เมื่อฉินอ๋องพิโรธ
เมื่อฉินอ๋องพิโรธ
-5-
เมื่อฉินอ๋องพิโรธ
ภายในห้องโถง...หลังเยี่ยวั่งซีจากไปสักพัก บิดาของเฉวียนเค่อก็ทำลายความเงียบงันจนน่าอึดอัด ด้วยการกล่าวนอบน้อม พินอบพิเทาอย่างสูง
“ปะ...เป็นเกียรติยิ่งนักที่ฉินอ๋องเสด็จมาร่วมเป็นแขกให้พิธีหมั้นหมายของลูกชายกระหม่อม”
มันคือการตรวจสอบเจตนา ว่าบุรุษคาดเดามิได้ผู้นี้ จะไม่มาสร้างปัญหาใช่หรือไม่!
“แขก? ใคร? ข้าน่ะหรือ”
ไม่เพียงท่าทางน่ากังวล หัวขนงเข้มยังเริ่มขมวดเข้าหากัน
“เหตุใดจึงกล้าด่วนสรุปออกมาเอง ว่าข้าผู้นี้มาเพื่อเป็นแขกให้พวกเจ้ากัน”
“ขอท่านอ๋องโปรดอภัย กระหม่อมหาได้มีเจตนาเช่นนั้นเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อผู้นำสกุลเฉวียนคุกเข่า ฮูหยินและบุตรชายอย่างเฉวียนเค่อก็รีบทำตาม
บิดาของเยี่ยวั่งซีเองก็รีบทำอย่างเดียวกัน พร้อมกันนั้นคิดแปลกใจว่า ภรรยาที่เดินตามบุตรีไปได้สักพักใหญ่ เหตุใดไม่รีบกลับมาเสียที
แม้ตนจะเคยได้ยินชื่อเสียง โดยเฉพาะเรื่องเสียๆ ของฉินอ๋องมามาก ทว่าไม่เคยมีวาสนาได้เข้าเฝ้าหรือกระทั่งเห็นใกล้ๆ ยามได้พบอย่างกะทันหันเช่นนี้ นอกจากประหม่าไม่อาจประมาณ ยังถึงกับหายใจไม่อิ่ม
เพราะบรรยากาศที่เปลี่ยนไปหลังบุรุษผู้นี้เสด็จเข้ามา มันหนักอึ้งและอึดอัดจนไม่อาจบรรยาย
รู้สึกราวกับแค่หายใจผิดจังหวะก็อาจหายนะ...
หากสิ่งที่ท่านผู้ยิ่งใหญ่กำลังจะเอ่ย กลับคือหายนะอย่างแท้จริง
“ข้าจะไปใช่แขกของพวกเจ้าได้อย่างไร พวกเจ้าต่างหากคือแขกของข้า”
ว่าจบวรกายองอาจในชุดสีแดงขลิบทองที่ใครมองก็ต้องทราบว่าเป็นชุดเจ้าบ่าว ก็ลุกขึ้นยืน
มุมปากกดลึกก่อนกล่าว
“เพราะวันนี้ข้าจะมารับตัวเจ้าสาวของข้าไปอย่างไร”
บังเกิดเสียงจากการเผลอสูดลมหายใจเข้าลึกของใครหลายคน รวมทั้งเสียงเซ็งแซ่จากเหล่าบ่าวไพร่ซึ่งมาแอบยื่นคอมองดูอยู่จากนอกโถง
และด้วยความรวดเร็วของยอดสาวใช้ประจำตำหนักฉินอ๋อง กอปรกับเยี่ยวั่งซีแต่งหน้าทำผมพร้อมอยู่แล้ว เพียงจับนางสวมชุดสีแดงและผ้าคลุมหน้า ก็สามารถพากลับมาส่งให้ท่านอ๋องโดยใช้เวลาไม่นาน
เยี่ยวั่งซีจึงทันได้ยินการประกาศวิวาห์ของบุรุษผู้นี้เข้าเต็มสองหูพอดี!
