การดิ้นรนของเยี่ยซินหยี
การดิ้นรนของเยี่ยซินหยี
และขณะที่นางได้แต่ยืนตัวแข็งค้าง นางเยี่ยกู้ซื่อก็สะบัดร่าง หมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้อง
แต่ก่อนก้าวพ้นประตู นางก็กล่าวกับบุตรสาวทั้งหันหลังให้
“ต่อหน้าพวกตระกูลเฉวียนและคนอื่นๆ ก็จงพยายามยึดหน้ากากอันอ่อนหวานน่าทะนุถนอมเอาไว้ให้มั่นเสียด้วยเล่า เพราะหากเจ้าเผลอทำมันหลุด จนได้เผยโฉมหน้าแท้จริงอันอัปลักษณ์ออกไปแล้ว ต่อให้จะเปลี่ยนเอาหน้ากากอื่นมาสวมใหม่ มันก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี…”
สิ้นถ้อยคำสอนสั่งซึ่งไม่ทราบผู้ฟังจะรับเอาไปหรือไม่ ก็ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของนางเยี่ยกู้ซื่อที่ก้าวพ้นออกไป
และเมื่อประตูห้องปิดลง... ความเงียบงันก็เข้าครอบคลุม จนได้ยินเสียงสูดหายใจเข้าลึกของเยี่ยซินหยี
ก่อนนางจะมองยังแจกันบนโต๊ะ แล้วไปยกมันขึ้นมาทุ่มลงพื้นจนแตกกระจาย ระบายโทสะเป็นครั้งสุดท้าย
ดวงตาที่เคยเคลือบด้วยหยาดน้ำ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้น นางแสยะยิ้ม มุมปากกระตุกขึ้นกะทันหัน แววตาฉายประกายชวนขนลุก
เหอะ...นึกว่าคนอย่างเยี่ยซินหยีผู้นี้จะยอมก้มหัวรับชะตากรรมที่พี่สาวผู้น่าชังพยายามจะยัดเยียดให้หรืออย่างไร
คิดได้ดังนั้นก็มุ่งไปยังโต๊ะไม้ เตรียมเขียนจดหมายสำคัญ เพื่อยืนยันกับใต้เท้าเฉวียนว่านางตกลงจะใช้แผนสุดท้ายที่พวกเราร่วมกันคิดเอาไว้ ในกรณีที่ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถโน้มน้าวครอบครัว
ใช่...ใต้เท้าเฉวียนก็ไม่อยากวิวาห์กับนางเช่นกัน…
เพราะบุรุษตาต่ำนั่นบอกว่าหากเทียบกับนางแล้วอยากให้เจ้าสาวคือเยี่ยวั่งซีมากกว่า!
ไม่เพียงตาต่ำยังปากเหม็น!!
จากที่ไม่อยากแต่งให้อยู่แล้ว ตั้งแต่ได้ฟังความในใจนั้นนางก็กลายเป็นรังเกียจ จึงยิ่งอยากส่งเสริมให้ผู้ที่นางรังเกียจทั้งสองได้ครองคู่กัน
แต่แค่นั้นยังไม่พอ ตำแหน่งฉินหวางเฟยที่ว่างนางจะเข้าไปอยู่แทน
เท่านี้คนที่เหมาะสมก็จะได้อยู่ในที่เหมาะสมกับตัวเองเสียที
“สุดท้าย...ผู้ที่จะได้หัวเราะย่อมต้องคือข้า”
เยี่ยซินหยีเอ่ยกระหยิ่มยิ้มย่อง นัยน์ตาเป็นประกายระริก
“วันพรุ่งจะเป็นวันที่ท่านได้ชูคอวันสุดท้ายแล้วเจ้าค่ะ พี่สาวข้า”
*
*
โถงเรือนใหญ่ตระกูลเยี่ยในวันนี้ถูกประดับประดาด้วยผ้าแดงมงคลและโคมไฟสว่างไสว เสียงดนตรีและเสียงอวยพรจากแขกเหรื่อเซ็งแซ่ บรรยากาศรื่นรมย์สมฐานะงานวิวาห์น้องสาวของฉินหวางเฟย
หากมองผ่านๆ ย่อมเป็นภาพงานพิธีที่น่าอิจฉายิ่งนัก
หากคู่บ่าวสาวกลับไร้ยินดี...
ฝ่ายเจ้าสาวสวมผ้าคลุมศีรษะจึงมองไม่เห็นสีหน้า เลยมีเพียงคนใกล้ชิดเท่านั้นที่รับทราบความไม่สบอารมณ์ แต่สำหรับเจ้าบ่าวอย่างเฉวียนเค่อนั้น ทุกคนในงานต่างมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน
นัยน์ตาซึ่งเคยคมคาย บางคราก็วิบวับระยับพรายล่อดอกท้อของเขา บัดนี้แดงก่ำด้วยเส้นเลือด ขอบตาก็ดำคล้ำ บ่งชัดถึงการอดหลับอดนอน
และคนสกุลเฉวียนทุกรายก็ทราบดีว่าเกิดจากการที่เจ้าตัวออกไปดื่มเหล้าท่องราตรีอย่างทุกที เช้าวันนี้จึงเกิดอาการเมาค้าง!
