ตอนที่ 95
ตอนที่ 95
“ตรงนี้มีอะไรสักอย่างแน่ ๆ”
เสียงตะโกนทำให้ผู้คุ้มกันคนอื่นชักกระบี่ออกมาพร้อมกัน
“อยู่ตรงไหน?”
“เมื่อครู่มันชนขาข้า”
“หน้าตาเป็นอย่างไร?”
“ข้ามองไม่เห็น”
“มองไม่เห็นแล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นบางอย่าง?”
ผู้คุ้มกันผู้นั้นอ้าปากค้าง เขารู้สึกชัดเจนว่ามีบางอย่างชนขา แต่เมื่อก้มลงไปกลับไม่พบแม้แต่เงา
จูลี่ยังคงนั่งยองอยู่ระหว่างคนทั้งสอง นางมองรองเท้าหลายคู่ที่ขยับเข้ามาใกล้ ก่อนค่อย ๆ ยกมือข้างที่ถูกเหยียบขึ้นเป่า
หลังมือมีรอยรองเท้าสีดำติดอยู่เต็มฝ่ามือ
เจ้าอ้วนถาม “เจ็บหรือไม่?”
“เจ็บ”
“สมน้ำหน้า…..รีบออกไปสิ จะอยู่ให้โดนเหยียบซ้ำหรือ?”
จูลี่เงยหน้ามองผู้คุ้มกันที่เหยียบมือนาง “แต่เขายังไม่ขอโทษ”
“พวกมันมองไม่เห็นเจ้า จะขอโทษได้อย่างไร?”
เด็กหญิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือไปดึงชายเสื้อของอีกฝ่าย
ผู้คุ้มกันสะดุ้งเฮือก หันกลับไปฟันกระบี่ทันที
สหายที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบเอียงตัวหลบ คมกระบี่เฉียดปลายจมูกไปเพียงเล็กน้อย
“เจ้าฟันข้าทำไม”
“มีบางอย่างดึงเสื้อข้า”
“ข้าอยู่ข้างหลังเจ้า หากฟันพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
“ก็เจ้าไม่ยอมบอกก่อนว่าอยู่ข้างหลัง เป็นเจ้าใช่ไหมที่ดึงเสื้อข้า”
“ข้ายืนอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่แรก แล้วข้าก็ไม่ได้ดึงเสื้อเจ้า”
ระหว่างที่ทั้งสองเริ่มเถียงกัน จูลี่คลานลอดใต้แขนของผู้คุ้มกันอีกคน แต่เพิ่งเคลื่อนตัวไปได้ไม่ไกล ปลายเท้าก็เตะโดนฝักกระบี่ของเขา
ฝักกระบี่แกว่งไปกระแทกต้นขาของคนด้านข้าง
คนถูกตีหันขวับ “เจ้าตีข้าทำไม?”
“ข้ายังไม่ได้ขยับ”
“ฝักกระบี่ของเจ้าตีข้า ชัด ๆ ว่าเจ้าตั้งใจ”
“มันจะขยับเองได้อย่างไร?”
จูลี่ซึ่งเป็นคนทำให้มันขยับหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปถามเจ้าอ้วน “พวกเขาจะตีกันเองหรือไม่?”
“หากเจ้ายังไม่ไป พวกเขาอาจเลิกตีกันแล้วหันมาจับเจ้าแทน”
เด็กหญิงเห็นด้วย นางจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น แต่บริเวณรอบปากหลุมเต็มไปด้วยคน หากเดินตัวตรงย่อมชนใครเข้าอีก จูลี่มองซ้ายมองขวา ก่อนเลือกก้มตัวลอดใต้แขนของคนที่อยู่ใกล้ที่สุด
ผู้คุ้มกันรู้สึกเหมือนมีลมพัดผ่านเอว จึงหมุนตัวกลับไป
ข้อศอกของเขากระแทกปลายคางสหายเต็มแรง
“โอ๊ย”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“ข้าว่าพวกเราถูกบางอย่างล้อมไว้แน่ ๆ”
“ล้อมอะไร อะไรคือล้อม ไม่เห็นมีอะไรเลย”
คนทั้งหกหันหลังชนกัน กำกระบี่แน่นแล้วกวาดตามองรอบตัวด้วยสีหน้าหวาดระแวง
จูลี่เดินออกมาจากวงล้อมได้สำเร็จ นางยังไม่ทันก้าวพ้นสวน เสียงของผู้อาวุโสสามก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“เอะอะสิ่งใดกัน?”
ผู้คุ้มกันทั้งหกรีบหันไปหาเขา
“เรียนผู้อาวุโส มีบางอย่างออกมาจากหลุมขอรับ”
ผู้อาวุโสสามมองไปยังก้นหลุม “พบตัวหรือไม่?”
