เงินรางวัลของหม่อมฉัน
เงินรางวัลของหม่อมฉัน
“หมายถึงเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
และเมื่อนางถามกลับมา ด้วยสุ้มเสียงซึ่งยังคงพยายามให้ฟังเหมือนเด็กหนุ่ม เขาจึงต้องกลบเกลื่อนพร้อมตัดสินใจว่าต้องทำให้การปลอมตัวและพูดจาเลื่อนเปื้อนไปเรื่อยของนางยุติลง
“ข้าหมายถึงเหตุใดเจ้าจึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษ”
นัยน์ตาคนถูกจับได้ไหวระริก แต่ก็ยังคงตอบออกมาฉาดฉาน
“ก็อย่างที่แจ้งว่ากระหม่---หม่อมฉันหลบหนีครอบครัวมาจึงจำต้องปลอมแปลงตัวตน อีกประการ...มันคงไม่งามอย่างมากหากสตรีจะมาในสถานที่อโคจรเช่นนี้”
เจ้าของ ‘สถานที่อโคจร’ กระตุกยิ้ม ก็ว่าเหตุใดรู้สึกคุ้นเคยนัก ที่แท้ก็เป็นนางนี่เอง
“สตรีที่ขนาดไปอารามก็ยังทำเรื่องบัดสี แอบชมดูผู้อื่นเปลือยกายแช่น้ำ ไม่เห็นจะแปลกหากจะอยากมาเที่ยวสถานที่อโคจรนี่ต่อ”
มือซึ่งประสานไว้เบื้องหน้าของเยี่ยวั่งซีถึงกับกระตุกพร้อมหางคิ้ว ทว่าเลือกเล่นงิ้วทำไม่รู้เรื่องต่อไป
“หม่อมฉันไม่เข้าใจว่าทรงหมายถึงใคร”
“ไขสือไปก็เท่านั้น ข้าไม่มีทางจำหน้าสตรีวิตถารซึ่งจ้องมองของลับของข้าตาไม่กะพริบผิดไปได้หรอก”
“คนวิตถารมันคือพระองค์ต่างหากเล่า!”
ทันทีที่รู้ตนว่าเผลอติดกับคนมากเล่ห์ ใบหน้าของนางก็เริ่มก่ำแดงด้วยความเจ็บใจระคนอับอาย
แต่ทุกอย่างก็ยิ่งเลวร้าย เมื่อภาพ ‘หัวมังกร’ ที่อุตส่าห์พยายามลืมแทบตาย ได้ย้อนคืนกลับเข้ามาฉายอยู่กลางความทรงจำอีกครา!
“ผู้ที่ยืนเปิดของลับให้ผู้อื่นชมดูด้วยท่าทางไร้สะท้าน ชนิดที่หม่อมฉันไม่เคยพบพานมาก่อน คนผู้นั้นต่างหากเล่าที่เหมาะกับคำว่าวิตถาร”
“ข้าก็ไม่เคยพบพานสตรีที่ชอบดูของลับของผู้อื่นเช่นกัน”
“หม่อมฉันไม่ได้ชอบ!”
