ตอนที่ 98
ตอนที่ 98
สุดท้าย แม้ผู้อาวุโสเจ็ดจะยังไม่เชื่อว่าจูลี่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เมื่อค้นตัวนางซ้ำอีกหลายรอบแล้วยังไม่พบสิ่งใด
หากนางเป็นเด็กทั่วไป เขาคงตัดใจฆ่านางได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องมองสีหน้าใคร แต่เพราะจูลี่มีสถานะเป็นศิษย์สายตรงของสำนักชิงเฟิง หากสำนักชิงเฟิงรู้เข้า เรื่องคงไม่จบง่าย ๆ
ผู้อาวุโสชุดคลุมสีม่วงจึงออกคำสั่ง “ปล่อยนางกลับไป”
ผู้อาวุโสเจ็ดขมวดคิ้ว “แต่เรื่องในเรือนหลอมโอสถ”
“ตามหาเจ้าคนแซ่อู่ให้พบก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
ถึงไม่เต็มใจ ผู้อาวุโสเจ็ดก็ได้แต่สะบัดแขนเสื้อ หันไปสั่งผู้คุ้มกันเสียงแข็ง “ปิดตานางเสีย อย่าให้นางจดจำเส้นทางกลับมาที่นี่ได้”
จูลี่ยืนให้คนใช้ผ้าดำพันรอบดวงตาอย่างว่าง่าย ก่อนยกมือขึ้นถาม “เหตุใดต้องปิดตาข้าด้วยเจ้าคะ”
“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้” พูดจบผู้อาวุโสชุดม่วงก็รีบโบกมือ “พานางไป”
ผู้คุ้มกันสองคนรีบพาจูลี่ออกจากจวนทันที พวกเขาจงใจเปลี่ยนเส้นทางหลายครั้ง บางช่วงพานางขึ้นรถม้า บางช่วงเปลี่ยนเป็นกระบี่บิน ทั้งยังวนรอบภูเขาอยู่สองรอบเพื่อให้นางสับสน
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ผู้คุ้มกันจึงพานางลงจากกระบี่บิน วางไว้ข้างทางแล้วกล่าวว่า
“ยืนอยู่ตรงนี้ ห้ามเปิดผ้าปิดตาจนกว่าจะนับครบหนึ่งร้อย”
จูลี่พยักหน้า
“เจ้าค่ะ”
สิ้นเสียง ลมสองสายพัดผ่านร่าง ก่อนกลิ่นอายของผู้คุ้มกันจะหายไปอย่างรวดเร็ว
จูลี่ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง
“หนึ่งร้อย” ก็บอกให้นับครบหนึ่งร้อย ไม่ได้บอกให้นางนับตั้งแต่เลขไหน ดังนั้นนางไม่ผิด เมื่อคิดเข้าข้างตัวเองได้แล้ว นางจึงดึงผ้าปิดตาออก
หากคนของตระกูลเว่ยยังอยู่ คงได้โมโหจนกระอักเลือด เพราะสถานที่ที่พวกเขานำจูลี่มาทิ้งอยู่ห่างจากประตูสำนักชิงเฟิงเพียงไม่กี่ลี้
จูลี่มองยอดเขาที่คุ้นเคยอยู่ไกล ๆ ก่อนล้วงซาลาเปาลูกหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บของ กัดกินพลางเดินกลับสำนักอย่างอารมณ์ดี
คราวนี้นางได้กลับจริง ๆ เสียที หวังว่าคงไม่ต้องถูกจับกลับไปอีก
ทว่าจูลี่ไม่รู้เลยว่า ตระกูลเว่ยจะมีเวลามาจับตัวนางอีกได้อย่างไร เพราะรากปราณปฐพีที่เป็นรากฐานของตระกูลถูกขโมยไป จวนทั้งจวนจึงตกอยู่ในความโกลหล
พื้นดินใต้เรือนหลักเริ่มสั่นสะเทือน ตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นเพียงแผ่นดินไหวขนาดเล็ก จนกระทั่งค่ายกลรวมปราณทั่วทั้งจวนดับลงพร้อมกัน
แสงที่เคยไหลเวียนอยู่ตามเสาค่ายกลจางหาย บ่อน้ำปราณกลางจวนแห้งขอด สมุนไพรวิญญาณในแปลงโอสถพากันเหี่ยวเฉาด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
“หมดแล้ว หมดกัน หมดแล้วจริง ๆ” รองหัวหน้าตระกูลเว่ยร้องโหยหวน
“อย่าให้จับได้ว่าใครเป็นคนเอาไป ข้าจะสับมันเป็นหมื่นชิ้นเลยคอยดู” หัวหน้าตระกูลเว่ยคำรามลั่น
“ผู้ดูแลค่ายกลตรวจสอบหลายรอบแล้วขอรับ ใต้จวนไม่เหลือพลังปราณแม้แต่น้อยเลยขอรับ"
จนถึงตอนนี้ พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจ เหตุใดรากปราณถึงหายไป
รากปราณปฐพีไม่ใช่หัวไชเท้าที่ใครอยากถอนก็ถอนได้ มันเชื่อมต่อกับพื้นดินและหล่อเลี้ยงจวนตระกูลเว่ยมาหลายร้อยปี ต่อให้ยอดฝีมือระดับสูงลงมือ ก็ไม่อาจย้ายรากปราณทั้งสายไปโดยไม่ทำให้คนในจวนรู้ตัว
ไม่เพียงหายไป แต่ยังหายไปอย่างหมดจด ราวกับใต้จวนแห่งนี้ไม่เคยมีรากปราณอยู่มาก่อน หากไม่มีร่องรอยที่บ่อปราณปฐพี พวกเขาไม่มีทางเชื่อ
