รวมคนใหญ่คนโตแห่งต้าหยาง
รวมคนใหญ่คนโตแห่งต้าหยาง
ในชาติก่อนนางมีวาสนาพบเชื้อพระวงศ์อยู่บ้างคือบรรดาองค์หญิง พี่สาวน้องสาวของฝ่าบาท แต่ก็หาได้มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ เพียงเห็นกันในงานเลี้ยงที่นางต้องติดตามสามีไม่เอาไหนไปในฐานะภรรยาเอก
การพบญาติผู้ใหญ่ฝ่ายสามีวันนี้ ฟังว่าเป็นพิธีที่จัดขึ้นอย่างส่วนตัวตามความต้องการของฉินอ๋องและฝ่าบาท จะมีเฉพาะคนสนิทเท่านั้น ผู้ที่นางกำลังจะได้เข้าเฝ้าจึงได้แก่ โอรสสวรรค์ ฮองเฮา และไทเฮา
แค่สามพระองค์...แต่ก็ยิ่งใหญ่คับราชวัง
ชาวบ้านสามัญชนอย่างที่นางเคยเป็น อย่าว่าแต่จะได้เข้าเฝ้า แค่ได้รับเสด็จ ชมบารมีเชื้อพระวงศ์ระดับสูงขนาดนี้อยู่ไกลๆ ยังไม่แน่ว่าวาสนาจะพาไปถึง
ความจริงที่ตอกย้ำมันจึงยิ่งทำเอาหายใจไม่ทั่วท้อง...
“เจ้าทราบหรือไม่...ญาติผู้ใหญ่ของสามีที่เจ้ากำลังจะได้เข้าพบ ทุกคนอายุน้อยกว่าสามีผู้นี้ของเจ้าหมดเลย”
คำกล่าวน้ำเสียงยานคางพาให้ฉุกคิด จักรพรรดิน้อยครองราชย์ตอนเจ็ดขวบ ยามนี้ต้องอายุเท่ากับนาง และฟังว่าเฉวียนฮองเฮาอ่อนกว่าราวหนึ่งปี
ก่อนนางจะตัดสินใจ ถามเจ้าของวรกายองอาจขณะได้พระองค์ช่วยประคับประคองลงรถม้า
“กระทั่งไทเฮาก็อายุน้อยกว่าท่านอ๋องอีกหรือเพคะ”
เพราะอดีตจักรพรรดิอายุมากกว่าฉินอ๋องนับสิบปี นางจึงไม่แน่ใจว่าภรรยาจะอยู่ในวัยไหน
“ใช่...หากจำไม่ผิดพระนางเกิดทีหลังข้าสี่ฤดูกาลเห็นจะได้”
“………”
ได้ฟังทีแรกนางย่อมตกใจ แต่เมื่อลองนึกตรึกตรองตาม ยามมองสีหน้าเหนื่อยหน่ายของผู้ซึ่งมักยิ้มยั่วยียวนกันไปด้วย ก็เกือบกลั้นหัวเราะแทบไม่ทัน
หรือที่ใครต่างบอกว่าแท้จริงฉินอ๋องคือผู้ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดในราชสำนัก เป็นเพราะเขาสูงวัยกว่าผู้ใด...
“ข้ารู้นะว่าเจ้ากำลังคิดอะไร” หยางเว่ยไหลทำเป็นหรี่ตา ปรายมองนางไวๆ ก่อนจะแสร้งตวัดไปทางอื่นเมื่อหญิงสาวปล่อยเสียงหัวเราะออกมาหนึ่งคำรบ
แต่ไม่ทันไรก็หันศีรษะกลับมา มองรอยยิ้มเต็มใบหน้าจนตาหยีของนาง ริมฝีปากของเขาก็พลันคลี่แย้มกว้าง
แม้จะชอบหน้าตาตลกๆ ตอนนางตกใจ และใบหน้ากรุ่นโกรธจนบิดเบี้ยวยามถูกแกล้ง แต่สีหน้าตอนหัวเราะและยิ้มเต็มที่อย่างตอนนี้ ก็น่าเอ็นดูดีมิใช่น้อย
สงสัยต้องคอยทำให้ยิ้มให้หัวเราะบ่อยๆ หน่อยเสียแล้ว...
