ตอนที่ 97
ตอนที่ 97
ผู้คุ้มกันทั้งสี่พาจูลี่ออกจากจวนไปได้ไม่ถึงหนึ่งลี้ เสียงตะโกนก็ดังไล่หลังมา
“หยุดเดี๋ยวนี้”
จูลี่หันกลับไปมอง เห็นผู้อาวุโสเจ็ดพุ่งมาจากกลางอากาศ ใบหน้าแดงก่ำ หนวดเครากระพือไปตามแรงลม ด้านหลังยังมีผู้อาวุโสชุดม่วงกับผู้คุ้มกันอีกกลุ่มตามมาติด ๆ
นางถอนหายใจเบา ๆ อีกนิดเดียวก็จะได้กลับสำนักแล้วแท้ ๆ
ผู้อาวุโสเจ็ดร่อนลงตรงหน้า ก่อนชี้นิ้วใส่นาง “พานางกลับไป”
จูลี่ถูกลากกลับมายังจวนตระกูลเว่ยอีกรอบ
คราวนี้นางถูกตรวจค้นอย่างละเอียดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กระเป๋าผ้าข้างเอวถูกเปิดดูจนหมด แม้แต่รองเท้าทั้งสองข้างก็ถูกถอดออกมาเคาะ
ของที่พบมีเพียงเมล็ดแตงหนึ่งกำ เศษขนมสองชิ้น และก้างปลา
ผู้อาวุโสเจ็ดหยิบก้างปลาขึ้นมา “เจ้าเก็บสิ่งนี้ไว้ทำอะไร”
“ใช้แคะฟันเจ้าค่ะ”
มือของผู้อาวุโสเจ็ดแข็งค้าง ก่อนรีบโยนก้างปลากลับเข้าไปในถุงเก็บของ
กระทั่งสายตาของผู้อาวุโสเจ็ดตกลงบนแหวนสีดำที่นิ้วของจูลี่
“ถอดแหวนนั่นออกมา”
จูลี่ก้มมอง ก่อนถอดส่งให้อย่างว่าง่าย
ผู้อาวุโสเจ็ดรับมาตรวจสอบ เขาส่งพลังปราณเข้าไปในแหวนหลายครั้ง แต่พลังทั้งหมดกลับไหลผ่านไปโดยไม่มีสิ่งใดตอบสนอง
ไม่มีค่ายกล ไม่มีพื้นที่เก็บของ ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของสมบัติวิเศษ
ดูอย่างไรก็เป็นเพียงแหวนสีดำธรรมดาวงหนึ่ง
ผู้อาวุโสเจ็ดพลิกดูอยู่หลายรอบ “แหวนนี่คืออะไร”
“แหวนสีดำเจ้าค่ะ”
“ข้ารู้ว่ามันเป็นแหวนสีดำ” ผู้อาวุโสเจ็ดสูดลมหายใจลึก “ข้าถามว่าเจ้าได้มาจากที่ใด”
“มีคนให้มาเจ้าค่ะ”
“ผู้ใดให้?”
จูลี่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “คนผู้หนึ่งเจ้าค่ะ”
“เหตุใดเขาจึงมอบให้เจ้า”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“เขามอบของให้เจ้า แต่เจ้าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด?”
เด็กหญิงพยักหน้า “รู้เพียงว่าเขาให้มาเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสเจ็ดจ้องนางอยู่นาน แต่ใบหน้าเล็กตรงหน้ากลับดูมึนงงยิ่งกว่าเขาเสียอีก
สุดท้ายจึงยื่นแหวนคืนให้อย่างหงุดหงิด
จูลี่สวมมันกลับเข้าที่เดิมทันที
ผู้อาวุโสเจ็ดกำลังจะสั่งให้ค้นตัวนางอีกรอบ พลันสังเกตเห็นคราบน้ำมันเล็ก ๆ ติดอยู่ข้างริมฝีปาก
เขาหรี่ตาลง ก่อนคว้ามือของนางขึ้นมาดม กลิ่นเทียนไล่ยุงยังติดอยู่บนนิ้วอย่างชัดเจน
“นี่คืออะไร”
จูลี่ก้มดมมือตนเองบ้างก่อนจะร้อง "อ้อ กลิ่นเทียนไล่ยุงเจ้าค่ะ”
“ข้ารู้” ผู้อาวุโสเจ็ดเริ่มปวดศีรษะ “เหตุใดกลิ่นจึงติดอยู่บนมือเจ้า”
“เพราะข้าเคยถือเจ้าค่ะ”
ดวงตาของผู้อาวุโสเจ็ดเป็นประกาย “เทียนอยู่ที่ใด”
“โยนทิ้งไปแล้วเจ้าค่ะ”
“โยนไว้ที่ใด”
“ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ" อยู่ในแหวนมิติ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน “จำไม่ได้แล้ว”
