ร้อนถึงวังหลวง
ร้อนถึงวังหลวง
“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะใช้ป้ายหยกนะเพคะ คือหมายถึงไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายพระองค์ด้วย เพียงควานหาอะไรใกล้มือเท่านั้น เพียงเพื่อจะปกป้องตนเอง แล้วมันก็มืดมาก...”
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้พูดเพื่อจะเอาโทษเจ้าหรอก”
เพราะน้ำเสียงหยอกเย้าเคล้าขำ นางจึงกล้าพึมพำย้อน
“ก็ควรเป็นเช่นนั้นเพคะ...เพราะพระองค์เสด็จมาด้วยวิธีที่ไม่น่าไว้ใจ...”
ครานี้หยางเว่ยไหลเกือบหลุดหัวเราะเสียงดังลั่น แต่ก็เกรงจะถูกพวกบ่าวมารุมพาตัวออกไป จนต้องกลั้นไว้จนร่างสะเทือน
แค่ได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดนางอย่างเดิมเพียงครู่เดียว แต่กลับทำให้เขาได้มีความสุขยิ่งนัก
แล้วเพราะแบบนั้น...เมื่อครู่จึงไม่กล้าเค้นถามเรื่องเพี่ยวฉ่ายอย่างที่ตั้งใจไว้ตอนแรก
เกรงคำตอบจะทำบรรยากาศเสีย เกรงการล่วงรู้ความลับของนางหรือให้นางล่วงรู้ความลับของเขา จะทำให้อะไรบางอย่างระหว่างพวกเราต้องเปลี่ยนไป
ไม่เป็นไร...เวลายังมีอีกมาก ไว้แน่ใจแล้วค่อยบอกนางก็ยังไม่สาย
นั่นเกือบจะเป็นความคิดสุดท้าย ก่อนร่างกายที่เบาสบายขึ้นอย่างรวดเร็วของหยางเว่ยไหล จะทำให้เขาง่วงงุนง่ายดาย
ทั้งที่หลายราตรีที่ผ่านมา พลิกตะแคงไปมา เปลี่ยนหมอนนอนทรมานอยู่เป็นนานกว่าจะหลับลง
แม้จะต้องหลบๆ ซ่อนๆ เสี่ยงภัยมา แม้จะต้องเจ็บที่กลางหน้าผาก ทว่าก็คุ้มค่ายิ่งแล้ว
ต่อให้ต้องโดนอะไรมากกว่านี้ก็ไม่เป็นไร…คือสำนึกสุดท้ายอย่างแท้จริงก่อนเขาจะหลับใหล
โดยที่ไม่ทราบเลยว่าเช้าวันต่อมาตนเองจะติดไข้จากนางเข้าจนได้
เลวร้ายยิ่งกว่าคือแผลกลางหน้าผากนั้นกลับลึกกว่าที่คิด!
*
*
หลังราตรีอันวุ่นวายของตำหนักฉินอ๋อง เนื่องจากเจ้าเหนือหัวของทุกคนหายตัวไปอย่างปริศนา คราแรกเรื่องราวเกือบลุกลามบานปลายจนต้องขอความช่วยเหลือจากราชวัง กระทั่งหัวหน้าพ่อบ้านและหัวหน้าสาวใช้ต่างได้สะกิดใจ
ขออนุญาตเข้าไปยังห้องนอนพระชายา พบว่าบุรุษซึ่งทำให้ตำหนักโกลาหล บัดนี้นอนกรนซุกหน้าโอบกอดภรรยา หลับสนิทชนิดบ่าวเข้ามายังไม่ยอมตื่น!
แต่ใครจะทราบ ที่แท้หยางเว่ยไหลแค่แกล้งหลับ ถือคติไม่(รับ)รู้ย่อมไม่ผิด ยังคิดว่าทุกคนต่างหากแตกตื่นเกินไป หากไม่ขวางเขามิให้ไปหาชายา ก็ไม่ต้องมาวุ่นวายตามหาเขาแบบนี้แล้ว!
