LNCrawler

ตอนที่ 96

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 96

หลังประตูเป็นห้องขนาดใหญ่ ตรงกลางตั้งเตาหลอมโอสถสีดำสูงเกือบเท่าตัวคน รอบผนังมีตู้ไม้หลายหลัง ชั้นวางเต็มไปด้วยขวด กระปุก และกล่องเก็บสมุนไพร

มุมหนึ่งมีตะกร้ารากไม้กองอยู่หลายใบ อีกมุมวางฟืนวิญญาณกับถ่านสีแดงเข้มจำนวนหนึ่ง

จูลี่กวาดตามองไปรอบ ๆ “ที่นี่คือเรือนหลอมโอสถ”

เด็กหญิงเดินไปเปิดตู้หลังแรก ภายในมีขวดโอสถวางเรียงกันหลายสิบขวด ทว่าขวดส่วนใหญ่เปิดใช้งานแล้ว บางขวดเหลือโอสถเพียงหนึ่งหรือสองเม็ด บางขวดมีเพียงผงยาติดก้นขวด

นางหยิบทั้งหมดใส่แหวนมิติ

ตู้หลังที่สองเต็มไปด้วยสมุนไพรแห้ง แต่จูลี่แยกไม่ออกว่าต้นใดมีค่า ต้นใดใช้ทำยาแก้ท้องเสีย นางจึงยกมือกวาดทีเดียวหายไปทั้งชั้น

ตู้หลังที่สามมีขวดหยกเปล่าหลายร้อยใบ ขวดหยกทั้งหมดหายเข้าแหวนในพริบตา

นางเปิดตู้ต่อไป ด้านในมีสมุดบันทึกหลายเล่ม กระดาษยันต์ที่เขียนเสีย เศษแร่ขนาดเล็ก ถาดบดสมุนไพร มีดตัดรากยา ตาชั่งทองแดง รวมถึงพัดสำหรับควบคุมไฟอีกสองอัน

จูลี่ไม่รู้ว่าสิ่งใดมีประโยชน์ จึงใช้วิธีที่ง่ายที่สุด

เก็บทั้งหมด

โต๊ะหายไปหนึ่งตัว เก้าอี้หายไปสามตัว ชั้นวางสมุนไพรหายไปสามชั้น

แม้แต่ม่านที่ใช้กั้นควันก็ถูกดึงลงมาเก็บไว้ด้วย

“เรือนตั้งใหญ่ไม่มีหินวิญญาณเลย”

“ใครจะเก็บหินวิญญาณไว้ในบ้าน ก็ต้องเก็บไว้ในแหวนเก็บของสิ”

“อ้อ…” จูลี่ร้องออกมาคำหนึ่ง

“ไม่เอากระถางธูป กับเท่ียนไล่ยุงไปด้วยเลยละ”

เด็กหญิงพยักหน้า ก่อนจะทำตามอย่างเชื่อฟัง สุดท้ายเหลือแต่เรือนโล่ง ๆ

“ป่ะ กลับกันเถอะ”

“….” ถ้าขนาดเทียนไล่ยุงยังเก็บ ถึงตอนนี้อสูรบรรพกาลก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว 

จูลี่เดินออกจากเรือนหลอมโอสถอย่างอารมณ์ดี แสงบนยันต์ซ่อนร่างที่ติดอยู่ตรงหน้าผากพลันกะพริบสองครั้ง ก่อนมอดดับลงอย่างเงียบเชียบ

ร่างเล็กค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางทางเดิน ทว่าจูลี่ไม่รู้ตัว ยังคงเดินมุ่งหน้าไปทางประตูจวน ในมือถือเทียนไล่ยุงซึ่งยังไม่ได้เก็บเข้าแหวนมิติอยู่หนึ่งกำ

ผู้คุ้มกันสองคนวิ่งสวนมาพอดี ทั้งคู่ชะงักฝีเท้าพร้อมกัน

“เด็กนั่นมาจากไหน”

จูลี่ก้มมองแขนตัวเอง เมื่อพบว่ายันต์ซ่อนร่างหมดฤทธิ์แล้ว นางก็รีบยัดเทียนไล่ยุงเข้าแหวนมิติ