“ฮ่า เจ้าสาวของข้ามาแล้ว”
หญิงสาวคิดคันที่ในใจ บุรุษผู้นี้ไม่เพียงเล่นนอกสัญญาหน้าด้านๆ ยังมาทำเสียงประหลาดส่งให้อีก!
จังหวะที่ทุกความสนใจกำลังพุ่งไปยังฉินอ๋องและสตรีในชุดเจ้าสาว นางเยี่ยกู้ซื่อซึ่งกลับมาพร้อมบุตรีคนเล็กก็รีบพากันไปอยู่เคียงข้างสามี
“ปะ...ประเดี๋ยวก่อนเพคะท่านอ๋อง”
เป็นเฉวียนฮูหยินตัดสินใจเอ่ยขัด แม้ยามดวงเนตรคมกริบตวัดมองมาจะน่ากลัว
“หรือเจ้าสาวของพระองค์ที่ว่า จะหมายถึงคู่หมั้นลูกชายหม่อมฉันเพคะ”
“หรือคู่หมั้นลูกชายเจ้าที่ว่า จะหมายถึงนาง” เป็นการย้อนด้วยประโยคแบบเดียวกันเพราะจงใจ
“ทั้งที่พิธียังไม่ทันเสร็จสิ้นด้วยซ้ำน่ะหรือ แต่นางกลับคือคู่หมั้นลูกชายพวกเจ้าแล้ว?”
ดวงเนตรคมกริบมองยังแม่สื่อ ก่อนกวาดมองทุกคนแล้วแผดสุรเสียงทรงอำนาจตวาดกร้าว
“ข้าถามเหตุใดไม่ตอบ!”
“ยังเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ” เป็นการประสานเสียงจากทุกคนในโถง
และยามนัยน์ตาวาวโรจน์ราวกับมีกองไฟข้างในเบนไปมองสามพ่อแม่ลูกสกุลเยี่ย ทั้งหมดก็รีบสำทับนอบน้อมว่าเป็นไปตามนั้นเช่นกัน
โดยเฉพาะนางเยี่ยกู้ซื่อที่พยายามก้มหน้าหมอบต่ำกว่าผู้ใด
“ดังนั้น ‘ซีเอ๋อร์’ ก็ยังคงไม่ใช่คู่หมั้นของลูกชายพวกเจ้า”
เยี่ยวั่งซีสะดุ้งน้อยๆ ให้การถูกเรียกขานด้วยคำอย่างที่ไม่เคยมีใครใช้กับนางมาก่อนกระทั่งพ่อแม่ ยังถึงกับขนลุก
ทว่ามิใช่เป็นไปเพราะรู้สึกแย่...
“เพราะงั้นข้า...หยางเว่ยไหลผู้นี้จึงจะมาหมั้นหมาย สู่ขอ และวิวาห์กับนางเลยทันทีในวันนี้”
สิ้นคำกล่าวรวบรัดจนไม่ควรมีผู้ใดคิดคัดค้าน มิคาด...นางเยี่ยกู้ซื่อซึ่งยังคงก้มหน้าต่ำตัวสั่นกลับกล้าเอ่ยออกมา
“ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องขอกราบทูล...”