“ไม่พบขอรับ แต่มันเหยียบเท้าพวกข้า ดึงเสื้อ ตีกระบี่ ทั้งยังต่อยคางด้วย”
จูลี่ซึ่งเดินห่างออกมาแล้วหันกลับไปมอง
“ข้าไม่ได้ต่อย”
เจ้าอ้วนตอบ “ยังจะเถียงอีก รีบไปเถอะ”
ผู้อาวุโสสามสะบัดแขนเสื้อ กระแสปราณแผ่กวาดออกไปทั่วทั้งสวน ใบไม้และเศษดินลอยขึ้นจากพื้น กระทั่งพุ่มไม้รอบกำแพงยังสั่นไหวอย่างรุนแรง
กระแสปราณเคลื่อนผ่านร่างจูลี่โดยตรง
ชายเสื้อและเส้นผมของนางปลิวขึ้นตามแรงลม แต่ผู้อาวุโสสามกลับไม่สัมผัสถึงสิ่งใด
ไม่มีตบะ ไม่มีกลิ่นอาย ไม่มีแม้แต่ความผันผวนของพลังปราณจากยันต์ซ่อนร่าง
เขาขมวดคิ้ว ก่อนกวาดพลังผ่านพื้นที่เดิมอีกครั้ง
ผลลัพธ์ยังคงว่างเปล่า
ผู้คุ้มกันคนหนึ่งถามอย่างระมัดระวัง “ผู้อาวุโส พบสิ่งใดหรือไม่ขอรับ?”
“ไม่มีสิ่งใด”
“แต่มันแตะเท้าข้าจริง ๆ”
อีกคนรีบเสริม “มันต่อยข้าด้วย”
คนที่เผลอใช้ข้อศอกกระแทกสหายหลบสายตา ไม่พูดสิ่งใด
ผู้อาวุโสสามมองพวกเขาทีละคน สีหน้าเย็นชาขึ้นเรื่อย ๆ “พวกเจ้าหกคนหวาดกลัวจนตีกันเอง แล้วยังคิดจะโยนความผิดให้อสูรที่มองไม่เห็นอีกหรือ?”
“ไม่ใช่นะขอรับ”
“หุบปาก เฝ้าสถานที่แห่งนี้ให้ดี หากมีสิ่งใดหายไปอีก ข้าจะสอบสวนพวกเจ้าทีละคน”
ผู้คุ้มกันทั้งหกก้มหน้าลงพร้อมกัน
จูลี่อาศัยจังหวะนั้นเดินออกจากสวนร้างอย่างเงียบเชียบ นางเดินเลียบกำแพงไปได้ไม่ไกลก็หยุดฝีเท้า
ทางเดินเบื้องหน้าแบ่งออกเป็นสามสาย สายหนึ่งมุ่งไปยังเรือนหลัก อีกสายทอดยาวไปยังลานฝึก ส่วนอีกสายไปทางประตูด้านข้างของจวน
“ไปทางขวา ประตูด้านข้างอยู่ไม่ไกล พวกเราออกจากจวนก่อนยันต์ซ่อนร่างหมดฤทธิ์” เสียงอสูรลึกลับดังขึ้นเป็นระยะ ชี้ทางออกให้กับจูลี่
เด็กหญิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย ทว่าเท้ายังไม่ทันก้าวไปในทิศดังกล่าวก็ต้องหยุดชะงัก
กลิ่นเนื้อตุ๋นลอยมาตามลม
เด็กหญิงสูดหายใจเข้า ก่อนหันกลับไปมองทางเดินด้านซ้าย
“ประตูอยู่ทางขวา”
จูลี่เดินไปทางซ้ายอย่างไม่ลังเล เสียงใด ๆ ก็ไม่เข้าหัวแล้วตอนนี้
“ไอ้เด็กตะกละ”
เสียงโวยวายมากมายทำอะไรนางไม่ได้ เท้าน้อย ๆ ยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง
จูลี่เดินตามกลิ่นอาหารไปจนถึงเรือนหลังหนึ่ง บริเวณหน้าประตูแขวนป้ายไม้สลักตัวอักษรว่าเรือนผู้อาวุโสเจ็ด
ประตูใหญ่เปิดทิ้งไว้ ภายในไม่มีแม้แต่เงาคน เดาว่าคนในเรือนทั้งหมดจะออกไปช่วยตามจับนักโทษ แม้แต่คนรับใช้ก็ไม่เหลืออยู่สักคน
จูลี่ยืนอยู่หน้าประตูแล้วชะโงกหน้ามองเข้าไปจนแน่ใจว่าไม่มีคน จึงก้าวเข้าไปอย่างแผ่วเบาและเชื่องช้า เพราะกลัวว่าจะมีใครเห็นและได้ยิน