“จับนางไว้”

จูลี่หมุนตัวออกวิ่งทันที วิชาอื่นนางไม่เคยเรียน กระบี่บินก็ไม่เคยใช้ สิ่งเดียวที่หม่าซือเจียวสอนให้นางกับโจวหมิงก่อนเข้าดินแดนลับคือวิชาเท้าวายุ หรือที่หม่าซือเจียวเรียกติดปากว่าวิชาโกยหน้าตั้ง

พลังปราณไหลลงสู่ฝ่าเท้า ร่างเล็กพุ่งออกไปราวกับลูกธนู ผู้คุ้มกันสองคนเพิ่งวิ่งตามได้ไม่กี่ก้าว จูลี่ก็หายไปจากทางเดินแล้ว

“ทำไมวิ่งเร็วได้ขนาดนี้”

“นางไปทางไหน?”

“ทางประตูด้านข้าง”

เสียงตะโกนดังไปทั่วจวน ผู้คุ้มกันอีกหลายสิบคนรีบเข้ามาขวาง แต่ไม่ว่าพวกเขาจะล้อมจากทิศใด จูลี่ก็ลอดผ่านช่องว่างไปได้ทุกครั้ง

นางวิ่งข้ามลาน กระโดดข้ามถังน้ำ ก่อนมุดใต้แขนผู้คุ้มกันคนหนึ่งจนเขาคว้าได้เพียงอากาศ

จนกระทั่งเห็นว่าประตูด้านข้างอยู่ไม่ไกลแล้ว จูลี่เร่งฝีเท้าเต็มกำลัง ทว่าร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าโดยไร้สัญญาณเตือน

ชายชราในชุดคลุมยื่นมือออกมาอย่างง่ายดาย

คอเสื้อด้านหลังของจูลี่ถูกคว้าไว้ ร่างเล็กหยุดอยู่กลางอากาศทันที สองขายังโกยต่อไปอีกหลายครั้ง แต่ไม่อาจเคลื่อนไปข้างหน้าได้แม้แต่ครึ่งก้าว

ผู้อาวุโสผู้นี้อยู่ในระดับเหนือมนุษย์ สูงกว่านางถึงสองระดับ ต่อให้นางวิ่งเร็วกว่านี้อีกหลายเท่าก็หนีไม่พ้น

จูลี่หยุดดิ้น แล้วรีบชี้ไปทางเรือนคุมขัง “พวกเขาหนีไปทางนั้นเจ้าค่ะ”

ผู้อาวุโสชะงัก “ผู้ใดหนี?”

“คนที่ถูกขังไว้เจ้าค่ะ” จูลี่รีบชิงฟ้อง “พวกเขาหนีออกไปหมดแล้ว ทิ้งข้าไว้คนเดียว”

ผู้คุ้มกันที่ตามมาทันตะโกนขึ้น “ผู้อาวุโส เด็กคนนี้กำลังจะหนีออกจากจวนขอรับ”

“ข้าไม่ได้ลอบเดินเจ้าค่ะ” จูลี่แย้งทันที “ข้าเดินตามปกติ เพียงแต่พวกท่านมองไม่เห็นเอง”

“เจ้าใช่เด็กไร้ตบะที่เป็นศิษย์สายตรงของสำนักชิงเฟิงใช่หรือไม่”

จูลี่พยักหน้ารัว ๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนดังในจวนแห่งนี้

ผู้อาวุโสหรี่ตามองนาง “ในเมื่อคนอื่นหนีไปหมดแล้ว เหตุใดเจ้าไม่หนีตามไป?”

จูลี่ตอบโดยไม่ต้องคิด “ข้าหิวเจ้าค่ะ”

ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน

“เพราะหิวจึงไม่หนี?”

