ตอนที่ 94
ตอนที่ 94
พวกเขาลืมวิธีง่าย ๆ อย่างยันต์ซ่อนร่างไปเสียสนิท
ยันต์ซ่อนร่างโดยทั่วไปปกปิดได้เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น ไม่อาจซ่อนตบะหรือกลิ่นอายของผู้ใช้ ผู้ฝึกตนที่มีระดับสูงกว่าเพียงเล็กน้อยก็สามารถจับความผิดปกติของกระแสปราณ แล้วระบุตำแหน่งของผู้ซ่อนตัวได้ไม่ยาก
ด้วยเหตุนี้ ยันต์ชนิดนี้จึงเหมาะสำหรับหลบสายตาคนธรรมดาหรือผู้ที่มีตบะต่ำกว่า แต่แทบไม่มีประโยชน์เมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือ
ทว่าจูลี่แตกต่างออกไป
แหวนมิติสีดำบนนิ้วของนางปกปิดทั้งตบะและกลิ่นอายได้อย่างสมบูรณ์ ต่อให้ผู้อาวุโสสามใช้กระแสปราณกวาดผ่านร่างนางโดยตรง สิ่งที่สัมผัสได้ก็มีเพียงความว่างเปล่า
เมื่อไม่มีรูปลักษณ์ให้มองเห็น และไม่มีกลิ่นอายให้ตรวจจับ เด็กหญิงจึงแทบไม่มีทางถูกตรวจจับได้เลย ยกเว้นจะทิ้งรอยเท้าหรือไปชนใครเข้า
ภายในแหวนมิติ จูลี่นั่งยองอยู่ริมบ่อปราณปฐพี มองต้นไม้ใหญ่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่
ของเหลวสีทองยังคงไหลออกจากรากปราณไม่หยุด ไม่นานบ่อซึ่งเพิ่งก่อตัวก็ล้นออกมาด้านข้าง ไหลไปตามร่องดินจนเกิดเป็นลำธารสายเล็ก
เด็กหญิงยื่นนิ้วลงไปแตะ ก่อนนำขึ้นมาดม
“กินได้หรือไม่?”
เจ้าอ้วนรีบตอบ “ไม่ได้”
จูลี่มองของเหลวสีทองอย่างเสียดาย “กลิ่นเหมือนน้ำแกง”
“น้ำแกงบ้านเจ้าส่องแสงได้หรือ?”
จูลี่ไม่เถียง นางหยิบขวดหยกเปล่าออกมาหนึ่งใบ ตักของเหลวสีทองใส่จนเต็ม แล้วปิดฝาอย่างดี
เจ้าอ้วนมองการกระทำของนาง “ข้าบอกว่ากินไม่ได้”
“ข้าไม่ได้จะกิน”
“แล้วเก็บไปทำไม?”
“เอาไปให้ศิษย์พี่โมเจียวลอง”
เจ้าอ้วนเงียบไป
โมเจียมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้ นับว่าไม่ง่ายจริง ๆ การเป็นศิษย์รับใช้ต้องทำงานทุกอย่าง แต่ก็ค่อยข้างปลอดภัยไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง
ศิษย์รับใช้ลำบากขาดแคลนทรัพยากร ในขณะเดียวกันศิษย์สายสืบทอด และศิษย์สายตรงก็ยากลำบาก ต้องไปเผชิญหน้ากับอันตรายมากมาย เป็นด่านหน้ารับความเสี่ยงต่าง ๆ ให้คนอื่น ๆ ในสำนักได้อยู่กันอย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนล้วนต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อความอยู่รอด ขาดศิษย์สายรับใช้ก็ไม่มีคนทำงานระดับล่าง ขาดศิษย์สายนอกก็ไม่มีคนทำงานทั่วไป ขาดศิษย์สายในก็ขาดทรัพยากร ศิษย์สายตรงและศิษย์สืบทอดมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยของสำนัก
จูลี่เก็บขวดหยกเข้าแขนเสื้อ ก่อนหันไปมองท้องฟ้าสีหม่นภายในแหวน
“ออกไปได้ยัง ข้าคิดถึงอาจารย์แล้ว” แค่คิดถึงหม่าซือเจียวจูลี่ก็ขนลุกไปทั้งตัว คาดเดาเอาง่าย ๆ ว่าอาจจะส่งท้ายโดยการไล่ตี
“คนยังอยู่เต็มสวน”
“พวกเขาจะเห็นข้าหรือไม่?”
