LNCrawler

บุรุษผู้ยิ่งใหญ่กว่าจักรพรรดิ

ชาตินี้ยกสามีให้บัวขาว ข้าจึงถึงคราวสุขสบาย [E-Bookเล่มเดียวจบ] — novel.dek d.com · All chapters

บุรุษผู้ยิ่งใหญ่กว่าจักรพรรดิ

-2-

บุรุษผู้ยิ่งใหญ่กว่าจักรพรรดิ

    

    “เจ้า! จะอกตัญญูเช่นนั้นมิได้!!” 

     มารดานางโกรธจนเห็นสีเลือดคั่งแดง ผสมกับสีแป้งชาดบนใบหน้า 

     “และจะให้เป็นซินเอ๋อร์ก็มิได้เช่นกัน! ต้องเป็นเจ้าเท่านั้นจึงจะเหมาะสมกับตระกูลเฉวียน”

     เยี่ยวั่งซีถึงกับแค่นลมหายใจให้ข้ออ้างเรื่องความเหมาะสม 

     แม้ว่าที่คู่หมายของนางจะมาจากตระกูลเฉวียนสายรองก็ตาม ทว่าความมีศักดิ์เป็นญาติผู้พี่ของฮองเฮาคนปัจจุบัน ไหนจะความเป็นข้าราชการมาหลายชั่วอายุคนเช่นเดียวกับตระกูลเฉวียนสายหลักอีก จะมาบอกว่าบุตรีจากตระกูลพ่อค้าอย่างนางเหมาะสมได้อย่างไร

     ที่คนจากตระกูลต่ำต้อยอย่างนางได้มีวาสนา เพราะเฉวียนเค่อว่าที่คู่หมายผู้นี้ ภายนอกดั่งทองดั่งหยก หากภายในกลับเป็นฝ้ายสกปรกขาดรุ่งริ่ง[1] ข้อดีมีเพียงความหนุ่มแน่น ชาติตระกูล และหน้าตาที่หล่อเหลา ทว่านิสัยเขากลับเหลวแหลก สำมะเลเทเมา เจ้าสำราญ ติดการพนัน ครบเครื่องเรื่องเน่าเหม็น

     เป็นผู้ที่เละเทะที่สุดในวงศาคณาญาติ ทำให้เหล่าชนชั้นสูงขยาด ไม่มีผู้ใดอยากรับหมั้นหมาย

     ยิ่งสกุลเฉวียนก็มีบุตรหลานบุรุษมากมาย ยังจะต้องชายตาแลสวะเพียงหนึ่งเดียวด้วยเหตุใด

     บิดามารดาของเฉวียนเค่อจึงกลัดกลุ้มยิ่งนัก ครั้นจะปล่อยลูกชายครองตนเป็นโสดก็เสียดายโอกาสมีทายาท ยังคิดหวังอยู่บ้างว่าหากได้ภรรยา เฉวียนเค่ออาจทำตัวดีขึ้น ดังนั้นเลยยอมลืมตาข้างหลับตาข้าง ลดมาตรฐานยอมรับสะใภ้จากตระกูลสามัญชน

     และด้วยความเพียรพยายามของมารดานางซึ่งปรารถนาอย่างสูงสุดที่จะให้บุตรีได้แต่งเข้าตระกูลดีๆ จึงเดินหน้าผูกไมตรีตลอดจนยื่นข้อเสนอด้านสินเดิม รวมกับทักษะศิลป์ศาสตร์ต่างๆ ที่นางถูกเคี่ยวกรำมาตั้งแต่ยังเยาว์ ทำให้ตระกูลเฉวียนกรุณาเลือกคนต่ำต้อยทว่ามีความสามารถอย่างนางเป็นว่าที่สะใภ้

     สตรีสามัญชนทั่วเมืองต่างพากันยินดีระคนริษยา ทว่าผู้ที่ขุ่นเคืองขัดใจที่สุดย่อมเป็นเยี่ยซินหยี