“เจ้าค่ะ ข้าจึงเดินออกมาหาอะไรกิน”

ผู้อาวุโสก้มมองใบหน้าเล็ก ๆ ตรงหน้า บริเวณริมฝีปากของนางยังมีคราบน้ำมันติดอยู่เป็นเงา ทั้งยังมีกลิ่นเนื้อตุ๋นลอยออกมาจาง ๆ

คำแก้ตัวฟังดูเหลวไหลอย่างยิ่ง แต่หลักฐานกลับชัดเจนเกินไป

ผู้คุ้มกันคนหนึ่งขยับเข้าไปมองป้ายหยกที่เอวจูลี่ ก่อนรีบกระซิบรายงาน

“ผู้อาวุโส นางเป็นศิษย์ของหม่าซือเจียวแห่งสำนักชิงเฟิงขอรับ เด็กหญิงที่เราตามหาคือคุณหนูใหญ่ตระกูลโม่ ผู้คุมหลัวก็พิสุจน์แล้วดูเหมือนจะไม่ใช่คนเดียวกันขอรับ”

“ทำไมถึงคิดว่าไม่ใช่คนเดียวกัน?” สิ่งที่ตระกูลขุนนางหวาดกลัวที่สุดคือความผิดพลาด พวกเขาเกลียดที่สุดคือการคาดเดา

“นางมีรากฐานปุถุชนขอรับ แล้วสายข่าวบอกว่าคุหนูใหญ่ตระกูลโม่อายุสิบขวบ มีพรสวรรค์ชั้นเลิศ หากมีชีวิตรอดจนถึงตอนนี้ น่าจะทะลวงชีพจรแล้วขอรับ”

ทุกคนหันมามองจูลี่อีกครั้ง

เด็กหญิงตรงหน้ามีอายุไม่เกินเจ็ดขวบ ตัวเล็ก อ้วนกลม สวมชุดศิษย์รับใช้ และดูอย่างไรก็ไม่มีพลังปราณแม้แต่น้อย

นอกจากเป็นสตรีเหมือนกันแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดตรงกันสักอย่าง

ผู้อาวุโสปล่อยคอเสื้อนางลง “นำตัวนางไปส่งคืนสำนักชิงเฟิง”

ผู้คุ้มกันตกใจ “ขอรับ”

ไม่ใช่คนเดียวที่พูดเช่นนี้ ดังนั้นเขาจึงรับคำอย่างง่ายดาย

จูลี่ยืนจัดคอเสื้อ ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง “ผู้อาวุโสสายตาเฉียบแหลมยิ่งนักเจ้าค่ะ” 

ผู้อาวุโสมองคราบน้ำมันข้างปากนางแล้วโบกมือ “รีบพาไป ก่อนหม่าซือเจียวจะตามมาถึงที่นี่”

“ขอรับ” ผู้คุ้มกันสี่คนรับคำพร้อมกัน ก่อนพาจูลี่ออกจากจวนทางประตูด้านข้าง

นางเดินตามไปอย่างว่าง่าย ไม่หันกลับมามองแม้แต่ครั้งเดียว

หลังจากคนกลุ่มนั้นจากไปได้ไม่นาน ชายชราคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งมาจากด้านในจวน ใบหน้าแดงก่ำ หนวดเคราสั่นระริก

“ปิดประตูจวน”

ผู้อาวุโสชุดคลุมขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น?”

“เรือนหลอมโอสถของข้าถูกปล้น”

“ของสำคัญหายหรือ?”

“ของสำคัญอยู่ในแหวนเก็บของ แต่ของที่เหลือถูกกวาดไปทั้งหมดเลย”

ผู้อาวุโสชุดคลุมถอนหายใจ “ในเมื่อไม่มีของสำคัญก็ช่างเถอะ”

“ช่างได้อย่างไร” ผู้อาวุโสเจ็ดตะโกนจนหนวดชี้ “มันเอาไปแม้กระทั่งโต๊ะ เก้าอี้ ม่านกั้นควัน กระถางธูป และเทียนไล่ยุง”

ผู้อาวุโสชุดคลุมชะงักไป

เมื่อครู่ตอนพบเด็กหญิงคนนั้น ในมือนางดูเหมือนจะถือเทียนไล่ยุงอยู่หนึ่งกำ

ผู้อาวุโสเจ็ดรีบถาม “พวกเจ้าพบผู้ต้องสงสัยบ้างหรือไม่?”

ทุกสายตาหันไปทางประตูด้านข้างพร้อมกัน

ผู้อาวุโสชุดคลุมเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา

“ข้าเพิ่งส่งนางกลับสำนักชิงเฟิง”