สินสอด!
สินสอด!
แทบในทันทีหลังจากนั้นบ่าวไพร่สองคนแรกก็ประคอง ‘สิ่งของเบิกทาง’ ชิ้นแรกเข้ามา
มันคือต้นปะการังสีแดงใต้ทะเลลึกที่สูงท่วมหัวคน สลักเสลาอย่างประณีตไร้รอยตำหนิ แสงตะวันที่ตกกระทบทำให้มันส่องประกายสีเพลิงราวกับจะแผดเผาทุกสายตา
ตามมาด้วยบ่าวอีกนับสิบคนที่ทยอยแบกหีบไม้กฤษณาฉลุลายมงคลเข้ามา ทันทีที่หีบแต่ละใบถูกวางลงบนพื้นโถงเรียบร้อย ก็ถูกเปิดฝาออกพร้อมกัน เพราะผู้ที่นำมันมาต้องการโอ้อวดให้ทุกคนได้เห็น
บังเกิดแสงสีทองอร่าม และแสงหยกเจิดจ้าพวยพุ่งออกมาจากหีบเหล่านั้น จนคนในโถงต้องเบือนหน้าหนีไปชั่วแล่น
ทองคำแท่งบริสุทธิ์กองเป็นภูเขาเลากา เครื่องประดับระยิบระยับ และไข่มุกเม็ดโตเท่ากำปั้นเปล่งแสงนวลตา จนห้องโถงที่เคยสว่างไสวคล้ายมืดมนมัวหมองไปถนัดตา
อย่าว่าแต่สามพ่อแม่ลูกสามัญชนคนสกุลเยี่ยจะเกือบล้มพับ ขนาดเจ้าบ้านสกุลเฉวียนสายรองทั้งสองยังขาสั่น เฉวียนเค่อซึ่งความจริงมีอาการเมาค้างสะลึมสะลือ ยามนี้ถูกแสงสะท้อนระยิบระยับเข้าตา สร่างเมาหมดจดแทบในทันที
ทว่าความน่าประหวั่นพรั่นใจยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อหัวหน้าพ่อบ้านกางม้วนเทียบสินสอดสีแดงผืนยาวลากพื้นออกมา
และเพราะขบวนสินสอดซึ่งใช้บ่าวถึงสองร้อยแปดสิบแปดคนของฉินอ๋อง ระหว่างเดินทางมาเคหาสกุลเยี่ยย่อมเรียกสายตา ความสนใจจากเหล่าชาวบ้านชาวเมืองจนไม่เป็นอันทำมาหากินหรือสัญจร แน่นอนมีคนไม่น้อยมายืนออรอดูกันเต็มถนน
ยามหัวหน้าพ่อบ้านเริ่มขานรายการสินสอด ก็ไม่ลืมใช้เสียงดังตามที่เจ้าเหนือหัวทรงรับสั่งไว้ เพราะพระองค์ประสงค์ให้มันก้องกังวานไปยันลานหน้าเคหา กระแทกรูหูให้ทุกคนได้รับรู้โดยทั่วกัน
“สินสอดจากฉินอ๋องหยางเว่ยไหล พระปิตุลาในองค์จักรพรรดิสำหรับสู่ขอคุณหนูใหญ่สกุลเยี่ย มีรายการดังต่อไปนี้...”
นั่นเพราะหยางเว่ยไหลต้องการแสดงให้เห็นว่า หญิงสาวนางนี้มีค่าถึงเพียงไหน ยังต้องการให้เรื่องราวของตนเป็นที่โจษจัน
“ก้อนทองคำ สองแสน เก้าหมื่น เก้าพัน เก้าร้อย เก้าสิบเก้าตำลึง!”
และแค่การอ่านสินสอดรายการแรกเริ่มต้น ก็ทำเอาผู้คนหูอื้อตาลาย
บุรุษผู้นี้มั่งคั่งถึงเพียงไหน แค่แต่งเจ้าสาวสามัญชนกลับคล้ายขนเอาทรัพย์สินมาละลายเล่น!