     หากครานี้แม้บุตรีผู้เป็นที่รักใคร่จะไปขอร้องอ้อนวอนบิดามารดา แม้บีบน้ำตาและทำถึงขั้นประท้วงจะไปบวชชี พวกท่านต่างไม่ยอมอนุญาต

     เพราะความรักที่มีต่อเยี่ยซินหยี จึงแข็งใจไม่ยอมส่งนางไปให้บุรุษที่งามเพียงเปลือกนอกพรรค์อย่างนั้น

     ผู้ที่ ‘เหมาะสม’ จะวิวาห์เพื่อสานปรารถนาให้มารดาจึงควรคือนางสถานเดียว

     ก่อนเสียงอันอึดอัดกลัดกลุ้มของมารดา จะดึงเยี่ยวั่งซีให้กลับมาจดจ่อกับเรื่องราวตรงหน้า

     “ข้าสู้อุตส่าห์ลงทุนลงแรง ทำทุกอย่างเพื่อส่งเสริมเจ้าให้ได้แต่งเข้าตระกูลที่ดี แต่เจ้ากลับไม่รักดี นี่ไม่คิดจะให้ข้าได้นอนตายตาหลับเลยหรือไร” 

     ทั้งที่มั่นใจว่าบุตรีต้องจนมุม ยอมสงบปากสงบคำทำตามสั่งอย่างทุกทีได้เสียที ทว่าเยี่ยวั่งซีผู้ตื่นรู้ก็ย้อนถามตรงจุด

     “แล้วหากข้าสามารถหาตระกูลที่ดี ที่สูงศักดิ์ยิ่งกว่าตระกูลเฉวียนได้ ท่านก็จะยอมตัดใจเรื่องหมั้นหมายครานี้ใช่หรือไม่”

     แน่นอนว่านางไม่คิดให้ครอบครัวได้ประโยชน์แม้สักอย่าง

     จะตัดขาดจากทุกคน ตัดทุกทางแสวงหาผลประโยชน์ โลดแล่นไปบนทางชีวิตสายใหม่อย่างสุขใจ

     ยามแรกแม้ฝ่ายมารดาจะกรุ่นโกรธ ทว่าพอลองตรองดูกลับพบว่าน่าขบขันมากกว่า

     “ย่อมได้...หากเจ้ามีความสามารถ มีวาสนาเพียงพอ” 

     นางเยี่ยกู้ซื่อคิดว่าตนเองยังเตรียมการมาตั้งนาน ฟูมฟักวั่งซีตั้งแต่ยังเยาว์ หาเส้นสายรวบรวมข้อมูลอย่างหนัก จึงจะสามารถมีวันนี้

     แล้วลำพังนางเด็กอย่างเยี่ยวั่งซีเพียงผู้เดียวจะไปทำอะไรได้

     “หากถึงคราวนั้นจริง มารดาผู้นี้จะยอมลำบากตากหน้า ใช้หัวคิดอันปราดเปรื่องหาวิธียกเลิกเรื่องหมั้นหมายอย่างถนอมน้ำใจทุกฝ่ายให้เจ้าเลย”

     “ท่านเก็บหน้าเก็บหัวของตนเองไว้เถิด ไม่ต้องมาใช้เพื่อข้าหรอก” 

     เยี่ยวั่งซีกล่าวพลางลุกขึ้นยืน 

     “เพราะคู่หมั้นคนใหม่ของข้าจะเดินทางมาเจรจากับพวกท่าน รวมทั้งยกเลิกพันธะระหว่างตระกูลเฉวียนให้อย่างเรียบร้อย”

     “คนที่ยิ่งใหญ่จนจัดการได้ขนาดนั้น จะมีอยู่สักกี่ตระกูล ไม่สิ...จะสักกี่คนกันเชียว?”

