เด็กน้อยที่ชักจะร้ายกาจขึ้นทุกวัน
เด็กน้อยที่ชักจะร้ายกาจขึ้นทุกวัน
“เห็นทีข้าคงต้องตอบแทนท่านหัวหน้าหมอหลวงเสียหน่อยแล้ว...”
กล่าวอาฆาตลอดไรฟัน และคงชวนขนหัวลุกชันทีเดียวหากเป็นเมื่อก่อน
เพราะตอนนี้เหล่าบ่าวผู้มีประสบการณ์สามารถตระหนัก หากท่าไม่ดีขึ้นมา เพียงไปขอความช่วยเหลือจากพระชายา ทุกอย่างก็น่าจะเรียบร้อย
และที่พระองค์ทรงฉุนเฉียวเพียงนี้ แน่นอนเพราะเกรงพระทัยซึ่งอาจหนักไปทางอับอายหลานชายอยู่หลายส่วน ทว่าสาเหตุหลักก็คือ เพราะอาการไข้ทำให้ท่านหมอต้องสั่งกักโรคอีกคราว!
ท่านอ๋องจึงไม่อาจอยู่ใกล้พระชายาได้นานนัก ยิ่งไม่อาจลักลอบไปค้างอ้างแรมด้วยอีกสักพักใหญ่
จะว่าไปก็ช่างชวนให้สงสาร แต่หลายคนก็นึกยอมรับว่ารู้สึกขบขันอยู่ไม่น้อย
“ท่านอ๋อง...ส่วนนี่เป็นเทียบขอเข้าเฝ้าจากตระกูลเยี่ยพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าพ่อบ้านรายงานพลางยื่นเทียบสองฉบับให้เจ้านาย “อีกอันเป็นของตระกูลเฉวียน ส่งมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน”
“เหอะ! ไม่ต้องเปิดอ่านยังทราบว่าจะมาขอพบข้าด้วยเรื่องใด”
จะต้องเป็นการขอเจรจาเรื่องงานวิวาห์ซึ่งไม่พึงปรารถนาอยู่แล้ว
เป็นไปตามที่เด็กน้อยของเขาคาดการณ์จริงๆ ด้วย
แทบในทันทีหลังจากนั้น บ่าวต้นห้องก็ร้องบอกการมาถึงของคนในความคิดเขาพอดี
“พระชายามาเยี่ยมท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
หยางเว่ยไหลเผลอยืดเหยียดแผ่นหลังตามความคุ้นชิน แต่แล้วนึกขึ้นมาได้ รีบดึงผ้าห่ม เอนร่างลงนอน คิดจะทำเป็นไม่มีแรงแล้วออดอ้อนนาง
ความจริงอยากทำไอค่อกแค่กประกอบ แต่เกรงละอองน้ำลายจะทำให้นางเกิดอาการไม่สบายอีกรอบตามที่ท่านหมอเตือน
“ท่านอ๋องหลับอยู่หรือ...” เยี่ยวั่งซีถามบ่าวผู้หนึ่งเสียงเบา ทว่าเหล่าผู้รู้เห็นความจริงต่างไม่สามารถบอกความจริง จึงได้แต่เผยสีหน้าลำบากใจ
เยี่ยวั่งซีจึงสรุปเอง “เช่นนั้นข้ากลับก่อนดีกว่---”
“อืม...ชายารักมาเยี่ยมข้าหรือ” รีบทำเป็นถามเสียงแผ่วอ่อนแรง ค้านกับการลุกขึ้นมาเองอย่างรวดเร็วที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนอ่อนล้า
“ท่านอ๋อง”
หญิงสาวร้องเรียกด้วยความเป็นห่วง พลางสวมผ้าคลุมหน้าซึ่งปิดตั้งแต่ใต้ดวงตาถึงปลายคาง ยามเข้าไปใกล้ชิดสวามีจะได้ลดโอกาสติดโรค
“ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ เหตุใดจึงท่าทางอ่อนเพลียถึงเพียงนี้”
รีบช่วยประคองให้เขาได้นั่งอย่างมั่นคง นัยน์ตาดั่งผลซิ่งซึ่งมักสุกใส สะท้อนความห่วงใยออกมาอย่างชัดเจน
หยางเว่ยไหลคันยุบยิบที่ในใจ อยากจะยิ้มจะแทบขาดใจ แต่ก็ยังยึดบทบาทคนป่วยจนไม่มีแรงเอาไว้อย่างแน่นเหนียว
“ข้าเพียงเหนื่อย...แล้วก็หนาว...”
