ไม่พอพระทัย
ไม่พอพระทัย
“ภรรยากระหม่อมมีอาการไม่สบาย จึงไม่อาจออกมาให้การรับรองท่านอ๋องและชายา กระหม่อมต้องขอประทานอภัย”
ยามฟังที่บิดากราบทูลสวามี เยี่ยวั่งซีก็ไม่แน่ใจว่าพระองค์จะมองออกเช่นกันหรือไม่ เรื่องที่ท่านพ่อกำลังมีอาการกังวล ดูกระวนกระวาย
ลักษณะนี้ไม่ต้องสงสัยว่าแท้จริงท่านแม่หาได้เจ็บป่วยแต่เลือกจะหลบเลี่ยง ซึ่งท่านพ่อก็คงไม่พอใจ ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่สุดท้ายก็ทำอะไรมิได้ ในเมื่อท่านแม่ไม่ยินยอมออกมา
“หืม...แม่ยายของข้าเป็นอะไร ต้องการหมอหลวงหรือไม่”
“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ห่วงใย กระหม่อมซาบ---”
“อ่า...แต่คิดอีกทีช่วงนี้หมอหลวงงานรัดกุมนัก น่าจะมิได้”
บิดาของเยี่ยวั่งซีเกือบกลืนคำว่า ‘ซาบซึ้ง’ กลับลงคอแทบไม่ทัน รีบปรับถ้อยคำเสียใหม่
“กระหม่อมทราบแล้ว ต้องขอบพระทัยในความห่วงใยอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
ขณะบิดาก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนสีหน้าอัดอั้นตันใจ เยี่ยวั่งซีซึ่งต้องยืนเชิดหน้าสง่างามก็พบกับความลำบากในการกลั้นหัวร่อ
ท่านอ๋องไม่เพียงรู้ทัน ยังมิวายยียวน...
ไม่ทราบที่ทำเช่นนี้แค่เพราะอุปนิสัยช่างกลั่นแกล้ง เพียรหาเรื่องสนุกด้วยการสร้างความทุกข์ให้ผู้อื่น หรือเป็นเพราะเรื่องความสัมพันธ์ของนางและบิดาที่พระองค์เคยได้สดับรับฟัง
ในราตรีที่กลับจากการไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทตามธรรมเนียมเยี่ยมญาติฝ่ายสามี อยู่ดีๆ ท่านอ๋องก็ถามเรื่องความสัมพันธ์ของนางและคนในครอบครัว
นางจึงเล่าเรื่องความไม่ลงรอยและเป็นศัตรูกันอย่างชัดเจนระหว่างตนเองและเยี่ยซินหยี กับมารดาอย่างที่รู้ๆ กันดี ให้ทรงได้ทราบอย่างละเอียดยิ่งขึ้น
ใช้เวลาไปนานกว่าที่คิด จนสุดท้ายท่านอ๋องก็ถาม
‘แล้ว...กับพ่อเจ้าเล่า’
เพราะในบรรดาเรื่องราวชวนอึดอัดใจที่นางเล่าไป ไม่มีการกล่าวถึงบิดาอยู่เลย
‘แทบไม่มีสิ่งใดให้เล่าเลยเพคะ เพราะในสายตาของท่านพ่อไม่เคยมีหม่อมฉัน’
ตั้งแต่ที่เริ่มรู้สึกตัว ก็พบว่าความทรงจำระหว่างนางกับบิดามีเพียงยามท่านเดินผ่าน ในวงสนทนาบนโต๊ะอาหารท่านก็ไม่เคยพูดกับนางก่อนแม้สักครา
ตอนยังเด็กเคยพยายามลองเริ่มก่อน แต่ท่านก็แค่ตอบกลับมาเป็นพิธี หากอันไหนไม่จำเป็นต้องพูดก็มักเลือกจะเงียบใส่
ต่างจากยามปฏิบัติกับเยี่ยซินหยีผู้เป็นบุตรีคนเล็ก ไม่เพียงเป็นฝ่ายชวนเจรจา น้ำคำยังอบอุ่นห่วงใย ใบหน้าก็แย้มยิ้มอบอุ่นยิ่ง
เป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้รับเลยแม้สักครา
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานางก็จะไม่พูดจากับท่านหากมิใช่ด้วยเรื่องธุระ ซึ่งก็มักไม่ค่อยมี
แน่นอน...ท่านเองก็ไม่เคยสนทนากับนางอีกเลยเช่นกัน
‘ข้ากับท่านพ่อคุยกันครั้งสุดท้ายเมื่อใด ข้าเองก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำ’
ยามนั้นแม้ท่านอ๋องจะฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย หากกลางนัยน์เนตรดำสนิทดุจก้นบ่อน้ำกลับมีระลอกความสั่นไหว
พระองค์คงรู้สึกเห็นใจนาง...เช้าวันต่อมาจึงได้เสนอเรื่องน่าสนุก และเมื่อนางตกลงร่วมด้วย มันจึงเริ่มด้วยการที่ท่านอ๋องสั่งคนสนิทส่งจดหมายมายังเคหาสกุลเยี่ย
ใจความคือ ว่าด้วยรายละเอียดจัดเตรียมการต้อนรับฉินอ๋องอย่างเหมาะสม...