แม้นางจะหวาดกลัวจนราวกับหัวอันหนักอึ้งนี้พาดอยู่บนแท่นประหาร แต่ก็รู้สึกอย่างแรงกล้าว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายซึ่งจะสามารถขัดขวาง
ทั้งโถงพลันเงียบสงัดดุจดั่งอยู่กลางเหมันต์อเวจี กระทั่งหยางเว่ยไหลเอ่ยกระชับห้วน
“พูด”
นางเยี่ยกู้ซื่อกลืนน้ำลาย หากก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แต่งให้ฟังนอบน้อมเป็นที่สุด
“หม่อมฉันเพียงเป็นห่วงว่า...วั่งซีอาจขาดความเหมาะสมอยู่มากสำหรับท่านอ๋อง ทว่าหม่อมฉันมีบุตรสาวอีกคน อายุน้อยกว่า น่าเอ็นดูกว่า นิสัยก็อ่อนหวาน ซินเอ๋อร์...เจ้ารีบเงยหน้าให้ท่านอ๋องพิจาร---”
“หืม...” เพียงเสียงยานคางทุ้มต่ำจากในลำคอ ก็ทำเอาอากาศในโถงยิ่งทวีความเยียบเย็นหนักอึ้ง
และมันก็หนักพอจะกดศีรษะเยี่ยซินหยี ให้ไม่อาจทันกระทั่งโงขึ้นมาเผยโฉม
ดวงเนตรวาวโรจน์เลื่อนจากศีรษะซึ่งก้มมุ่นของนางเยี่ยกู้ซื่อ กวาดผ่านบุตรีที่อยู่ข้างๆ นางไปอย่างไวเหมือนหินใหญ่ข้างทางก้อนหนึ่งซึ่งบังเอิญโผล่มาในครรลองสายตา
หากยามกลับมามองร่างของเยี่ยวั่งซีที่ยืนอยู่ข้างสาวใช้ มุมปากกลับเริ่มกระดกขึ้นช้าๆ
ในแบบที่บ่าวซึ่งทำงานถวายรับใช้ใกล้ชิด กระจ่างว่าคือสัญญาณอันตราย
“น่าสนใจนัก…” หากหยางเว่ยไหลกลับว่ายานคางเนิบช้า
ก่อนทวีความแข็งกร้าวในสุรเสียง
“ที่เจ้าถึงกับกล้าขัดข้าไว้! เพียงเพื่อจะมาแส่ตัดสินแทนว่าซีเอ๋อร์ไม่เหมาะสมกับข้า แค่เพราะตนเองคือว่าที่แม่ภรรยา เลยกล้าดีมาบอกว่าวิจารณญาณของข้าผู้นี้มีปัญหารึ บังอาจเกินไปแล้ว!!”
บรรยากาศซึ่งย่ำแย่อย่างมากอยู่แล้วในโถง บัดนี้ยิ่งทวีความเลวร้าย
ทั้งกดดันทั้งเงียบงัน จนหากมิได้ยินเสียงฟันของนางเยี่ยกู้ซื่อกระทบกันเพราะสั่นกลัว ทุกคนที่ทำได้เพียงก้มหน้าหมอบต่ำคงคิดว่าหัวนางหลุดจากบ่าไปแล้ว
ก่อนทุกคนจะพบว่า…ยังเร็วเกินไปนักที่จะวางใจ
เพราะไม่ช้าพักตร์งามสลักเสลาก็พยักเชื่องช้า องครักษ์ส่วนพระองค์ก็ก้าวเข้ามา แล้วบุรุษซึ่งผู้คนต่างลอบให้สมญาว่าบ้าคลั่ง ก็ชักดาบออกจากฝักองครักษ์
ยื่นไปเบื้องหน้าร่างซึ่งหมอบสั่น
และทันทีที่เห็นปลายแหลมคมมาจ่อประชิด นางเยี่ยกู้ซื่อก็ถึงกับผงะหงาย รีบกระถดถอยร่นไปด้วยความกลัวตาย ร้องไห้ฟูมฟาย โถงที่เคยเงียบราวสุสานร้าง บัดนี้ก้องดังด้วยเสียงโหยหวนครวญคร่ำ
กระทั่งเจ้าของสุรเสียงทรงอำนาจรับสั่ง
“ทำให้นางหยุดที ข้ารำคาญ”
องครักษ์ร่างใหญ่ร้องรับกระชับสั้น ก่อนจะตรงเข้าไปจับตัวนางเยี่ยกู้ซื่อ บังคับจัดท่ากลับไปคุกเข่าแล้วกดศีรษะลง
หัถต์ซึ่งสามารถประหัตประหารผู้คน จึงพาดคมดาบลงบนต้นคอที่เผยออกมาอย่างพอดิบพอดีของนาง
***
E-Book เล่มเดียวจบ วางแผงแล้วนะคะ พร้อมแล้วทั้งที่ Meb , Dek-D เลือกตามช่องทางที่สะดวกได้เลยค่ะ