ยามเข้าใกล้จึงยังได้กลิ่นสุราหมักโชยออกมาจากตัว ไหนจะสีหน้าบ่งความไม่อภิรมย์ จนมารดาของเขาต้องคอยสะกิดและส่งสายตาดุๆ เตือนอยู่บ่อยครั้ง
ทว่า...ยังมีอีกสาเหตุที่ทำอารมณ์ของเฉวียนเค่อเป็นเช่นนั้น และดวงตาขุ่นมัวของเขาก็มักเบนไปมองยังต้นตออยู่เนืองๆ
นั่นก็คือสตรีซึ่งนั่งอยู่ทางด้านบนของโถงพิธี เคียงกายสวามีผู้ยิ่งใหญ่ จนทุกคนต้องวุ่นวายให้การต้อนรับราวกับจักรพรรดิเสด็จ
วันนี้ฉินหวางเฟยช่างงดงามจนเจิดจ้า ถึงกับทำเอาผู้คนมากมายในงานเผลอลอบมองโดยมิอาจควบคุมสายตา แต่แน่นอนว่ามองมากที่สุดบ่อยที่สุดย่อมคือเขา จึงได้เห็นว่ามีใครกันที่พยายามลอบมองนางอยู่บ้างเหมือนกันนี่อย่างไร
เดิมทีนางก็เป็นสตรีที่งดงามติดอันดับต้นๆ ของเมืองหลวงอยู่แล้ว ยามนุ่งห่มชุดหรูหราทำจากผ้าไหมชั้นเลิศ สวมเครื่องประดับทองคำ อัญมณีล้ำค่า แต่งแต้มสีสันบนใบหน้าอย่างประณีตเช่นนี้ รัศมีก็ยิ่งเปล่งประกาย
ไหนจะกิริยาอันงดงามราวกับเป็นชนชั้นสูงมาแต่กำเนิด ช่างสมบูรณ์แบบเพริศแพร้วเพียบพร้อม
ทั้งที่พิธีการอยู่ตรงหน้า...มีเจ้าสาวอยู่เคียงกาย แต่ทำอย่างไรเฉวียนเค่อก็มิอาจห้ามดวงตา ไม่ให้มักเหลือบเลื่อนไปทางนางได้เลย
ยามวางตนนิ่งเฉยก็สูงศักดิ์น่ามองมากแล้ว ทว่ายามใบหน้างดงามนั้นแย้มยิ้ม มันกลับทิ่มแทงมาในอกเขาจนรวดร้าว
เหตุใดเขาจึงไม่กระตือรือร้นที่จะไขว่คว้านางเอาไว้ให้ได้ตั้งแต่ตอนนั้นกัน...
บางทีเขาอาจโง่เง่าจนเกินรับอย่างที่ท่านพ่อท่านแม่มักด่าทอ
มือขาวซีดของเฉวียนเค่อกำแน่นซ่อนอยู่ในผืนเสื้อ ความเสียดายเคล้าริษยาเข้มข้น จุกอกจนหายใจแทบไม่ออก หญิงงามเพียบพร้อมที่ควรจะเป็นของเขา...เหตุใดเล่าจึงตกเป็นของตาเฒ่าเต้าหู้ทอด[1]อย่างฉินอ๋องไปได้!
ทว่าในความเสียดายนั้น ระลอกความชั่วร้ายกลับค่อยปรากฏในดวงตาเยิ้มเมาของเขา เอาเถิด...อีกไม่นานหรอก แผนการที่เขาและเยี่ยซินหยีร่วมมือกันคิด ก็กำลังจะเริ่มต้น
หากทำสำเร็จอย่างงดงาม เยี่ยวั่งซีก็จะตกเป็นของเขา และต่อให้สวรรค์ไม่เข้าข้างจนมิอาจครอบครองนาง อย่างน้อยที่สุด...นางก็จะถูกดึงลงมาจากตำแหน่งหวางเฟย มิได้อยู่ให้ทิ่มแทงสายตา เสียดลึกถึงในอกเขาอย่างยามนี้อีกต่อไป
ในเมื่อเขาไม่ได้ครอง บุรุษคนใดต่อให้สูงศักดิ์สักแค่ไหน ก็อย่าหวัง...
และแผนการในความคิดของเยี่ยซินหยีนั้นก็น่าสนุกดีเสียด้วย
***
จะทำอะไรกันอีกเนี่ยเจ้าพวกนี้
E-Book เล่มเดียวจบ วางแผงแล้วนะคะ พร้อมแล้วทั้งที่ Meb , Dek-D เลือกตามช่องทางที่สะดวกได้เลยค่ะ
Dek-D https://novel.dek-d.com/ebook/49751/
[1]油豆腐 แปลตรงตัวคือ เต้าหู้ทอด สามารถใช้เป็นแสลงไว้เรียกชายแก่ที่นิสัยลื่นไหลปลิ้นปล้อน