กลิ่นอาหารมาจากห้องด้านข้าง เมื่อเดินตามไป นางก็พบโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีเนื้อตุ๋นหม้อใหญ่ ไก่ย่างหนึ่งตัว ผัดผักอีกสองจาน และข้าวสวยซึ่งเพิ่งตักใส่ถ้วย ตะเกียบคู่หนึ่งวางพาดอยู่ เห็นได้ชัดว่าเจ้าของเรือนกำลังจะลงมือกิน แต่เกิดความวุ่นวายขึ้นเสียก่อน จึงทิ้งอาหารทั้งหมดแล้วรีบออกไป
“เจ้าฟังข้า”
เด็กหญิงพยักหน้าหงึกหงัก “ฟัง”
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลากิน หนีออกไปให้ได้ก่อน”
“อื่ม” จูลี่พยักหน้าอีกครั้งก่อนจะปีนไปนั่งบนเก้าอี้แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อตุ๋นเข้าปาก
“ไหนบอกว่าฟัง”
“ก็ฟังจบแล้วนี่ไง” มีตรงไหนที่นางไม่ฟังกัน ไม่ได้พูดแทรกด้วย แต่ฟังแล้วจะทำตามหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่อง
“ฟังจนจบแล้วต้องทำตามด้วยสิ”
“เจ้าไม่ได้พูดตั้งแต่แรกว่าต้องทำตาม” การพูดให้คนทำตามเป็นปัญหาของคนพูด ไม่ใช่ปัญหาของคนฟัง
นางฟังแล้ว ฟังจบแล้วก็กินแล้ว
เนื้อตุ๋นในหม้อถูกเคี่ยวจนนุ่ม เพียงใช้ตะเกียบคีบก็แยกออกจากกระดูก น้ำแกงเข้มข้นซึมเข้าเนื้อทุกส่วน จูลี่กินไปสองชิ้น ดวงตาก็สว่างขึ้นทันที
“อร่อยมาก กว่าหมูเขี้ยวน้ำเงินย่างมาก”
“เหอะ กิน กิน กิน รู้จักแต่กิน”
“ใครทำให้ข้าต้องกินละ” ว่าแล้วก็กัดเนื้อเข้าปากไปอีกคำใหญ่
เจ้าอ้วนเถียงไม่ออก สุดท้ายจึงปล่อยเด็กหญิงนั่งกินอย่างสบายใจ
จูลี่กินเนื้อตุ๋นไปครึ่งหม้อ ต่อด้วยขาไก่สองข้าง ข้าวอีกสามถ้วย สุดท้ายยังคีบผักใส่ปากอีกคำเพื่อไม่ให้อาหารมื้อนี้มีแต่เนื้อ
นางวางตะเกียบลงแล้วลูบท้องเบา ๆ “ไม่ควรกินจนหมด คนมีมารยาทต้องเหลือไว้ให้เจ้าของบ้าง”
“กินไปขนาดนี้ไม่ต้องมีมารยาทก็ได้มั้ง” แน่นอนว่าเจ้าอ้วนประชด
จูลี่ร้อง “อ้อ” ออกมาคำหนึ่ง จากนั้น….
เนื้อตุ๋นทั้งหม้อ ไก่ย่างที่เหลือครึ่งตัว และผัดผักทั้งสองจานหายลงในแหวนมิติ แม้แต่ข้าวในหม้อก็เอาไปด้วย บนโต๊ะจึงเหลือเพียงถ้วยเปล่า ตะเกียบหนึ่งคู่ และคราบน้ำแกงวงเล็ก ๆ
เด็กหญิงมองโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บถ้วยกับตะเกียบตามเข้าไปด้วย
เจ้าอ้วนตกตะลึง “ถ้วยเจ้าก็เอาหรือ?”
“เวลาออกไปข้างนอกจะได้ไม่ต้องใช้มือกิน”
“ไม่เอาโต๊ะไปด้วยเลยละ”
จูลี่รู้สึกว่าเป็นเรื่องดี กำลังยกมือเตรียมจะเก็บ
เจ้าอ้วนรีบตะโกน “ข้าประชด”
นางจึงปล่อยมืออย่างเสียดาย ก่อนเดินออกจากห้องนั้น
ขณะกำลังจะตรงไปยังประตูใหญ่ กลิ่นสมุนไพรบางอย่างพลันลอยมาจากด้านหลังเรือน
จูลี่หยุดอีกครั้ง
“คราวนี้ไม่มีอาหารแล้ว ออกจากที่นี่ได้แล้ว” เจ้าอ้วนรีบบอก
เด็กหญิงพยักหน้าแล้วเดินอ้อมฉากกั้นเข้าไปด้านหลังเรือน พบประตูหินบานหนึ่งแง้มอยู่ ภายในมีแสงไฟลอดออกมาเล็กน้อย
“ช่างเป็นเด็กที่เชื่อฟังเหลือเกิน……….”