ฉินอ๋องปรากฏกาย
ฉินอ๋องปรากฏกาย
-3-
ฉินอ๋องปรากฏกาย
“ดีใจหรือไม่เล่าเจ้าคะท่านพี่ ในที่สุดวันนี้ท่านก็จะได้มีคู่หมายจากตระกูลใหญ่แล้ว”
คำทักทายจากเยี่ยซินหยีผู้เข้ามาหาพี่สาวซึ่งเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ และนั่งรอเวลาออกไปพบแขกสำคัญจากตระกูลเฉวียน
เยี่ยวั่งซีย้อนยิ้มๆ “แล้วเจ้าเล่า เสียใจมากหรือไม่น้องพี่”
มองชุดและเครื่องประดับเกินพอดีที่เยี่ยซินหยีสวม ดูก็ทราบว่าตั้งใจสั่งสาวใช้ให้ช่วยแต่งกายมาประชันขันแข่ง และคงหวังจะแย่งสามีที่นางไม่ต้องการนี้เอาไปให้จงได้
“ท่าน! ได้ใจไปเถิด เย้ยหยันข้าไปเถิด!”
น้องสาวซึ่งประกาศตนเป็นศัตรูชัดเจนเฉพาะยามอยู่ต่อหน้านาง ออกท่าทางกรุ่นโกรธเต็มที่
“ข้าไม่ยอมตัดใจหรอก เพราะใต้เท้าน่ะเหมาะกับข้ามากกว่า คนอย่างท่านดันทุรังไปก็จะได้สุขแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น”
“ข้าเชื่อที่เจ้าบอกว่าจะไม่ยอมตัดใจ ยังจะขอเป็นกำลังใจให้เจ้า เพราะข้าเห็นด้วยว่าเจ้ากับใต้เท้าน่ะช่างเหมาะสมกันเสียจริงนะซินเอ๋อร์”
ท่าทางจริงใจ ไร้นัยประชดประชันของพี่สาวที่มักเชือดเฉือนกันเสมอ ทำเยี่ยซินหยีงุนงงจนหาทางตอบโต้ไม่ถูกไปชั่วแล่น
เป็นจังหวะให้เยี่ยวั่งซีได้เอ่ยอีก
“แต่มีหลายอย่างที่เจ้าเข้าใจผิดไป ข้าหาได้ได้ใจ หาได้เย้ยหยัน ดีใจ หรือสุขใจอะไรทั้งนั้น ข้ามีเพียงความต้องการสะบั้นพันธะนี้ทิ้งอย่างแรงกล้า”
หญิงสาวในอาภรณ์และเครื่องประดับงดงามสมเป็นวันสำคัญของตนลุกขึ้นยืน เพราะบ่าวมาตามให้ไปพบแขก
ยามเดินผ่านน้องสาวซึ่งยืนหน้าบึ้งขวางทาง ก็วางมือลงบนบ่านางพลางกระซิบ
“และข้าหวังว่า...เจ้าจะใช้ความมุ่งมั่น ความพยายามโดยไม่ตัดใจอย่างที่บอกข้า เพื่อเอาใต้เท้าเฉวียนไปครองจนสำเร็จให้ได้จริงๆ นะน้องพี่”
อาจเพราะเยี่ยซินหยีกำลังพยายามตีความ อยากจะเข้าใจเจตนาแท้จริงของพี่สาว ตอนหันไปมองคนพูดจาประหลาด ก็พบว่าสตรีน่าโมโหได้ออกพ้นประตูไปแล้ว
มีบ่าวหลายคนบอกว่าท่าทางของเยี่ยวั่งซีนั้นแปลกไปจากเดิมนับตั้งแต่สิบกว่าวันก่อน ยังออกไปข้างนอกบ่อยครั้ง ตัวนางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยเพราะอย่างไรสตรีผู้นี้ก็ยังคงน่าชัง น่าโมโห และพูดจายั่วโทสะนางเก่งอย่างเดิม
แต่สิ่งที่แปลกไปก็คือแววตา ท่าทางที่มองนางอย่างผู้ได้รับชัยชนะ และเย้ยหยันอยู่ในที อาจเพราะกำลังย่ามใจว่าตนเองคงได้หมั้นหมายกับใต้เท้าเฉวียน และรอคอยจะได้วิวาห์อย่างแน่นอน
ทว่าแล้วอย่างไรเล่า...ของที่นางต้องการ โดยเฉพาะของที่เป็นของมัน นางก็จะเอามาให้ได้
ต่อให้ยึดมาครอบครองผู้เดียวมิได้ ก็จะร่วมใช้ ไม่ปล่อยให้เยี่ยวั่งซีได้มีสุขสมใจ!