“และข้าผู้นี้ก็เป็นบุรุษแสนใจกว้าง แม้จะกระดากอายแทบตายแต่ก็เห็นแก่สตรีที่มายืนเมียงมองยามกำลังแช่น้ำ มิอาจตีความเป็นอื่นนอกจากนางคงอยากตื่นตาตื่นใจ ก็เลยอยากช่วยสานปรารถนาให้เท่านั้นเอง”
เยี่ยวั่งซีแทบอยากจะ ‘ถุยๆๆๆ’ ให้บุรุษหน้าไม่อาย แต่ไหนเลยจะทำตนหยาบคายได้ถึงเพียงนั้น เอาเข้าจริงที่นางทั้งเถียงทั้งต่อว่าคนผู้สูงศักดิ์อย่างเสียเปล่าได้มาจนถึงตอนนี้ ก็นับว่าปาฏิหาริย์ยิ่งแล้ว
แล้วดูจากนิสัย...ยิ่งเถียงก็ยิ่งเข้าทาง ยิ่งแสดงท่าทางต่อต้านก็ยิ่งเพิ่มความสำราญ ควรรีบตัดรำคาญให้พ้นๆ ไป
“ก็เหมือนกับคนเมาที่มักไม่รู้ตนเอง เช่นนั้นก็ช่างมันไปเพคะ มาว่าเรื่องสำคัญอย่างเงินรางวัลของหม่อมฉันกันเถิด”
นางเผลอยืดตัวขึ้น กอดอกตีหน้าขึงขังด้วยความเคยชินยามพูดเรื่องจริงจัง
“ที่พระองค์สั่งให้คนจับตัวหม่อมฉันมา แล้วคาดคั้นเหมือนจับคนคดโกงนี่ คงมิใช่คิดเบี้ยวกันใช่หรือไม่เพคะ”
เป็นครั้งแรกที่รอยยิ้มของพระองค์ เริ่มดูคล้ายจะเป็นรอยเหยียดหยัน
“แม้ข้าจะไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงสักเพียงไร แต่มันก็น่าอายเกินกว่าจะปล่อยให้เงินแค่นั้นมาทำให้ตนเองต้องมัวหมอง”
นางแทบจะตาถลนให้การใช้คำว่า ‘เงินแค่นั้น’ กับสามแสนตำลึง
ยามนั้นเยี่ยวั่งซีจึงยิ่งกว่าแน่ใจ...บุรุษผู้นี้มิเพียงมั่งคั่งมากบารมีสมเป็นท่านอาที่จักรพรรดินับถือสุดพระทัย เขายังคือผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดินต้าหยางตามเสียงเล่าอ้างเป็นแน่แท้
อันที่จริงหลักฐานมันก็ประจักษ์ถนัดตา เพราะแม้นางจะไม่รู้จักของทุกอย่างในห้องทำงานแสนโอ่อ่าแห่งนี้ แต่ก็แน่ใจว่าทุกชิ้น...ทุกอย่างต้องราคาแพงหูฉี่
ซึ่งหญิงสาวก็คิดได้ถูกต้อง เพราะขนาดพื้นของที่นี่ยังถูกปูด้วยหินอ่อนลายเมฆครามขัดเงาวับจนสะท้อนภาพเครื่องเรือนหรูหรา ใจกลางห้องคือโต๊ะทำงานตัวใหญ่ตัดแต่งจากไม้หวงฮวาหลีหลายร้อยปี กลิ่นหอมสะอาดของเนื้อไม้ตัดกับกลิ่นกฤษณา ที่ลอยเอื่อยมาจากกระถางกำยานทองคำหล่อลายพยัคฆ์
ยังไม่พอ...ด้านหลังโต๊ะทำงานราคาแพงกว่าเคหาคนสามัญทั้งหลังคือเก้าอี้พนักวางแขนทองคำบริสุทธิ์ บุด้วยขนสัตว์หน้าหนาวสีขาวราวกับหิมะ ดูตัดกันอย่างงดงามน่าเกรงขาม บนโต๊ะก็มีแท่นฝนหมึกซึ่งเจียระไนจากหยกดำเนื้อแก้ว พู่กันประดับมุก ขยับไปด้านข้างมีฉากกั้นห้องขนาดใหญ่ที่ปักด้วยดิ้นทองแท้เป็นรูปปักษาสยายกรงเล็บ
ละลานไปหมดจนเริ่มตาลาย จนเยี่ยวั่งซีเลิกกวาดสายตา ชักไม่แน่ใจแล้วว่านี่มันแค่ห้องทำงานในบ่อนหรือพิพิธภัณฑ์สมบัติแห่งแผ่นดินกันแน่...
“เช่นนั้นก็จ่ายให้หม่อมฉันมาแต่โดยดีเถิดเพคะ”
***
เอ้ออย่ามาบิดนะ น้องไม่ลืม
E-Book Dek-D เล่มเดียวจบ วางแผงแล้วนะคะ