“ตอนเจ้าถูกลากเข้าไปในค่ายกล ไม่มีผู้ใดอยู่แถวนั้น แต่หากเจ้าออกไปตอนนี้ พวกเขาย่อมเห็น”
เด็กหญิงล้วงยันต์ซ่อนร่างออกมาจากแหวนเก็บของอีกวง
“เช่นนี้ก็ไม่เห็นแล้ว”
“ยันต์ของเจ้ามีเหลือกี่แผ่น?”
จูลี่นับอยู่ครู่หนึ่ง “สิบสองแผ่น”
เจ้าอ้วนเงียบไป คล้ายอยากจะบ่น ก่อนหน้านี้นับรวมแล้วมีสามถึงสี่สิบแผ่น เด็กหญิงเอาไปทดลองบ้าง ใช้เล่นบ้าง สุดท้ายก็เหลือเพียงเท่านี้
เห็นคู่สนทนาเงียบไปจูลี่ก็ร้อนใจ “ก็ใช้ไปนิดหน่อย”
ยันต์สิบกว่าแผ่นนี้จะเรียกว่านิดหน่อยได้อย่างไร แต่เมื่อคิดว่าเด็กหญิงตรงหน้าเพิ่งเก็บบ่อปราณทั้งบ่อไปโดยบอกว่าเก็บเพียงต้นไม้ มันก็เลิกสงสัยความหมายของถ้อยคำเหล่านั้น
อะไรก็เล็กน้อยทั้งนั้นเมื่อเทียบกับสุราอาหาร
จูลี่แปะยันต์ลงบนเสื้อ ร่างเล็กค่อย ๆ โปร่งใส ก่อนหายไปจากริมบ่อ
นางก้าวออกจากแหวนมิติอย่างมั่นคง
ร่างที่มองไม่เห็นปรากฏขึ้นตรงก้นหลุมลึก ตำแหน่งเดิมซึ่งเคยเป็นบ่อปราณปฐพี
เสียงโต้เถียงของเหล่าผู้อาวุโสดังลงมาจากด้านบนอย่างชัดเจน
“ต้องปิดประตูจวน ห้ามผู้ใดออกไป”
“นักโทษหลบหนีไปทั่วจวน หากปิดประตูแล้วจะจับพวกมันอย่างไร?”
“ก็จับอยู่ข้างใน”
“แล้วหากคนร้ายตัวจริงหนีออกไปแล้วเล่า?”
“พวกเรามาถึงทันที ไม่มีผู้ใดออกไปได้แน่”
จูลี่เงยหน้ามองปากหลุมซึ่งอยู่สูงเหนือศีรษะหลายจั้ง ก่อนก้มมองกำแพงดินรอบตัว
“เจ้าอ้วน ขึ้นไปอย่างไร?”
“ตอนลงมาเจ้าไม่ได้คิดเรื่องนี้หรือ?”
“ตอนลงมา ต้นไม้เป็นคนลาก”
“เช่นนั้นก็เรียกมันมาลากเจ้าขึ้นไป”
จูลี่หันไปมองต้นไม้ในแหวนมิติ
ต้นไม้ใหญ่ยืนสงบนิ่งอยู่ริมบ่อ รากทุกเส้นฝังแน่นลงในดินใหม่ คล้ายไม่เคยสร้างเรื่องใดมาก่อน
“มันแกล้งหลับไปแล้ว”
“ต้นไม้ไม่มีตา จะหลับได้อย่างไร”
“เช่นนั้นก็หลับง่ายกว่าผู้อื่น” ไม่ต้องมีแสงแยงตาให้รำคาญ หลับง่ายจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
จูลี่มองรอบหลุมอีกครั้ง ก่อนเห็นก้อนหินหลายก้อนยื่นออกมาจากผนัง นางวางเท้าบนก้อนแรก ใช้มือคว้ารากไม้เล็ก ๆ ที่ยังเหลืออยู่ แล้วค่อย ๆ ปีนขึ้นไป
ดินบริเวณนี้เพิ่งถล่มจึงไม่มั่นคง ทุกครั้งที่นางเหยียบ เศษดินจะร่วงลงไปด้านล่างเป็นสาย
ปีนขึ้นมาได้ครึ่งทาง ก้อนหินใต้เท้าก็หลุดออก
ร่างเล็กไถลลงไปหลายฉื่อ ก่อนมือข้างหนึ่งจะคว้ารากไม้ไว้ทัน
ดินจากด้านบนร่วงลงมาเป็นกองใหญ่
