี่จึงเดินต่อ นางอ้อมผ่านสวนด้านหลัง ข้ามลานฝึกฝน แล้วเข้าไปถึงเขตเรือนชั้นในซึ่งมีค่ายกลป้องกันซ้อนกันหลายชั้น

ยิ่งเดินลึก พลังปราณปฐพีในอากาศก็ยิ่งหนาแน่น

ตอนแรกจูลี่คิดว่าใต้ดินอาจฝังศิลาวิญญาณเอาไว้จำนวนมาก หินวิญญาณที่ได้มาตอนนี้ใกล้หมดเต็มที หากมีเพิ่มไหนเลยจะไม่เอา

แต่เมื่อเดินตามกระแสพลังไปถึงสวนร้างแห่งหนึ่ง นางกลับพบค่ายกลขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้พุ่มไม้

ภายนอกดูเหมือนมีเพียงลานหินว่างเปล่า ขัดกับความอุดมสมบูรณ์ในจวนแห่งนี้ยิ่งนัก

ทว่าเมื่อจูลี่ก้าวเข้าใกล้ กระแสพลังสีเหลืองอ่อนก็ไหลผ่านพื้นดิน คล้ายมีบางสิ่งกำลังผุดขึ้นมาจากส่วนลึก

นางย่อตัวลง ใช้นิ้วแตะพื้นหิน

ภาพลวงตาเบื้องหน้าสั่นไหว ชั่วขณะหนึ่ง ลานร้างพลันเลือนหาย เผยให้เห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยของเหลวสีทองจาง ๆ ไอปราณปฐพีพวยพุ่งขึ้นจากผิวน้ำ จนดินและหินรอบบ่อถูกเคลือบด้วยผลึกสีเหลือง

จูลี่จ้องบ่อนั้นไม่กะพริบตา

บ่อปราณปฐพี

ทั้งยังเป็นบ่อใหญ่มาก

หากลงไปแช่สักคืน….คงเติมเต็มเจ้าตัวตะกละนี่ได้ไม่น้อย

“หยุดคิดเดี๋ยวนี้” เสียงเจ้าอ้วนดังขึ้นในหัว “เจ้าห้ามเลื่อนระดับอีก”

“ข้ายังไม่ได้คิด”

“น้ำลายเจ้าไหลแล้ว”

จูลี่ยกแขนเสื้อเช็ดมุมปาก ก่อนเดินเข้าไปหาบ่อ

ทันทีที่ปลายเท้าแตะขอบค่ายกล แสงสีเหลืองพลันสว่างวาบ กำแพงพลังที่มองไม่เห็นผลักนางถอยหลังไปหลายก้าว

จูลี่ยืนมั่นคงแล้วลองยื่นมือไปแตะอีกครั้ง

กำแพงพลังสั่นเล็กน้อย แต่ไม่มีรอยแตกร้าวแม้แต่น้อย

“ปลดค่ายกลให้หน่อย” นางกล่าว

“ปลดไม่ได้”

จูลี่นิ่งไป

นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าอ้วนยอมรับตรง ๆ ว่ามีค่ายกลซึ่งตนเองปลดไม่ได้

“เป็นอสูรบรรพกาลไม่ใช่หรือ?”

“อสูรบรรพกาลแล้วอย่างไร อสูรบรรพกาลต้องรู้วิชาค่ายกลทุกตนหรือ?”

“เมื่อก่อนก็ปลดได้”

“ค่ายกลก่อนหน้านั้นเป็นเพียงของเล่นเด็ก แต่นี่ไม่เหมือนกัน”

จูลี่มองบ่อปราณปฐพีตรงหน้า แล้วมองกำแพงพลังซึ่งขวางอยู่ตรงกลาง

“ใช้กำลังพังได้หรือไม่?”

“หากโจมตี ค่ายกลจะส่งสัญญาณเตือน คนทั้งจวนจะรู้หมดสิ”

“ยกพื้นดินส่วนนี้เข้าแหวนล่ะ?”

“ค่ายกลเชื่อมกับชีพจรปฐพีใต้จวน เจ้าจะต้องยกจวนตระกูลเว่ยเข้าไปทั้งหลัง”

จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง “แหวนใส่ได้หรือไม่?”

เจ้าอ้วนเงียบไปทันที มันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเด็กคนนี้กำลังถามเล่น หรือคิดจะเก็บจวนทั้งหลังจริง ๆ

“ไม่ได้” มันตอบอย่างหนักแน่น “อีกอย่าง หากจวนหายไป คนทั้งเมืองย่อมรู้ว่าเป็นฝีมือเจ้า”

“พวกเขามองไม่เห็นข้า”

“แต่ตอนนี้ในคุกมีคนมาใหม่แค่เจ้า ก่อนหน้าเจ้ามาไม่เคยเกิดเรื่อง” ต่อให้เป็นคนโง่แค่ไหนก็ต้องมีสงสัยกันบ้าง

จูลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ฟังดูไม่แนบเนียนจริง ๆ

นางเดินวนรอบค่ายกลหนึ่งรอบ ลองใช้เศษหินโยนเข้าไป ลองขุดดินใต้กำแพงพลัง และลองเอาแหวนแตะกับขอบค่ายกล

ทุกวิธีล้วนถูกสกัดเอาไว้

กระทั่งนางเดินมาถึงด้านหลังบ่อ จึงพบว่ามีรากไม้เส้นหนึ่งชอนไชผ่านกำแพงพลังเข้าไปด้านใน

จูลี่หยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง

กำแพงค่ายกลขวางมนุษย์ ขวางพลังวิญญาณ และขวางสมบัติมิติ

แต่กลับไม่ขวางรากไม้

เด็กหญิงหันไปมองต้นไม้ใหญ่ซึ่งขึ้นอยู่นอกค่ายกล ก่อนเงยหน้ามองกิ่งก้านที่แผ่คลุมเหนือบ่อปราณปฐพี

“เจ้าอ้วน”

“จะทำอะไรอีก?”

“หากข้ากลายเป็นต้นไม้ ค่ายกลจะปล่อยให้เข้าไปหรือไม่?”

“เจ้าเป็นมนุษย์ จะกลายเป็นต้นไม้ได้อย่างไร?”

จูลี่ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบเมล็ดพันธุ์สีดำเม็ดหนึ่งออกมา

มันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่นางเก็บมาจากต้นไม้โบราณในดินแดนลับ ต้นเดียวกับที่เล่นงานนาง โจวหมิง และอสูรเกราะศิลาจนแทบเอาชีวิตไม่รอด

ทันทีที่เมล็ดพันธุ์ปรากฏขึ้น รากไม้ใต้พื้นดินก็พลันสั่นสะเทือน บ่อปราณปฐพีด้านในเดือดพล่านขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน

เจ้าอ้วนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตะโกนขึ้นอย่างตกใจ

“รีบเก็บมันกลับไป”

แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะสายเกินไปแล้ว รากไม้ขนาดใหญ่เส้นหนึ่งพุ่งทะลุพื้นดินขึ้นมา พันรอบข้อเท้าของจูลี่ แล้วลากนางเข้าไปหาค่ายกลอย่างรวดเร็ว

กำแพงพลังสีเหลืองสว่างวาบ คราวนี้มันไม่ได้ผลักนางออกมา แต่กลับเปิดทางให้รากไม้ลากเด็กหญิงเข้าไปด้านในทั้งตัว