เสียงที่ทั้งเบาทั้งสั่น ช่างต่างจากยามตวาดอาฆาตหัวหน้าหมอหลวงเมื่อครู่เสียเหลือเกิน...
ทำเอาบ่าวหลายคนทนแทบไม่ไหว ต้องยืนเม้มปากซึ่งคันคะเยออยากเล่าแจ้งแถลงไขให้พระชายาฟังเอาไว้จนแน่น!
“หนาวหรือเพคะ” เยี่ยวั่งซีรีบดึงผ้าห่มผืนหนาให้คลุมกระชับบ่ากว้างอย่างเดิม “หม่อมฉันจะให้คนไปเอามาให้อีกผืน”
“มิต้อง” เฉลยความปรารถนาทันที “เพียงชายารักโอบกอดข้าเอาไว้ ก็ช่วยได้อย่างมากแล้ว”
หญิงสาวรีบยกแขนขึ้นเตรียมขานรับ ‘เพคะ’ แต่แล้วตระหนักจนชะงักแรง
“ท่านอ๋อง...นี่ทรงแกล้งหม่อมฉันอีกแล้วหรือเพคะ”
รีบปฏิเสธเกรงนางโกรธ “ไม่ ข้าไม่ได้แกล้งเจ้า”
แต่แค่แกล้งป่วยหนักเฉยๆ...
“หม่อมฉันไม่เชื่อพระองค์หรอก เพราะตั้งแต่ตอนบอกปัดผ้าห่มก็เผลอกลับมาพูดด้วยสุ้มเสียงปกติดีแล้วนี่เพคะ”
นางจึงหรี่ตา ก่อนตีเข้าจุดตาย “ซ้ำการตอบโต้ยังทำได้รวดเร็วลื่นไหลดีเสียด้วย”
แม้ปกติหยางเว่ยไหลจะเป็นคนดันทุรังและหน้าด้านหน้าทน แต่กับคนบางคนเรื่องบางเรื่อง เขาก็เลือกจะยอมรับ
“ลวงเจ้าไม่ได้จริงเสียด้วย เด็กน้อยของข้าชักชาญฉลาดร้ายกาจขึ้นทุกวันแล้ว”
หากเยี่ยวั่งซีก็ตอบรับเจ้าของรอยยิ้มกว้าง และน้ำเสียงราวแสนภาคภูมิใจของเขาด้วยการส่งเสียง ‘ฮึ่ม’ จากในลำคอ สะบัดหน้าไปอีกทาง
โดยทางที่หันไปนั้นทำให้ได้เห็น เทียบสองฉบับซึ่งวางอยู่ใกล้มือพระองค์
และหยางเว่ยไหลก็เห็นวิถีสายตานาง
“จากสกุลเยี่ยและสกุลเฉวียน” เขาบอกอีก “หากเจ้าต้องการเปิดดู ข้าอนุญาต”
รอฟังคำนี้อยู่พอดี เยี่ยวั่งซีจึงรีบเปิดอ่านทันที พบว่าทั้งสองตระกูลนี้มีขอนัดหมายมาเข้าพบท่านอ๋องเพื่อเจรจาเรื่องงานวิวาห์ตามคาด
ซ้ำยังเป็นในวันเดียวกัน
“เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร” หยางเว่ยไหลถามหลังโบกมือไล่ข้ารับใช้ให้ออกไปก่อนเพื่อความเป็นส่วนตัว
“หม่อมฉันคิดว่าทางสกุลเยี่ยย่อมไม่พ้นอยากให้พระองค์ช่วยทบทวนเรื่องวิวาห์ ส่วนสกุลเฉวียนน่าจะอยากมาเจรจาปูทางเพื่อสินเดิม...”
จากนิสัยของอดีตพ่อแม่สามี แม้จะเพียรดูถูกนางที่เป็นสามัญชนคนตระกูลพ่อค้า ทว่าก็หน้าเลือดและมักแสวงหาโอกาสจะได้กอบโกยผลประโยชน์
เรื่องสินเดิมตอนนางวิวาห์ในชีวิตก่อน ก็พูดคุย ต่อรอง ถกเถียงกันจนหยดสุดท้าย
ยามนี้ตัวนางเป็นถึงพระชายา ไหนจะมีสวามีอย่างฉินอ๋องซึ่งร่วมเป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว สกุลเฉวียนจะต้องไม่พลาดหาทางเรียกร้องเพื่อให้ตนได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า
ให้สมกับที่ยอมให้บุตรชายลดตัวมาแต่งกับบุตรีตระกูลพ่อค้า หลับหูหลับตา ไม่พิจารณาว่าที่แท้ไม่มีใครอยากให้บุตรีธิดามาแต่งให้ไม่เอาไหนอย่างเฉวียนเค่อ...