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ริมหลุมรีบถอยหลัง “ด้านล่างยังถล่มอยู่”
ทุกคนพากันถอยห่างจากปากหลุม
มีเพียงผู้อาวุโสสามที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เขาก้มลงมองความมืดด้านล่าง แต่ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
“โยนหินลงไปดู”
จูลี่ซึ่งกำลังเกาะรากไม้อยู่เงยหน้าทันที ก้อนหินขนาดเท่าศีรษะถูกโยนลงมา
เด็กหญิงเอียงตัวหลบ ก้อนหินตกผ่านไหล่ไปกระแทกก้นหลุมเสียงดังตุบ
ผู้อาวุโสสามตั้งใจฟัง ก่อนขมวดคิ้ว “ไม่ลึกเท่าที่คิด”
จูลี่หันไปถามเจ้าอ้วน “หากข้าโยนกลับขึ้นไป เขาจะรู้หรือไม่ว่าข้าอยู่ข้างล่าง?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“น่าจะรู้”
“เช่นนั้นก็อย่าโยน”
เด็กหญิงจึงปีนต่ออย่างเงียบ ๆ
เมื่อขึ้นมาใกล้ปากหลุม นางพบว่าประมุขเว่ยกับผู้อาวุโสหลายคนยังยืนล้อมอยู่รอบ ๆ ไม่มีช่องว่างให้ปีนขึ้นไปโดยไม่มีใครสังเกต
แม้ยันต์ซ่อนร่างจะทำให้มองไม่เห็น แต่ไม่ได้ทำให้ร่างของนางหายไปจริง ๆ หากปีนผ่านขาของผู้ใด ย่อมถูกเหยียบได้ทุกเมื่อ
จูลี่จึงหยุดรออยู่ใต้ขอบหลุม
ด้านบน ประมุขเว่ยออกคำสั่งเสียงเข้ม “ผู้อาวุโสสอง พาคนไปปิดประตูจวน ผู้อาวุโสสี่ตรวจสอบคลังอาวุธ ส่วนผู้อาวุโสสามอยู่ที่นี่กับข้า”
“แล้วนักโทษที่หลบหนีเล่า?”
“จับเป็นทั้งหมด หากต่อต้านก็หักแขนหักขา ขอเพียงเหลือลมหายใจก็พอ”
คนส่วนใหญ่แยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว เหลือผู้คุ้มกันอยู่รอบสวนเพียงหกคน
จูลี่รอจนฝีเท้าห่างออกไป ก่อนยื่นมือขึ้นจับขอบหลุม แล้วค่อย ๆ ดึงตัวเองขึ้นมา
ในจังหวะเดียวกัน ผู้คุ้มกันคนหนึ่งเดินถอยหลังมาพอดี รองเท้าของเขาเหยียบลงบนหลังมือของนางเต็มแรง
จูลี่เงยหน้ามองเจ้าของรองเท้า
ผู้คุ้มกันยังไม่รู้ตัว เขาหันไปถามสหาย “เจ้าคิดว่ารากปราณหายไปได้อย่างไร?”
“ข้าจะไปรู้หรือ อาจมีอสูรใต้ดินกินมันไปแล้วก็ได้”
“อสูรใดกินได้ทั้งราก ทั้งบ่อ และหินรอบบ่อ?”
จูลี่ขยับนิ้วใต้รองเท้า
ผู้คุ้มกันสะดุ้ง รีบยกเท้าขึ้น “เมื่อครู่มีบางอย่างแตะเท้าข้า”
คนที่อยู่ใกล้ที่สุดก้มลงมอง “หนูหรือไม่?”
“หนูตัวใดใหญ่ถึงเพียงนั้น?”
จูลี่ฉวยโอกาสดึงตัวเองขึ้นจากหลุม ก่อนคลานลอดผ่านระหว่างคนทั้งสอง
ผู้คุ้มกันอีกคนรู้สึกเหมือนมีบางอย่างชนขา จึงก้มลงคว้า แต่จับได้เพียงอากาศ
“มีบางอย่างอยู่ตรงนี้จริง ๆ”