“ไปกันเถอะ หากช้ากว่านี้เราอาจจะสาย”
ร่างสูงกล่าวพลางยื่นแขนไปให้นางเกาะกุม ส่วนหญิงสาวตอบ ‘เพคะ!’ เสียงเริงร่า ความกลัวความประหม่าถูกเรื่องลำดับอายุที่หยางเว่ยไหลตั้งใจเล่าให้ฟัง ปัดเป่าไปจนสิ้น
*
*
หลังคู่สามีภรรยาใหม่ถวายความเคารพตามราชพิธีการ นางก็ถูกจัดให้นั่งอยู่ข้างเคียงฉินอ๋องผู้เป็นสวามี ฟังเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายสนทนาระหว่างรอร่วมรับประทานอาหารไปพลาง
โดยพยายามไม่เหลือบมองไปทางสายตาซึ่งคล้ายจะทิ่มแทงมาในบางจังหวะ
เจ้าของสายตาไม่ค่อยเป็นมิตรนั้นย่อมเป็นฮองเฮาอย่างไม่ต้องสงสัย
ได้ยินว่ายามพระนางยังเยาว์ เฉวียนเค่อเคยเป็นเพื่อนเล่นอยู่บ่อยครั้งเพราะทั้งสองอายุไล่เลี่ย ดังนั้นแม้จะเป็นญาติสายรอง แต่ก็พอมีน้ำหนักในใจกระมัง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระนางจะต้องไม่พอพระทัยอยู่บ้างเป็นแน่...
แต่แล้วอย่างไรเล่า เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรนางก็จะปฏิเสธการหมั้นหมายกับสวะแซ่เฉวียนอยู่แล้ว ย่อมไม่มีทางเลี่ยงกระแสความไม่พอใจนี้ไปได้
และการเป็นสตรีสามัญชนซึ่งกล้าดีผลักไสญาติสายรองของฮองเฮา กับได้เป็นหวางเฟยเพราะไม่แต่งเข้าสกุลเฉวียน คงไม่ต้องบอกว่าทางไหนประเสริฐกว่า
หากอยากจะเอาเรื่องกันให้ได้ก็ต้องเสี่ยงเป็นศัตรูกับสวามีผู้ยิ่งใหญ่เหลือเกินของนางไปด้วย ไหนจะสวามีของตนเองที่เคารพรักสวามีนางดั่งราชบิดาอีก อยากสร้างปัญหาด้วยการมีปัญหากับนางก็ลองดู
ตระหนักได้ดังนั้นนางก็ดื่มชาอย่างสบายใจและสำรวม คิดไม่ผิดเลยว่าเพียงอยู่ให้เงียบ เรียบร้อยทั้งกิริยาวาจา ทุกอย่างก็น่าจะผ่านไปด้วยดี
ทุกความสนใจย่อมต้องมุ่งไปที่ฉินอ๋องอยู่แล้ว นอกจากฮองเฮาใครเล่าจะมาสนใจสตรีจากตระกูลที่ไม่มีอำนาจ หรือผู้ใดหนุนหลังอยู่เลยอย่างนางกัน
“เราขอถามท่านอาหญิงบ้าง ท่านเจอกับเสด็จอาของเราได้อย่างไร ช่วยเล่าให้ฟังจะได้หรือไม่”
เสียเมื่อไหร่เล่า!!
อยู่ๆ ฝ่าบาทก็ตรัสถามขึ้นระหว่างมื้อกลางวันที่ทุกคนกำลังผลัดกันสนทนาอย่างครื้นเครง ทุกสรรพเสียงจึงเงียบลงทันใด ทุกสายตาก็ย้ายมาจับจ้องนางเป็นจุดเดียว
***
น้องจะไม่หยอง ก็ผัวน้องมันยิ่งหญ่ายย
E-Book เล่มเดียวจบ วางแผงแล้วนะคะ พร้อมแล้วทั้งที่ Meb , Dek-D เลือกตามช่องทางที่สะดวกได้เลยค่ะ