ใช่...คนอื่นต่างหากที่ผิด กระทั่งท่านหมอเองก็ยังคิดระแวงระวังมากเกินไป
แค่อาการไข้กระจอก หยางเว่ยไหลผู้นี้ไม่เห็นความจำเป็นต้องกริ่งเกรง
แต่ตอนที่คิดแบบนั้น…เขาไม่รู้ตนเลยว่าจะถูกไข้กระจอกนั่นเล่นงานเอาจนได้!
มันจึงเป็นเหตุให้ตำหนักอ๋องซึ่งเพิ่งสงบไปได้ครึ่งคืนต้องวุ่นวาย ทั้งตามหมอและจัดผลัดเวรกันให้การดูแลพระองค์อย่างใกล้ชิด
และเพราะบุรุษผู้นี้ไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อน กอปรกับเห็นท่านหมอถูกตามตัวเข้านอกออกในที่ตำหนักฉินอ๋อง ในที่สุดข่าวก็ไปต้องพระกรรณโอรสสวรรค์เข้าจนได้
ด้วยความห่วงใยเสด็จอาเป็นล้นพ้น ฝ่าบาทจึงส่งหัวหน้าหมอหลวงมา และรอคอยฟังคำวินิจฉัยอย่างร้อนพระทัยอยู่ที่ในราชวัง
และประโยคแรกที่หัวหน้าหมอหลวงกราบทูลด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ก็ทำเอาชาไปทั้งวรกาย
“อาการของฉินอ๋อง ค่อนข้างน่าเป็นห่วงทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่างไร...” จักรพรรดิหยางหลุนตรัสถามสุรเสียงแห้งและสั่นเครือจนรู้สึกองค์
จึงรีบปรับในประโยคต่อมา
“อาการไข้ทำเสด็จอาย่ำแย่มากเลยหรือ แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือพระองค์ได้บ้าง”
“ขอฝ่าบาทอย่าร้อนพระทัย มิใช่เช่นนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ” กระนั้นเพราะท่าทางอึกอัก ลำบากใจของหัวหน้าหมอหลวง จักรพรรดิหยางหลุนจึงตรัสออกไปอีก
ด้วยสุรเสียงซึ่งพยายามทำให้เข้มแข็ง
“บอกเรามาตามตรงเถิดท่านหัวหน้าหมอหลวง เราเชื่อว่าเราจะสามารถหักห้ามใจ”
แม้เสด็จอาจะไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อน แต่ตอนนี้พระองค์ก็ถือว่าอายุมาก ใช้ชีวิตทำเรื่องโลดโผนมามากมายยิ่งกว่า สวรรค์อาจเห็นว่าถึงเวลาลงทัณฑ์
หัวหน้าหมอหลวงยังหุบๆ อ้าๆ ปากอยู่หลายครั้ง ทว่าด้วยท่าทางซึ่งเข้าพระทัยผิดไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ของฝ่าบาท ทำให้ตัวเขาต้องกลั้นใจกราบทูล
“สาเหตุซึ่งทำกระหม่อมลังเล หาใช่เพราะฉินอ๋องเจ็บไข้หนัก ที่กราบทูลว่าอาการค่อนข้างน่าเป็นห่วง...หมายถึงแผลซึ่งเล็กแต่ลึกจนน่าจะทิ้งร่องรอยไม่น่าพิสมัยเอาไว้ที่กลางหน้าผากของท่านอ๋องต่างหากพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม...แผลกลางหน้าผาก? ไม่น่าเกิดเพราะอาการเจ็บป่วยได้เลย เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่”
และเพราะทราบว่าหากกราบทูลเรื่องแผลย่อมต้องเล่าถึงสาเหตุ หัวหน้าหมอหลวงจึงได้มัวทำอ้ำๆ อึ้งๆ เพราะหนึ่ง...ฉินอ๋องรับสั่งไว้ว่าห้ามกราบทูลเด็ดขาด ทว่าสอง...จะให้ปิดบังฝ่าบาทก็คงมิได้
“เพราะท่านอ๋องแอบปีนเข้าห้องพระชายาทางหน้าต่างในยามวิกาล พระชายาตกใจคิดว่าโจรร้าย คว้าอะไรได้ก็ขว้างปา และเคราะห์ร้าย...อะไรก็ได้ที่ว่าบังเอิญคือป้ายหยกที่ฝ่าบาทพระราชทาน เคราะห์ร้ายยิ่งกว่าคือตรงบริเวณที่เป็นเหลี่ยมมุมของป้าย ก็ดันเจาะเข้าที่กลางหน้าผากของท่านอ๋องพอดิบพอดี...”