ผู้คุ้มกันคนหนึ่งรีบกล่าว “ผู้อาวุโส ตอนเห็นนางครั้งแรกยังเห็นนางถืออยู่ขอรับ”
“เห็นหรือไม่” ผู้อาวุโสเจ็ดชี้หน้าจูลี่ “เจ้ายังจะบอกว่าไม่เคยเข้าไปในเรือนหลอมโอสถของข้าอีกหรือ”
“ข้าไม่ได้บอกว่าไม่เคยเข้าไปเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสเจ็ดชะงัก
จูลี่กล่าวต่ออย่างสงบ “ท่านเพิ่งถามเรื่องแหวนกับเทียน ยังไม่ได้ถามว่าเคยเข้าเรือนหรือไม่”
“……”
ผู้อาวุโสชุดม่วงรีบเข้ามาแทรก ก่อนที่สหายของตนจะโมโหจนสติแตกเสียก่อน
“แล้วคราบน้ำมันบนปากเจ้ามาจากที่ใด”
จูลี่ยกมือเช็ดปาก “มีคนวางอาหารทิ้งไว้เจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าไม่มีผู้ใดกิน จึงคิดว่ากินได้”
“อาหารอะไร”
“ข้าวกับเนื้อเจ้าค่ะ”
“เจ้ากินไปมากเท่าใด”
จูลี่กางนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ออกจากกันเล็กน้อย
“นิดเดียวเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสเจ็ดมองระยะห่างระหว่างนิ้วของนาง ก่อนถามเสียงเย็น “แต่คนครัวรายงานว่าอาหารหายไปทั้งโต๊ะ”
“เช่นนั้นก็ต้องมีผู้อื่นกินด้วยเจ้าค่ะ”
“ผู้ใดกิน”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“ตอนนั้นมีเพียงเจ้าอยู่ที่นั่น”
“ข้ากินไปนิดเดียวจริง ๆ เจ้าค่ะ” จูลี่ลดมือลงแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “ส่วนที่เหลือน่าจะมีคนอื่นกินเจ้าค่ะ”
นางไม่ได้โกหก ส่วนของที่เหลือ อยู่ในแหวนมิติ คาดว่าพ่อบ้านอู่กับเจ้าหินคงกินไปแล้ว
ผู้อาวุโสเจ็ดกัดฟันแน่น แค่คาบน้ำมันติดปากไม่อาจบอกได้ว่าจูลี่เป็นคนยกของออกจากเรือนหลอมโอสถ อาจจะเป็นคนอื่น และจูลี่เป็นเบาะแสเดียว
เขาจึงเปลี่ยนคำถาม “ตอนเจ้าอยู่ใกล้เรือนของข้า เห็นผู้ใดบ้าง”
“ไม่เห็นเจ้าค่ะ”
“งั้นเอาใหม่ เจ้ารู้หรือไม่ใครกินอาหารที่เหลือ?”
คราวนี้จูลี่พยักหน้า “เห็นเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสเจ็ดกับผู้อาวุโสชุดม่วงสบตากัน “เป็นผู้ใด”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“หน้าตาเป็นอย่างไร”
จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “จำไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ”
“เสื้อผ้าเล่า”
“จำไม่ได้เจ้าค่ะ”
“รูปร่าง?”
“จำไม่ได้เจ้าค่ะ”
เส้นเลือดบนหน้าผากผู้อาวุโสเจ็ดกระตุก “แล้วเจ้าจำสิ่งใดได้บ้าง”
จูลี่ตอบทันที “ทั้งสามคนได้รับบาดเจ็บเจ้าค่ะ คนหนึ่งเหมือนขาหัก เดินไม่ค่อยสะดวก ส่วนอีกสองคนก็มีแผลตามตัว”
ผู้อาวุโสชุดม่วงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เป็นเจ้าแค่แซ่อู่ พ่อบ้านตระกูลโม่นั่น”
ผู้คุ้มกันที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบกล่าว “ตรงกันขอรับ ก่อนถูกขังพ่อบ้านอู่ได้รับบาดเจ็บแล้วคนที่เขาพาไปคนหนึ่งก็บาดเจ็บที่ขาข้างหนึ่ง ทั้งสามคนบาดเจ็บขอรับ”
ผู้อาวุโสเจ็ดหันไปถามจูลี่ “เจ้าบอกว่าสามคนนั้นอยู่ใกล้เรือนหลอมโอสถของข้า?”