“อืม...ข้าเห็นด้วยกับเจ้า” หยางเว่ยไหลพยักหน้าหลังคิดตามอยู่ชั่วแล่น
“เช่นนั้นข้าจะปฏิเสธไม่ให้เข้าพบโดยอ้างเรื่องสุขภาพ เพียงให้ติดต่อมาทางจดหมายก็แล้วกันจะได้ยิ่งบอกปัดง่ายแบบไม่ต้องมาเสียเวลารำคาญ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการจัดงานพิธีต่างๆ จะส่งตัวแทนไปช่วยดูแลควบคุม เพื่อถนอมตัวไว้ไปเป็นญาติผู้ใหญ่ให้ในวันวิวาห์เลยทีเดียว”
“เพคะ”
ทว่าจากสีหน้าราบเรียบ น้ำเสียงรับเกือบเลื่อนลอยของหญิงสาว ทำให้ผู้เฝ้าสังเกตสังกานางอยู่เสมอในช่วงที่ผ่านมารู้ถึงความในใจ
“เจ้ายังอยากให้ข้าช่วยทำสิ่งใดให้อีกหรือ”
“หาไม่เพคะ” แม้จะลังเล แต่นางก็ตัดสินใจบอกไปตามตรง
“หม่อมฉันเพียงกำลังคิดว่าการที่ทั้งสองตระกูลอยากขอเข้าพบท่านอ๋องวันเดียวกันเช่นนี้ นอกจากเพื่อความสะดวกของพระองค์ บางทีทางบ้านเดิมของหม่อมฉันอาจะต้องการทำให้สกุลเฉวียนเกิดเรื่องบางอย่างต่อหน้าท่านอ๋อง...”
แม้ฉินอ๋องจะไม่ใช่โอรสสวรรค์ หากสิ่งที่ออกจากปากอย่างเรื่องงานวิวาห์ครานี้ ก็หาใช่เรื่องที่จะเลิกล้มได้โดยง่าย
เว้นเสียแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเกิดเรื่องฉาวโฉ่ จนเป็นเหตุให้อีกฝ่ายใช้เป็นข้ออ้างยกเลิกวิวาห์
“เจ้ากำลังคิดว่าทางบ้านเจ้าจะใช้โอกาสนี้จัดฉากให้สกุลเฉวียนเกิดเรื่องเสื่อมเสีย”
“ก็อาจเป็นเช่นนั้นเพคะ แต่หากน้องสาวของหม่อมฉันเป็นตัวแปรสำคัญในเหตุการณ์ หรือมีหน้าที่ให้ต้องออกหน้าลงแรง ฝ่ายที่เสื่อมเสียอาจมิใช่สกุลเฉวียน”
ครานี้หยางเว่ยไหลไม่อาจคาดเดาเข้าใจ จึงถามอย่างกระหายรู้
“อย่างไร หากไม่ป้ายสีสกุลเฉวียนแล้วจะยังทำสิ่งใดได้อีก”
และเมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของเขา เด็กน้อยซึ่งร้ายกาจขึ้นทุกวันจริงๆ ก็เพียงอมยิ้ม อมภูมิเอาไว้
แต่นางก็ไม่ปล่อยให้เขารอนานจนร้อนรน จนเนื้อตัวที่ถูกไข้รมยิ่งทวีความร้อน ก็ช่วยบอกเล่าออกมาให้
ได้ฟังจบแล้วเขาก็คิดแปลกใจ คนผู้หนึ่งจะกล้าทำได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
จนถึงกับต้องลองไปหาสัมผัสผู้คนที่น่าจะได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นเพื่อดูภาพในอนาคต แล้วก็พบว่าเด็กน้อยของเขาคาดเดาได้ถูกต้องทุกประการ
เขาจึงเตรียมการรับมือเอาไว้ทุกอย่างโดยพร้อมพรัก
จนกระทั่ง...กำหนดการงานวิวาห์ที่ไร้หนทางเลี่ยงได้มาถึง...
***
E-Book เล่มเดียวจบ วางแผงแล้วนะคะ พร้อมแล้วทั้งที่ Meb , Dek-D เลือกตามช่องทางที่สะดวกได้เลยค่ะ