LNCrawler

ตอนที่ 93

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 93

รากไม้ขนาดใหญ่พุ่งทะลุพื้นดินขึ้นมา พันรอบข้อเท้าของจูลี่ แล้วลากนางผ่านกำแพงค่ายกลเข้าไปอย่างรวดเร็ว

เด็กหญิงยังไม่ทันตั้งตัว รากอีกหลายเส้นก็โผล่ขึ้นจากก้นบ่อ พันรอบเอวและข้อมือของนาง ก่อนลากนางลงไปในของเหลวสีทอง

“เจ้าอ้วน มันจะเอาข้าไปไหน?”

“ข้าจะไปรู้หรื! รีบเก็บเมล็ดพันธุ์เสีย”

จูลี่ลองเก็บเมล็ดพันธุ์ในมือเข้าแหวนมิติ แต่รากไม้ยังคงพันนางเอาไว้แน่น ทั้งยังลากนางลึกลงไปเรื่อย ๆ

นางจึงเปลี่ยนความคิด

ในเมื่อเก็บเมล็ดไม่ได้ ก็เก็บต้นไม้ทั้งต้นไปเสียเลย

จูลี่วางฝ่ามือลงบนรากไม้ ก่อนส่งพลังเข้าสู่แหวนมิติ

แสงสีดำวาบขึ้น ต้นไม้ใหญ่ด้านนอกค่ายกลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รากนับร้อยเส้นถูกดึงขึ้นจากพื้น ก่อนหายเข้าไปในแหวนมิติพร้อมกัน

รากที่พันรอบตัวจูลี่พลันคลายออก เด็กหญิงตกลงไปนั่งอยู่ก้นบ่อดังตุบ

“ได้แล้ว”

เจ้าอ้วนยังไม่ทันตอบ พื้นดินใต้ร่างของนางก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง

รอยแยกจำนวนมากปรากฏขึ้นทั่วก้นบ่อ ของเหลวสีทองเริ่มหมุนวน ก่อนที่รากสีทองขนาดใหญ่เส้นหนึ่งจะค่อย ๆ โผล่พ้นชั้นดิน

มันไม่ใช่รากของต้นไม้

แต่เป็นรากปราณปฐพีแหล่งกำเนิดพลังซึ่งคอยหลั่งปราณขึ้นมาเติมบ่อแห่งนี้ตลอดหลายร้อยปี

ทว่ารากของต้นไม้โบราณกลับพันรอบรากปราณเส้นนั้นเอาไว้อย่างแน่นหนา บางส่วนถึงกับหลอมรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว

เมื่อแหวนมิติดึงต้นไม้เข้าไป รากปราณปฐพีจึงถูกกระชากตามไปด้วย

“เจ้าอ้วน เหตุใดพื้นจึงลอยขึ้นมา?”

“ก็ต้นไม้นั่นมันพันรากเข้ากับแหล่งกำเนิดปราณปฐพี”

“แยกออกได้หรือไม่?”

“หากแยกได้ มันคงไม่ลากทั้งบ่อตามไปด้วยหรอก”

สิ้นเสียง พื้นดินใต้บ่อก็แตกออกเป็นวงกว้าง ทั้งรากปราณปฐพี ชั้นหิน และของเหลวสีทองถูกพลังของแหวนมิติดึงหายเข้าไปในคราวเดียว

จูลี่หายตามเข้าไปด้วย

ภายในแหวนมิติ ต้นไม้ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่ว่าง รากของมันแผ่ปกคลุมพื้นดิน ก่อนพันรอบรากปราณปฐพีซึ่งกำลังหลั่งของเหลวสีทองออกมาอย่างต่อเนื่อง

เพียงไม่นาน แอ่งดินรอบรากปราณก็ค่อย ๆ เต็มขึ้น กลายเป็นบ่อปราณปฐพีแห่งใหม่โดยสมบูรณ์

จูลี่ยืนมองอยู่ริมบ่อ ทำหน้ายู้เหมือนหมูหิว “ข้าเก็บเพียงต้นไม้”

เจ้าอ้วนมองต้นไม้ มองรากปราณปฐพี แล้วมองบ่อขนาดใหญ่ตรงหน้า

“แต่มันถอนรากของผู้อื่นมาด้วย”

จูลี่ก้มมองบ่อในแหวนแล้วถามขึ้น “หากเอาไปคืน มันจะเหมือนเดิมหรือไม่?”

เจ้าอ้วนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลงตกว่า

“ก่อนถามเรื่องเอาไปคืน เจ้าควรถามก่อนว่าเราจะออกจากจวนนี้ทันหรือไม่”

ด้านนอก แหล่งกำเนิดปราณซึ่งหล่อเลี้ยงค่ายกลหายไปอย่างกะทันหัน แสงสีเหลืองเหนือสวนร้างกะพริบสองครั้ง ก่อนดับวูบลง จากนั้นพื้นดินทั้งลานก็ยุบตัวเสียงดังสนั่น

เสียงพื้นดินถล่มดังสนั่นไปทั่วจวนตระกูลเว่ย เรือนหลายหลังสั่นไหว กระเบื้องบนหลังคาร่วงลงมาแตกกระจาย ฝูงนกที่เกาะอยู่ตามต้นไม้บินหนีขึ้นฟ้าพร้อมกัน

“เกิดอะไรขึ้น”

“แผ่นดินไหวหรือ?”