ขณะผู้ใหญ่ฝ่ายตระกูลเฉวียนและตระกูลเยี่ยต่างสนทนาว่าธุระ ผู้อาวุโสน้อยกว่าอย่างเยี่ยวั่งซีและเฉวียนเค่อต่างนั่งสงบปากสงวนคำ กระนั้นต่างคนต่างมีเรื่องราวให้ขบคิด
สำหรับเฉวียนเค่อ...นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นคุณหนูใหญ่สกุลเยี่ยใกล้ๆ ยอมรับว่านางดูแตกต่างจากที่เขาคิด มิใช่เรื่องหน้าตาที่งดงามเป็นอันดับต้นๆ ของสตรีในเมือง เรื่องนี้เขาและบุรุษส่วนมากล้วนทราบดี
เป็นท่าทางของนางต่างหากที่อยู่เหนือการคาดเดา
ปกติ...อย่าว่าแต่สตรีสามัญชนคนธรรมดา บางคราคุณหนูชนชั้นสูงซึ่งยังอ่อนเดียงสานัก เพียงเขาปรายยิ้ม เพียงมองด้วยดวงตาที่ทำให้โค้งเล็กน้อยดั่งจันทร์เสี้ยว พวกนางมักขวยอาย รีบละสายตา น่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
หากสตรีผู้นี้กลับกลายเป็นฝ่ายปรายสายตามองเขา ริมฝีปากบางสวยของนางงุ้มคว่ำลงชั่วแล่น ก่อนเครื่องหน้าทุกชิ้นจะกลับไปตรึงอยู่ในตำแหน่งที่สำรวม
มิใช่เพียงดูออกชัดแจ้งว่าไม่รู้สึกเสน่หาต่อกัน แต่ยังดูราวกับรังเกียจ
หรือจะเป็นวิธีเรียกร้องความสนใจแบบใหม่?
ได้ข้อสรุปเช่นนั้นบนใบหน้าที่สตรีหลายรายมองว่ารูปงามก็ปรากฏรอยยิ้ม ในใจก็นึกกระหยิ่มอิ่มเอม เพราะไม่ว่าจะคิดอย่างไรมองอย่างไร ก็ไม่มีทางที่สตรี...โดยเฉพาะพวกนางที่ต่ำต้อยกว่าตั้งมาก จะไม่สนใจเขาได้เลย
ด้านเยี่ยวั่งซีที่เผลอไปมองเสนียดตา หลังระงับความหงุดหงิดได้ก็ตั้งใจรวบรวมสติ หูก็ฟังรอบด้านพลางนึกถึงบุรุษที่ควรจะมาปรากฏกายได้เสียที
เผลอคิดไปยันเรื่องที่พบกับพระองค์ครั้งแรก...และครั้งต่อมา จนได้ทำสัญญาครานี้ร่วมกันเมื่อสิบวันก่อน
ตอนนั้นนางก็แค่เข้าบ่อนหวังเอาทุนก้อนใหญ่ในการออกไปเริ่มชีวิตใหม่ ไม่คาดเลยว่าจะได้เครื่องมือชิ้นใหญ่อย่างเขามา เปลี่ยนกระดานแผนการอันเรียบง่ายของนาง จากกระดานไม้ให้กลายเป็นหินอ่อนหรูหราน่าดูชม
‘เหตุใดเจ้าที่ยอมตลอดมาก็ยังต้องยอมจากไปอีกเล่า มิสู้อยู่ตำตาตำใจ อยู่ให้ได้ให้ดี ให้พวกขี้แพ้มันเจ็บใจจนกระอักเล่น’
หลังกล่าวพลางแย้มสรวล ฝ่ามือสูงศักดิ์ก็ยื่นมาตรงหน้านาง
ที่จริงก็เป็นท่าทางธรรมดา ทว่านางกลับไม่เคยได้รับจากคนในครอบครัวเลย...