ขณะผู้คนกำลังตกตะลึงพรึงเพริด ระคนรอลุ้นระทึกนึกเดาว่าสินสอดรายการต่อๆ ไปจะยังมีสิ่งใดให้ตระการตาอยู่อีก ฉินอ๋องหยางเว่ยไหลกลับเหยียดยิ้มกลั้นไม่ไหว
เพราะเขาเผลอนึกถึงยามนางประกาศเจตนา ว่าต้องการเอาสินสอดกลับคืนมาจากครอบครัว
ตัวเขามิได้เคร่งเครียดเรื่องทรัพย์สินแค่เท่านี้เลย ต่อให้ต้องเสียไปทั้งหมดยังไม่เป็นไร เพราะมันช่างคุ้มค่ายิ่งแล้วกับการได้สตรีน่าสนใจอย่างนางมาไว้ข้างกาย
แล้วการอ่านสินสอดรายการต่อไป...และต่อๆ ไปก็ตามมา
“ตั๋วเงินไม่จำกัดมูลค่า ประทับตราพยัคฆ์ทองคำเก้าสิบเก้าฉบับ!”
“โฉนดที่ดินและร้านค้าในย่านการค้าเมืองหลวง เก้าแห่ง!”
“ผ้าไหมใยนภาเก้าร้อยเก้าสิบเก้าพับ!”
“กวานนกหลวนสยายปีกห้าหางถักทอง ประดับไข่มุกล้อม!”
แต่ละรายการที่ถูกขานออกมานั้นทำเอาแต่ละคนที่ได้ยินได้ฟังปากกว้างขึ้น...กว้างขึ้น จนกรามแทบค้าง กระทั่งสองสามีภรรยาตระกูลเฉวียนซึ่งนับว่าฐานะล่ำซำยังสั่นไปทั้งร่าง
ทั้งตกใจในเรื่องราวคาดไม่ถึง ทั้งอยากได้ ทั้งเสียดาย
เสียดาย ณ ที่นี้หมายถึงทั้งบรรดาสมบัติซึ่งต้องกลายมาเป็นสินสอด ทั้งอดีตว่าที่ลูกสะใภ้ ซึ่งคงมีอะไรดีเลิศพอจนฉินอ๋องยอมทุ่มเทให้ขนาดนี้!
กำลังคิดว่าจะต้องหาทางกราบทูลโน้มน้าว แต่ก็กลัวประสบชะตากรรมเช่นนางเยี่ยกู้ซื่อ จังหวะที่กำลังชั่งใจ บุตรชายผู้คล้ายจะยังไม่สร่างเมาดีของพวกตนกลับละล่ำละลัก
“ทะ...ท่านอ๋อง…”
เฉวียนเค่อเอ่ยออกไปแล้วก็ลอบมองบุรุษสูงศักดิ์อย่างระมัดระวัง
“ของพวกนี้... ไม่มากเกินไปสำหรับสตรีสามัญชนหรือพ่ะย่ะค่ะ อีกประการครอบครัวนางจะสามารถหาสิ่งใดมาเป็นสินเดิมได้ไหวกันเล่า กระหม่อมยังเกรงว่า---”
“ไม่มีสิ่งใดมากเกินไปสำหรับซีเอ๋อร์ของข้า และสินเดิมที่ล้ำค่ามหาศาลข้าก็ได้มันมาแล้ว ซึ่งก็คือตัวนางนี่อย่างไร”
ก่อนคนพูดขัดผู้อื่นเป็นนิสัย ซ้ำยังพูดจาได้ไหลลื่นไปเรื่อยเสียด้วย จะอนุญาตให้บุรุษที่แค่เห็นหน้าก็ชวนหงุดหงิดได้เอ่ยต่อ
“เจ้าเกรงอะไร ไหนว่าให้จบ”
“พ่ะ...พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเกรงว่าหากฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้เข้าอาจไม่พอพระทัย จึงอยากให้ท่านอ๋องโปรดทบทวน...”