“สวนร้าง เสียงดังมาจากสวนร้าง”

คนตระกูลเว่ยที่กำลังตามจับนักโทษหลบหนีต่างหยุดชะงัก ก่อนพากันวิ่งไปยังต้นเสียงอย่างพร้อมเพียง

ประมุขเว่ยมาถึงเป็นคนแรก เมื่อเห็นสภาพตรงหน้า ฝีเท้าของเขาก็หยุดลงทันที

ต้นไม้ใหญ่ซึ่งตั้งอยู่กลางสวนมานานหลายร้อยปีหายไปแล้ว ศาลาหินพังทลาย ค่ายกลป้องกันถูกฉีกออกเป็นช่องขนาดใหญ่ ส่วนบริเวณที่เคยเป็นบ่อปราณปฐพีเหลือเพียงหลุมลึกมืดสนิท

ไม่มีน้ำปราณ

ไม่มีรากปราณ

กระทั่งหินที่ใช้สร้างขอบบ่อยังหายไปจนหมด

ชายชราหลายคนตามมาถึงด้านหลัง พอเห็นหลุมตรงหน้าก็ยืนแข็งค้าง

ผู้อาวุโสสามเบิกตากว้าง “หาย หาย หายไปได้อย่างไร”

ไม่มีผู้ใดตอบ ทุกคนกำลังมองหลุมเดียวกัน

ประมุขเว่ยเดินเข้าไปใกล้ เขาก้มลงมองก้นหลุม ก่อนหันไปถามเสียงเย็น “ผู้ใดเป็นคนเฝ้าสวน?”

ชายสองคนซึ่งรับหน้าที่เฝ้าค่ายกลรีบคุกเข่าลง

“เรียนท่านประมุข พวกข้าเฝ้าอยู่ด้านนอกตลอด ไม่เห็นผู้ใดเข้าไปขอรับ”

“ไม่มีผู้ใดเข้าไป แล้วบ่อปราณปฐพีหายไปเองได้หรือ?”

ทั้งสองก้มหน้าจนแทบติดพื้น “ค่ายกลไม่เคยส่งสัญญาณเตือนจริง ๆ ขอรับ”

ผู้อาวุโสสามก้าวไปตรวจสอบเสาค่ายกลที่แตกร้าว เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังปราณภายในเหือดแห้ง สีหน้าของเขาก็ซีดลง

“ค่ายกลไม่ได้ถูกทำลายจากด้านนอก”

ประมุขเว่ยหันไปมองทันที “หมายความว่าอย่างไร?”

“สิ่งที่หล่อเลี้ยงค่ายกลคือรากปราณปฐพี เมื่อรากปราณหายไป ค่ายกลจึงพังลงเอง”

“ข้ารู้ว่ามันพังอย่างไร” ประมุขเว่ยตวาด “แต่ที่ข้าถาม หมายถึงรากปราณหายไปได้อย่างไร”

ผู้อาวุโสสามเงียบไป

รากปราณปฐพีฝังอยู่ใต้ดินลึกหลายสิบจั้ง ทั้งยังเชื่อมต่อกับชีพจรปราณใต้จวน การจะขุดมันออกมา ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับสูงก็ต้องใช้เวลาไม่น้อย

แต่นี่หายไปทั้งราก ทั้งบ่อ และต้นไม้ ไม่มีแม้แต่เศษดินกองทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า

พ่อบ้านเว่ยรีบวิ่งเข้ามาจากอีกด้าน สีหน้าตื่นตระหนกไม่แพ้กัน “ท่านประมุข เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ”

ประมุขเว่ยกัดฟัน “ยังมีเรื่องใดใหญ่กว่านี้อีก?”

“นักโทษที่หนีออกจากคุกเปิดประตูห้องขังทั้งหมด ตอนนี้นักโทษกว่าสามสิบคนกระจายไปทั่วจวน นอกจากนี้คลังอาวุธด้านตะวันตกยังถูกงัดด้วยขอรับ”

ผู้อาวุโสหลายคนหันมองหน้ากัน “ต้องเป็นพวกมันแน่”

“นักโทษเหล่านั้นจงใจสร้างความวุ่นวาย แล้วฉวยโอกาสเข้ามาขโมยรากปราณ”

“พูดเหลวไหล” ผู้อาวุโสสามแย้ง “ในหมู่นักโทษมีผู้ใดสามารถถอนรากปราณได้?”

“หากมีคนจากภายนอกคอยช่วยเล่า?”

“หรือพวกมันมีสมบัติเคลื่อนย้ายภูเขา”

“ต่อให้มีสมบัติเช่นนั้น จะเอาบ่อใหญ่ถึงเพียงนี้ออกจากจวนโดยไม่มีผู้ใดเห็นได้อย่างไร?”

จากเดิมที่กำลังหาคำตอบ ไม่นานผู้อาวุโสหลายคนก็เริ่มโต้เถียงกันเอง

คนหนึ่งสงสัยนักโทษ

อีกคนสงสัยตระกูลศัตรู

พวกเขาลืมวิธีง่าย ๆ อย่างยันต์ซ่อนร่างไปเสียสนิท