‘ข้าจะช่วยปกป้องปกปักไม่ให้ใครมาแตะต้องเจ้า และจะคอยสนับสนุนเจ้า ให้ได้กระทำตามใจทุกอย่างเอง...’
ยามนึกถึงบทสนทนาช่วงซึ่งชวนซาบซึ้งใจ เยี่ยวั่งซีก็เผลอระบายยิ้มบาง เฉวียนเค่อซึ่งจับจ้องนางอยู่เห็นเข้าพอดี รอยยิ้มกระหยิ่มของเขาจึงยิ่งแย้มกว้าง ความมั่นใจยิ่งเพิ่มพูน
นั่นอย่างไรเล่า...สตรีใดจะไม่มีความสุขหากได้หมั้นหมายกับเขากัน
ยิ่งชาติกำเนิดต่ำต้อยอย่างนาง บุรุษผู้มาจากตระกูลที่ดี เพียบพร้อม ซ้ำยังรูปงามอย่างเขา ผู้ใดเล่าจะยอมลดตัวลงไปให้
“บัดนี้ถึงยามมอบสินสอด เพื่อให้พิธีหมั้นวันนี้จบลงโดยบริบูรณ์...”
ขณะเยี่ยวั่งซีกำลังคิดจะทำบางอย่างก่อนการสู่ขอหมั้นหมายจะเสร็จสิ้นลงจนให้ยิ่งยากแก้ไข บ่าวผู้หนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาถึง
“มีเรื่องด่วนอะไรเร่งว่ามา”
หลัง ‘เยี่ยเต๋อ’ ผู้นำสกุลเยี่ยถามเสียงขุ่น หลายคนในโถงก็เริ่มได้ยินเสียงวุ่นวายแว่วมาจากทางหน้าเคหา
บ่าวซึ่งท่าทางอกสั่นขวัญบินรีบรายงานเสียงเครือ
“ฉะ...ฉินอ๋องเสด็จ!”
ถ้อยวรรคกระชับสั้นที่ทำเอาบิดามารดาของเฉวียนเค่อถึงกับผุดลุกยืน แต่เมื่อตั้งสติได้ก็เค้นถามเพื่อความแน่ใจ
“เจ้ามองอย่างดีแล้วหรือไม่!”
“ไม่มีทางผิดหรอกขอรับ ข้าเห็นทุกอย่างกับตา ทั้งตัวฉินอ๋องพร้อมขบวนสินสอด เอ่อ...อาจต้องเรียกกองคาราวานสมบัติกระมัง ที่ขนของล้ำค่ามามากมายและตั้งแถวยาวจนมองไม่เห็นหาง ยังมีผู้อื่นเห็---”
“พอ! ไม่ต้องอธิบายให้เสียเวลาแล้ว พวกข้าจะออกไปรับเสด็จเดี๋ย---!?”
คำว่า ‘เดี๋ยวนี้’ ไม่ทันเอ่ยจบความ บุรุษซึ่งกำลังถูกพูดถึงก็ปรากฏกายที่โถง โดยไม่รอให้ถูกเชื้อเชิญก่อนตามมารยาทวิถี
“ไม่จำเป็น”
แม้เปล่งสุรเสียงไม่ดัง หากน้ำเสียงเย็นเยียบเด็ดขาดที่ราวกับจะเอาโทษผู้ใด ยังพรั่งพร้อมด้วยบริวารรายล้อมซึ่งตามเข้ามา ก็ทำเอาเจ้าบ้านสกุลเยี่ย และคนจากตระกูลเฉวียนถึงกับแข็งไปทั้งร่าง
***
บักผัวเก่ามันเกิดปีมั่นวันกล้า
เดี๋ยวมารอดูคนเกิดปีบ้าวันบ้ากัน
สำหรับพาร์ตที่พบกันและไปทำสัญญาหมั้นหมายนี่ เมื่อจบพาร์ตงานหมั้นแล้ว จะเคลียร์ให้อ่านอย่างกระจ่างแจ้งค่ะ
E-Book เล่มเดียวจบ วางแผงแล้วนะคะ พร้อมแล้วทั้งที่ Meb , Dek-D เลือกตามช่องทางที่สะดวกได้เลยค่ะ