“.........”
วรกายซึ่งเคยชาวาบไปทั่วสรรพางค์ บัดนี้กลับสั่นเทาดั่งระลอกคลื่น
เพราะโอรสสวรรค์กำลังกลั้นขำสุดสามารถ
ไม่คิดเลยว่าป้ายหยกที่ให้นางไป จะถูกเอามาใช้ทุบศีรษะเสด็จอาจริงๆ ด้วย!
ความถูกอกถูกใจจนเกินไป คาดไม่ถึงจนเกินไป กอปรกับจินตนาการภาพตามแล้วพบว่ามันออกมาน่าขันจนเกินไป ก็ทำจักรพรรดิหนุ่มทานทนมิไหว
“ฮ่าๆๆๆ!!!”
ปล่อยเสียงสรวลร่วนดังลั่น จนเวรยามผู้ยืนเฝ้าหน้าที่ประทับถึงกับตกอกตกใจ
หากหัวหน้าหมอหลวงกลับรู้สึกโล่งใจระคนงุนงง
เพราะขนาดท่านอ๋องเคยออกไปปราบปรามชนเผ่านอกรีตเพื่อปกบ้านป้องเมือง ยังสามารถกลับมาด้วยสภาพผิวกายผุดผาดเกลี้ยงเกลา พักตร์อันงดงามสลักเสลาก็ไม่เคยต้องมีตำหนิให้ลดทอนความสง่างาม แต่ยามนี้กลับต้องมาเสี่ยงได้แผลเป็นเด่นหรากลางหน้าผาก จากแค่เพราะน้ำมือภรรยา หลงคิดว่าจะทำให้ฝ่าบาทที่รักเสด็จอามากกริ้วหนักจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตเสียอีก
แต่ที่ไหนได้กลับท่าทางสุขสำราญอย่างยิ่ง
มิทราบความสัมพันธ์ของทั้งคู่แท้จริงรักใคร่สนิทสนม หรือสบโอกาสเมื่อไรก็รอทับถมกันเป็นแน่
แต่...แม้หัวหน้าหมอหลวงจะรู้สึกว่าพอวางใจทางฝ่าบาทไปได้ ก็นึกรู้ชะตาว่าฉินอ๋องคงโกรธเกรี้ยวตนเองน่าดูชม…
*
*
“บัดซบ! ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าไม่ต้องกราบทูลฝ่าบาท”
หยางเว่ยไหลถึงกับตวาดลั่น หลังมองกองโอสถทั้งแบบดื่มสำหรับบรรเทาอาการไข้ และแบบทาเพื่อสมานแผลที่ราชวังส่งมา
รวมทั้งจดหมายแสดงความเป็นห่วงเป็นใย ที่แค่อ่านก็เหมือนได้ยินเสียงสรวลร่วนจนไร้ความสง่าของฝ่าบาทลอยตามมา
เพราะแบบนี้อย่างไรถึงไม่อยากให้รู้!
***
เต้รักเสด็จอามากแหละ
E-Book เล่มเดียวจบ วางแผงแล้วนะคะ พร้อมแล้วทั้งที่ Meb , Dek-D เลือกตามช่องทางที่สะดวกได้เลยค่ะ