เยี่ยวั่งซีเลิกนึกถึงเรื่องราวเมื่อหลายวันก่อน เพราะต้องตั้งใจพาตนเองพร้อมชุดและเครื่องประดับหนักๆ เดินเคียงข้างวรกายองอาจเข้าโถงรับรองด้วยท่าทางสง่างามสมพระเกียรติ ยังเพื่อรอคอยรับชมการละเล่นที่ท่านอ๋องกำลังจะเป็นฝ่ายริเริ่ม
ทันทีที่หยางเว่ยไหลเข้ามาถึงในสถานที่รับรอง ร่างในชุดคลุมปักดิ้นทองก็หยุดชะงัก ขนงเข้มเลิกขึ้นเคล้าเสียงเดาะลิ้นเบาๆ
ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบหากทำเอาคนฟังขนอ่อนหลังลำคอลุกชัน
“กลิ่นภายในห้องนี้...ช่างชวนให้ข้าเวียนหัวนัก”
ผู้นำสกุลเยี่ยรีบก้าวออกมาหน้าซีดเผือด
“เรียนท่านอ๋อง กระหม่อมใช้กำยานไม้หอมชั้นดีที่สุดเท่าที่หาได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ...”
“แต่คนจากตำหนักของข้าน่าจะแจ้งชัดเจนแล้วนี่ว่า ต้องใช้กำยานแก่นไม้กฤษณาแดงจากโพ้นทะเล”
หยางเว่ยไหลโบกไม้โบกมือ ก่อนจะทำสีหน้าบิดเบี้ยวแล้วใช้มือข้างนั้นกำบังจมูก
“หากมิใช่กลิ่นนั้นข้าจะเวียนหัว แล้วก็จะหงุดหงิด...มาก”
แน่นอนว่าผู้หงุดหงิดยิ่งกว่าย่อมเป็นวาณิชเยี่ยเต๋อ มีเวลาเพียงห้าวันนับจากที่ได้รับจดหมายแจ้ง ต่อให้ตนมีสหายและเส้นสายกว้างขวางทางการค้า แต่การจะหาแก่นไม้กฤษณาแดงจากโพ้นทะเลมาครอบครองว่ายากแล้ว การจะหามันซึ่งอยู่ในรูปแบบกำยานยิ่งยากกว่า
ผู้ที่จะเอาไม้ล้ำค่าถึงเพียงนั้นมาเผาเอากลิ่นเพื่อความอภิรมย์ ในแผ่นดินนี้จะมีอยู่สักกี่คนกันเชียว!
อย่าว่าแต่แค่ห้าวันเลย สักห้าสิบวันเขายังไม่แน่ใจว่าจะสามารถแย่งหามาครอบครอง
แต่ไหนเลยจะกล้าประท้วง เพียงก้มหัวซึ่งปวดหนึบน้อมรับ
ทว่าแม้จะยืนโค้งก้มหน้า ก็ยังต้องคอยสังเกตสังกา จึงเห็นยามหัตถ์ไร้ความกร้านแดดลมบ่งว่าไม่เคยลำบากลำบน กำลังคลำเก้าอี้ที่ตนเองจะต้องนั่ง
เมื่อได้ยินเสียงจึกจักจากในลำพระศอสูงศักดิ์นั้น เยี่ยเต๋อก็ตัดสินใจรีบฝ่าความกลัวกราบทูล
“ที่นั่งของท่านอ๋องกระหม่อมได้หุ้มพนักวางแขน และทำเบาะรองนั่งบุด้วยไหมใยนภาตามที่ในจดหมายแจ้งมาอย่างครบถ้วนทุกประการแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วอย่างไร คิดว่าทำเท่านี้ก็เพียงพอหรือ”
ก่อนวาณิชสกุลเยี่ยจะงุนงงจนอยากเอาหัวโขกผนังเสียให้รู้แล้วรู้รอด คนเรื่องมากไม่อาจประมาณก็ตวัดนัยน์ตาไปยังเก้าอี้ตัวข้างเคียง
“แม้ที่นั่งของข้าจะบุผ้าหุ้มปลอกไว้อย่างดี แต่เหตุใดที่นั่งชายาข้าจึงได้เพียงเก้าอี้ไม้แข็งๆ ธรรมดาสามัญเช่นนั้นเล่า”
นี่คือสิ่งที่หยางเว่ยไหลไม่พอใจไร้เสแสร้ง
ดูเหมือนเรื่องเล่าความลำเอียงจนไร้เหตุผลของคนในบ้านนี้ที่ได้ยินจากปากชายา อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวจากไม่รู้กี่ส่วนที่นางต้องเจอะเจอมาทั้งชีวิต
ดังนั้นเขาจึงยิ่งเห็นใจ และไม่พอใจจนเดือดดาล
“ทั้งที่ตอนมอบสินสอดข้าก็มอบไหมใยนภาไปให้ตั้งเกือบพันพับ แต่เจ้ากลับทำได้แค่เท่านี้เองหรือ!”
***
พี่มันเริ่มแล้วทุกโค้นนน นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
E-Book เล่มเดียวจบ วางแผงแล้วนะคะ พร้อมแล้วทั้งที่ Meb , Dek-D เลือกตามช่องทางที่สะดวกได้เลยค่ะ