แม้จะพูดจาติดขัดไปบ้าง เสี่ยงตายไปบ้าง แต่ก็นับว่าลูกชายเอ่ยนำร่องได้ดี ฝ่ายบิดามารดาสกุลเฉวียนจึงรีบเสริมเติมต่อ
“ตามที่ลูกชายของกระหม่อมกล่าวพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องเป็นถึงพระปิตุลาซึ่งฝ่าบาททรงเคารพรักยิ่ง การวิวาห์ของพระองค์จึงเป็นเรื่องใหญ่และสลักสำคัญนัก แล้วทรงด่วนตัดสินพระทัยเช่นนี้ ไม่ดีต่อทั้งองค์เองและฝ่าบาทเลยนะพ่ะย่ะค่ะ พวกเราสกุลเฉวียนห่วงใยพระองค์ยิ่งนัก โปรดทรงลองตรองดูอีกครั้งเถิด”
มั่นใจว่าหากเรื่องนี้มีการหารือและเห็นชอบจากราชสำนัก จะต้องมีการประกาศ หรืออย่างน้อยก็ต้องมีข่าวเล่าลือลอยมาเข้าหูบ้าง
รวมกับนิสัยหุนหันพลันแล่นเอาแน่เอานอนมิได้ของบุรุษผู้นี้ เขาจึงมั่นใจมากว่าเบื้องบนต้องยังไม่เห็นชอบ
อาจยังไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ
จึงอยากพยายามรักษาสมบัติหายากซึ่งถูกเอามาผลาญเล่นเกินจำเป็นเอาไว้ และลองรักษาว่าที่คู่หมายของลูกชาย เพราะกว่าจะคัดเลือกได้มาก็ยากลำบากเอาการ
ในบรรดาสตรีสามัญชน เยี่ยวั่งซีเป็นตัวเลือกที่ดีและเหมาะสมที่สุดแล้ว...
ขนาดฉินอ๋องยังอยากได้นางเอาไว้เลย หากสุดท้ายตระกูลเฉวียนได้สตรีผู้นี้มาแต่งเข้า พวกเราจะได้ตัวเสริมบารมีชั้นดี!
“นี่พวกเจ้าจะมารู้พระทัยหลานชายข้ามากกว่าข้าได้อย่างไร…”
แต่แน่นอน...ในบรรดาเชื้อพระวงศ์ ฉินอ๋องหยางเว่ยไหลผู้นี้ก็เป็นตัวเลือกที่เลวร้าย ซึ่งไม่มีใครอยากจะรับมือด้วยเป็นที่สุดแล้วเช่นกัน!!
“เจ้าน่ะ มีนามว่าอย่างไรนะ” หยางเว่ยไหลถามขณะมองไปทางเฉวียนเค่อ เจ้าตัวผู้ถูกลืมถึงกับอึ้งไม่น้อย
เพราะสมัยก่อนตนมักไปที่ตำหนักฉินอ๋องพร้อมครอบครัวบ่อยครั้ง ทรงกลับจดจำเขามิได้หรือนี่!
“ผู้น้อยเฉวียนเค่อพ่ะย่ะค่ะ” ตอบนอบน้อม แม้ในใจจะกำลังคิดสงสัยจาบจ้วง
อายุเพียงสามสิบห้ากลับขี้หลงขี้ลืมเสียแล้ว? หรือเพราะความบ้าบิ่นเกินไปทำให้สมองคนผู้นี้มีปัญหา
“อ้อ...ข้าจำได้แล้ว เมื่อก่อนตอนใกล้แตกเนื้อหนุ่มเจ้าเคยมาที่ตำหนักข้าอยู่บ่อยครั้ง”
เฉวียนเค่อยิ้มเต็มใบหน้า ความมั่นใจฟื้นฟูกลับมาอย่างไว ตลอดช่วงชีวิตของเขาไม่มีช่วงไหนที่เขาไม่โดดเด่น ตอนเด็กก็น่าเอ็นดูเฉลียวฉลาด ยามเข้าวัยแรกรุ่นก็สง่างามเฉิดฉาย ไม่มีทางจะอยู่นอกสายตาของผู้ใด
“เป็นเกียรติยิ่งนักที่ทรงจดจำกระหม่อ---”
“เพราะตอนนั้นองครักษ์ของข้าแกล้งเจ้าเล่นหนักมือไป เจ้าถึงกับมาฟ้องข้าหน้าบิดเบี้ยว หากก็เอาแต่ร้องไห้จนขี้มูกไหลเข้าปาก ทีแรกข้าก็เลยนึกหน้าเจ้าไม่ออก”
“ฮะ...ฮ่า...กระหม่อมไปเข้าเฝ้าพระองค์ตั้งหลายครา แต่กลับจดจำได้เพียงเรื่องนี้...” เฉวียนเค่อไม่เพียงหัวเราะแห้งแล้ง ยังพึมพำแผ่วเบาราวยุงบินผ่าน
รู้สึกเหมือนบุรุษผู้นี้ตั้งใจจะประจานตนอย่างไรอย่างนั้น!
***
ก็ใช่ไง555