“เจ้าค่ะ”
“พวกเขากำลังทำอะไร”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“เหตุใดจึงไม่รู้”
“เพราะข้าหิว ก็กินก่อน”
คำตอบนี้น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
อย่างน้อยก็ไม่มีผู้ใดสงสัยว่าเด็กหญิงตรงหน้าจะยอมทิ้งอาหารเพื่อติดตามชายแปลกหน้าสามคน
“แล้วเจ้าไปที่นั่นได้อย่างไร?” ท่ามกลางความวุ่นวาย เด็กคนหนึ่งเดินไปไกลถึงเพียงนั้น
“คนอื่นเดินออก ข้าก็ออกบ้างเจ้าค่ะ”
ผู้คุ้มกันอีกคนรีบเข้ามารายงาน “ผู้อาวุโส ตรวจสอบเรือนคุมขังแล้วขอรับ พ่อบ้านอู่กับคนทั้งสองหายตัวไปจริง ๆ ประตูไม่มีร่องรอยถูกทำลาย พวกเขาน่าจะเตรียมทางหนีเอาไว้ล่วงหน้า ส่วนห้องขังอื่น ๆ เหมือนจะเปิดออกหลังจากค่ายกลหยุดทำงานขอรับ”
หลักฐานทุกอย่างเชื่อมต่อกันทันที
พ่อบ้านอู่กับพวกได้รับบาดเจ็บตรงตามคำบอกเล่า
ทั้งสามหายออกจากเรือนคุมขังอย่างไร้ร่องรอย หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องที่บ่อปราณปฐพี รากปราณถูกขโมยหายไป จากนั้นของในเรือนโอสถของเขาก็หายไปทั้งหมด
ผู้อาวุโสเจ็ดกัดฟันกรอด ก่อนจะส่งเสียงคำรามอย่างดุร้ายออกมา “เจ้าคนแซ่อู่!!!!……”
ไม่มีใครคิดว่าความวุ่นวายทั้งหมดเป็นฝีมือเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบตรงหน้า ยิ่งไม่อาจเชื่อมโยงว่าผู้ที่สามารถดึงรากปราณปฐพีไปได้จะเป็นผู้ไร้ตบะคนหนึ่ง
จูลี่ยืนกุมมืออยู่ข้าง ๆ อย่างเรียบร้อย
ขณะเดียวกัน ภายในแหวนมิติ พ่อบ้านอู่กำลังนั่งอยู่หน้าไหสุราใบใหญ่
แขนเสื้อของเขาถูกพับขึ้นถึงข้อศอก มือหนึ่งถือทัพพี อีกมือหนึ่งโปรยสมุนไพรลงในไหอย่างระมัดระวัง
คนติดตามทั้งสองนั่งช่วยกันคัดผลไม้อยู่ข้าง ๆ แม้คนหนึ่งจะต้องเหยียดขาที่บาดเจ็บออกไป แต่สีหน้าของทั้งสามกลับเปี่ยมไปด้วยความสุข
“ท่านพ่อบ้าน สุราไหนี้ต้องหมักอีกนานเท่าใด”
“อย่างน้อยหนึ่งเดือน” พ่อบ้านอู่ตอบ “ผลไม้วิญญาณที่นี่คุณภาพดี หากหมักสำเร็จ รสชาติต้องไม่เลวแน่”
“ในที่สุดพวกเราก็ไม่ต้องหนีตายแล้ว”
“ใช่ ที่นี่ทั้งปลอดภัย ทั้งมีอาหาร ยังมีสมุนไพรกับเครื่องมือพร้อมสรรพ”
พ่อบ้านอู่มองไหสุราตรงหน้า ก่อนถอนหายใจอย่างมีความสุข
“หากคุณหนูไม่ไล่พวกเราออกไป ข้าอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตก็ยังได้”
ด้านนอก ผู้อาวุโสเจ็ดตบโต๊ะดังปัง
“ประกาศตามล่าเจ้าคนแซ่อู่กับพวกเดี๋ยวนี้ ต่อให้ต้องพลิกเมืองทั้งเมือง ก็ต้องลากตัวพวกมันกลับมาให้ได้”
ภายในแหวนมิติ พ่อบ้านอู่ยกทัพพีขึ้นชิมน้ำสุรา ก่อนพยักหน้าด้วยความพอใจ
เขายังไม่รู้เลยว่าทั้งเมืองกำลังจะออกตามล่าเขาในฐานะหัวขโมยที่สร้างความวุ่นวายให้ทั้งจวนตระกูลเว่ย แถมยังกวาดเอาแม้กระทั่งเทียนไล่ยุงไปจนหมดเรือน