     ทั้งที่ริมฝีปากของมารดาเหยียดแย้มคล้ายดูแคลน หากฝ่ายบุตรสาวกลับตอบโต้ด้วยสีหน้าอย่างเดียวกัน ซ้ำยังจงใจอมพะนำกำกวม

     “ข้าคงพูดเรื่องสำคัญแทน ‘ท่านผู้สูงศักดิ์’ มากไปกว่านี้มิได้ อดทนรออีกไม่ช้าท่านแม่ก็จะได้ประจักษ์แจ้ง”

     ทิ้งทวนชวนคิด เยี่ยวั่งซีก็เร่งจากออกมา ปล่อยให้มารดาค้างคาใจ ใช้หัวซึ่งตนเองมั่นใจนักหนาว่าคิดการณ์ต่างๆ ได้เฉียบคมอยู่เสมอเริ่มพินิจพิเคราะห์

     แม้สิ่งที่เยี่ยวั่งซีเอ่ยจะฟังอย่างไรก็เหมือนเรื่องเพ้อเจ้อ ทว่าจากท่าทางมั่นอกมั่นใจ กับนิสัยเอาจริงเอาจังของบุตรีผู้นี้ นางย่อมมิกล้าเอาเรื่องใหญ่มายกอ้างลมๆ

     จึงลองขบคิดเกี่ยวกับผู้ซึ่งจะสะบั้นพันธะครั้งนี้ได้ แต่คนที่สูงศักดิ์ขนาดนั้นหรือจะอยากสอดมือมายุ่งเรื่องคนอื่น การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์คงไม่ต้องพูดถึง อย่างเยี่ยวั่งซีจะมีอะไรไปให้ผู้สูงศักดิ์ถึงเพียงนั้นกัน

     ต่อให้เป็นตัวฮองเฮาเองหรือกระทั่งฝ่าบาท ก็คงไม่อยากแทรกแซง เพราะกระทั่งฮองเฮาซึ่งเป็นญาติผู้น้องที่ฟังว่าสนิทสนมกับเฉวียนเค่อมาตั้งแต่ยังเยาว์ ก็ไม่เคยออกหน้าหรือกระทั่งมีความเห็นใดเกี่ยวกับเรื่องคู่หมายของเฉวียนเค่อทั้งสิ้นมาแต่แรก

     ผู้ที่จะไร้หัวคิด...ไม่ห่วงชื่อเสียงหรือความคุ้มค่า ยังต้องยิ่งใหญ่พอจะมาจัดการเรื่องนี้ได้ เห็นจะมีอยู่ผู้เดียว

     ฉินอ๋องหยางเว่ยไหล เสด็จอาของจักรพรรดิ...

     บุรุษผู้มีอำนาจล้นเหลือ เสมือนนั่งซ้อนอยู่บนราชบัลลังก์หลานชายของตน

     แต่นอกจากด้านบารมี ยังมีเรื่องนิสัยประหลาดที่กล่าวได้ว่าบ้าคลั่ง เพราะคนผู้นี้กระสันแต่จะทำลายชื่อเสียงตนเองอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยการก่อเรื่องมากมาย

     และวีรกรรมอันเป็นที่สุดจนทำให้ฉินอ๋องหยางเว่ยไหลถูกลอบให้สมญานามว่าบ้าคลั่ง นั่นคือการสละตำแหน่งองค์รัชทายาทไปอย่างไร้อาลัย เพื่อจะผันตัวไปเป็นเจ้าของบ่อนพนัน!

     หนำซ้ำบ่อนที่ว่าก็ยังจงใจสร้างไว้ใกล้สถานศึกษาของทางการ!!

      และอีกวีรกรรมที่ฟังว่าทำเอาฮองไทเฮายามยังมีชีวิตถึงกับเป็นลม นั่นคือการสักลายบนร่างกาย ไม่ต่างจากนักเลงหรือพวกเดนตาย ที่อย่าว่าแต่จะสร้างความด่างพร้อยแก่ความเป็นเชื้อพระวงศ์เลย...ชาวบ้านสามัญชนคนดีๆ ที่ไหนจะอยากกระทำให้ร่างกายของตนมีตำหนิอัปลักษณ์ร้ายแรงขนาดนี้กัน