เมื่อไม่มีพลังปราณ ค่ายกลป้องกันก็ไม่อาจทำงาน เตาหลอมโอสถระดับสูงขาดพลังหล่อเลี้ยง ห้องฝึกตนทั้งหมดกลายเป็นห้องธรรมดา แม้แต่แปลงสมุนไพรที่สะสมมาหลายรุ่นก็เริ่มตายลงทีละแปลง
นี่ไม่ใช่เพียงการสูญเสียสมบัติชิ้นหนึ่ง แต่มันกระทบถึงรากฐานของตระกูลเว่ยทั้งตระกูล
ผู้อาวุโสชุดม่วงออกคำสั่งติดต่อกันหลายสิบคำสั่ง ทั้งให้คนเร่งขุดสมุนไพรวิญญาณออกจากแปลง ตรวจสอบค่ายกล ค้นหาความเสียหายใต้ดิน และเรียกสมาชิกสายหลักกลับมาหารือ
สุดท้ายทุกคนลงความเห็นตรงกันว่า จวนแห่งนี้ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยอีกต่อไป ตระกูลเว่ยจำต้องย้ายจวน
เพียงขนย้ายคนหลายร้อยชีวิต สมบัติหลายคลัง และแปลงสมุนไพรที่กำลังจะตายก็วุ่นวายมากพอแล้ว ยังต้องแบ่งคนอีกส่วนหนึ่งออกตามล่าพ่อบ้านอู่กับพวกซึ่งถูกกล่าวหาว่ากวาดของในเรือนหลอมโอสถไปจนหมด
ด้วยเหตุนี้ เรื่องของเด็กหญิงชุดศิษย์รับใช้คนหนึ่งจึงถูกโยนทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดมีเวลาและสนใจจะตามหานางอีก
ทางด้านสำนักชิงเฟิง บริเวณลานหน้าสำนักเต็มไปด้วยศิษย์หลายร้อยคน
เฟิงอู๋จี้ยืนอยู่บนบันได สีหน้าเคร่งเครียดผิดจากปกติ ด้านข้างมีหลินซางไห่และหม่าซือเจียวยืนอยู่ด้วย
โจวหมิงเพิ่งกลับมารายงานเรื่องจูลี่หายตัวไปได้ไม่นาน
หลังจากแยกกับนางในเมือง เขารออยู่ที่จุดนัดหมายจนพระอาทิตย์ตก แต่จูลี่ก็ไม่กลับมา ครั้นออกตามหาสอบถามไปทั่ว เมื่อมาถึงตรอกที่ร้างไร้ผู้คน พบเพียงเศษขนมตกบนพื้นเล็กน้อยเท่านั้น แล้วร่องรอยอื่น ๆ ก็หายไปทั้งหมด ราวกับคนทั้งคนหายไปในอากาศ
หลังจากค้นหากับโมเจียอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ เขาจึงมาแจ้งให้หม่าซือเจียวรู้
หม่าซือเจียวจึงเรียกรวมศิษย์สายในทันที
“แบ่งเป็นสิบกลุ่ม ค้นหาตั้งแต่เมืองไปจนถึงภูเขารอบนอก” เขากล่าวเสียงหนัก “หากพบร่องรอยแม้เพียงเล็กน้อย ให้ส่งสัญญาณกลับมาทันที ห้ามลงมือโดยพลการ”
โจวหมิงยืนอยู่แถวหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“อาจารย์ ให้ข้านำคนไปทางทิศใต้เถิดขอรับ ข้าเห็นรอยล้อรถม้ามุ่งไปทางนั้น”
เฟิงอู๋จี้กำลังจะตอบ พลันมีศิษย์เฝ้าประตูคนหนึ่งวิ่งเข้ามา “เจ้าสำนักขอรับ”
“พบร่องรอยแล้วหรือ”
ศิษย์คนนั้นหอบหายใจ ก่อนชี้กลับไปทางประตู
“ไม่ใช่ขอรับ นางกลับมาแล้ว”
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน
ร่างเล็กกลมในชุดศิษย์รับใช้กำลังเดินผ่านประตูสำนักเข้ามา ในมือข้างหนึ่งถือซาลาเปาที่เหลือเพียงครึ่งลูก อีกข้างลากกิ่งไม้ยาวมาตามพื้น
จูลี่เห็นคนจำนวนมากรวมตัวกันก็หยุดเดิน “มีงานอะไรหรือเจ้าคะ”
โจวหมิงเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไปหา เขาหมุนตัวนางตรวจดูตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “เจ้าไปอยู่ที่ใดมา ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ผู้ใดจับตัวเจ้าไป พวกมันทำอะไรเจ้าบ้าง”
จูลี่ถูกหมุนจนซาลาเปาแทบหลุดจากมือ นางรีบยัดส่วนที่เหลือเข้าปาก ก่อนใช้สองมือจับแขนเขาไว้
“ศิษย์พี่ ข้าเวียนหัว”
โจวหมิงหยุดทันที แต่ยังมองสำรวจนางไม่วางตา
นอกจากเสื้อผ้ามีฝุ่นเศษฟาง เศษใบไม้ กับกลิ่นอาหารหลายชนิดติดอยู่ตามตัว นางก็ไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหน
หม่าซือเจียวเดินเข้ามาถึงตัวนางด้วยสีหน้ามืดครึ้ม “เกิดเรื่องใดขึ้น”
“ข้าถูกจับไปเจ้าค่ะ”
“ผู้ใดจับเจ้า”
จูลี่ส่ายหน้า “ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“ไม่รู้?”
“พวกเขาคลุมหัวข้าแล้วพาไป ข้ามองไม่เห็นหน้า”
“แล้วพาเจ้าไปที่ใด”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวกดเสียงลง “แล้วเจ้ารู้อะไรบ้าง”
จูลี่นิ่งคิดอย่างตั้งใจ
“ที่นั่นมีข้าว มีขาหมู มีไก่ย่าง มีซาลาเปา แล้วก็มีขนมถั่วเจ้าค่ะ”
โจวหมิงยกมือกุมหน้าผาก
หลินซางไห่กระแอมเบา ๆ “นอกจากอาหาร เจ้ายังจำสิ่งใดได้อีกหรือไม่”
“มีกลิ่นสมุนไพรแรงมากเจ้าค่ะ มีเรือนหลอมโอสถ มีค่ายกลซ่อนสถานที่ แล้วก็มีคนเยอะ”
สีหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสามเปลี่ยนไปเล็กน้อย จับเบาะแสได้ว่าเป็นจวนของตระกูลใดสักตระกูลหรือไม่ก็สำนักเซียนเป็นแน่
เฟิงอู๋จี้ถามต่อ “เจ้าพอจะบอกทิศทางได้หรือไม่”
จูลี่หันกลับไปทางประตูสำนัก ก่อนชี้ไปทิศทางที่คนชุดดำจากไป
“พวกเขาพาข้าไปทางนั้นเจ้าค่ะ ตอนกลับพาข้าวนอยู่หลายรอบ แต่ช่วงหนึ่งข้าได้กลิ่นดอกหอมราตรี อีกช่วงได้ยินเสียงน้ำตก แล้วหลังจากลงจากกระบี่บินก็ได้ยินเสียงระฆังด้วยเจ้าค่ะ”
มุมปากของเฟิงอู่จี้ หลินซางไห และหม่าซือเจียวกระตุกพร้อมกัน ไม่ว่าจะจวนหรือสำนักใดบ้างไม่มีค่ายกล ไม่มีน้ำตก ไม่มีเรือนหลอมโอสถ สิ่งที่บอกเล่ามาแทบหาประโยชน์ใดไม่ได้เลย
จูลี่หยุดคิดอีกเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “น่าจะอยู่เลยภูเขาหินแดงไปไม่ไกลเจ้าค่ะ มีหินวิญญาณกับสมุนไพรเยอะแยะเลยเจ้าค่ะ”
เฟิงอู๋จี้ หลินซางไห่ และหม่าซือเจียวหันมองหน้ากันไปมา
ภูเขาหินแดงทางตะวันตกเฉียงใต้ ชัดเจนจนไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ เพราะมีเพียงตระกูลเดียวที่ตั้งอยู่ตรงที่แห่งนั้น
“ตระกูลเว่ย” หลินซางไห่เอ่ยเสียงเย็น
หม่าซือเจียวกำหมัดแน่น “คนพวกนั้นกล้าจับศิษย์ของข้า?”
เฟิงอู๋จี้ยกมือห้ามเขา “ถามให้จบก่อน”
จากนั้นจึงก้มลงมองจูลี่ “เหตุใดพวกเขาจึงจับเจ้าไป”
“เขาสงสัยว่าข้าเป็นคนตระกูลโม่เจ้าค่ะ”
“แล้วทำไมเจ้ารอดออกมาได้”
“พวกเขาไม่สงสัยแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้ารู้แล้ว แต่หมายถึงทำไมถึงปล่อย ทำไมไม่สงสัยแล้ว ก็เล่ามาทีเดียวสิ ให้ถามประโยคตอบประโยคอยู่ได้” หม่าซือเจียวอยากจะดึงทึ้งหัวของตัวเองเหลือเกิน เขาสาบานแล้วว่าคราวหน้าจะไม่มีวันรับเด็กที่อายุต่ำกว่าสิบขวบเป็นศิษย์อีกแล้ว