     แม้นับเป็นโชคดีที่รอยสักเจ้าปัญหาอยู่ใต้ร่มผ้า ดังนั้นจึงแทบไม่มีใครเคยได้เห็น แต่ได้ยินว่าเพราะเป็นลายมังกรไร้ศีรษะ มันจึงกลายเป็นวาระสำคัญที่เมื่อตอนนั้นทำเอาเหล่าเชื้อพระวงศ์ข้าราชสำนักหาทางแก้ไขจนหัวหมุน

     ทว่าเพราะการสักลายไร้หนทางลบล้าง นอกจากทำเป็นลวดลายอื่นกลบทับ ยังรวมกับเรื่องที่ฉินอ๋องมิให้ความร่วมมือ กล่าวคาดโทษทุกคนที่คิดเสนอหน้าเข้ามาวุ่นวาย ลงท้ายไทเฮาผู้เป็นมารดาจึงจำยอมปล่อยเรื่องนี้ไป

     แต่ก็มีข่าวเล่าลือว่าจวบจนกระทั่งก่อนลมหายใจสุดท้ายของพระนาง ยังทรงพึมพำอัดอั้น เจ็บปวดพระทัยหนักหนาด้วยการกระทำของโอรสผู้นี้

     แม้สาเหตุการสิ้นพระชนม์ของไทเฮาจะถูกระบุอย่างเป็นทางการด้วยแค่เพราะความชรา แต่ความจริงที่ว่าทรงตรอมใจเพราะเรื่องของฉินอ๋อง จักรพรรดิทั้งพระองค์ก่อนและพระองค์ปัจจุบันได้รับสั่งให้กลบฝังไปพร้อมพระศพ ห้ามผู้ใดเอ่ยถึงอีก ยังมีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนพร้อม

     แน่นอนว่ายังมีวีรกรรมอีกมากมาย แม้ปัจจุบันฉินอ๋องจะอายุได้สามสิบห้าทว่าความบ้าคลั่งก็ยังไม่ลดลงสักเท่าไร

     แต่...เพราะแม้กระทั่งฝ่าบาทผู้เป็นหลานในสายโลหิตยังมิอาจหยุดเสด็จอา ซ้ำเกรงอกเกรงใจ ให้ความเคารพนับถือราวกับคือราชบิดา รับฟังความเห็นทุกอย่าง เป็นที่มาของการลอบกล่าวขานกันอย่างลับๆ ว่าอำนาจของฉินอ๋องเสมือนนั่งซ้อนอยู่บนราชบัลลังก์

     แล้วใครเล่าจะกล้าแตะต้องบุรุษผู้นี้ นอกจากเจ้าตัวจะกระทำเหยียบย่ำตนเอง

     “เป็นไปมิได้หรอก แม้ฉินอ๋องจะชอบบ่อนทำลายชื่อเสียงของตนขนาดไหน แต่ก็คงไม่ถึงกับแย่งคู่หมั้นผู้อื่นหรอกกระมัง...” 

     นางเยี่ยกู้ซื่อรำพันเสียงสั่นเครือ แม้โอกาสที่วั่งซีจะพูดเพ้อเจ้อนับว่าเป็นเรื่องยาก แต่นางก็ภาวนาอย่างแรงกล้าว่าครานี้ขอให้มันเกิดขึ้น หรือไม่ก็ยอมให้เป็นตัวนางที่โง่งม จนคิดคาดการณ์ผิดไปเอง

     ทว่า...เมื่อถึงวันกำหนดคุยธุระเรื่องสู่ขอหมั้นหมาย ที่หน้าบ้านสกุลเยี่ยกลับมีรถม้าห้อยตราสัญลักษณ์ของฉินอ๋องมาเยือน

     ก่อนวีรกรรมใหม่ของฉินอ๋องที่ทุกคนในเมืองจะต้องเล่าลือกันไปอีกนานแสนนาน จะบังเกิดขึ้นในวันนั้น...

***

พี่ไม่ได้มาแค่เล่นๆ


[1]ภายนอกเหมือนทองเหมือนหยก ภายในเป็นฝ้ายขาดรุ่งริ่ง 金玉其外, 败絮其中 ความหมายเหมือนสำนวนไทย ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง