หักหน้า
หักหน้า
-6-
หักหน้า
“หากอยากคอขาด ก็ลองทำตัวบ้าคลั่งอย่างเมื่อครู่ดู”
สุรเสียงของผู้ที่เหมาะกับคำนั้นเป็นที่สุด ทำนางเยี่ยกู้ซื่อยิ่งหวาดกลัวขึ้นร้อยเท่าพันทวี บัดนี้เลือดในกายยังคล้ายหยุดไหลไปหล่อเลี้ยงร่าง
เพราะไม่กล้ากระทั่งจะสูดลมหายใจเข้า
“ไหนลองอธิบายมา ว่าเหตุใดกล้าบังอาจพูดขนาดนั้น”
“มะ...หม่อมฉันมิได้...ตะ...ตั้งใจจะบังอาจเลยเพคะ แค่จะหมายความว่า---”
“ข้าว่าข้าได้ยินความหมายของเจ้าชัดเจนดี”
ผู้ที่ไม่คิดฟังตั้งแต่แรกกวาดดวงเนตรคมกริบไปทั่วโถงช้าๆ ทุกคนยิ่งก้มลงต่ำจนหน้าแทบฝังไปในพื้น ด้วยเกรงจะตกเป็นเป้าหมาย
“ซ้ำเจ้ายังต้องการให้ข้ารับบุตรีอีกคนไปแทน งั้นนางซึ่งข้าอุตส่าห์เลือกไว้เสียดิบดีเล่า”
พระองค์จิ้มนิ้วไปที่เยี่ยวั่งซีเบาๆ
“ก็จะให้ไปเป็นคู่หมั้นของตระกูลเฉวียนงั้นหรือ เหอะ...นอกจากบังอาจมากังขาในวิจารณญาณของข้าแล้ว ยังบังอาจจะให้ข้ายกคนที่ตนเองถูกใจแก่ผู้อื่นอีก!?”
นางเยี่ยกู้ซื่อรีบกดศีรษะต่ำลงอีก แต่คมดาบเย็นเฉียบก็ยังตามมาพาดวางบนคอ เยี่ยซินหยีที่อยู่เคียงข้างมารดาก็ยังหวาดกลัวตัวสั่นไปด้วย
“ดังนั้นนี่จึงคือบทลงโทษของเจ้า”
ตรัสจบก็ลงน้ำหนักมือ กรีดผ่านด้านหลังลำคอขาวซีด
โลหิตสีสดซึมออกมาตามรอยยาว
ขณะทุกคนกำลังกดดันหวาดกลัว และคิดว่าควรร้องขอชีวิตให้นางดีหรือไม่ เยี่ยวั่งซีกลับเป็นผู้เดียวที่งุนงง เพราะใบหน้าสลักเสลายื่นใกล้เข้ามา
“อะไรนะ ว่าที่ชายาข้าต้องการสิ่งใด”
ยังพูดเองเออเองโดยที่นางไม่ทันเอ่ยแม้สักคำ
“ข้าเข้าใจแล้ว เห็นแก่เจ้าและเห็นแก่ที่เป็นวันมงคลของพวกเรา ข้าผู้นี้จะยอมให้”
แล้วหยางเว่ยไหลก็หดดาบกลับมา สะบัดคราบเลือดที่เปรอะเปื้อน แล้วค่อยส่งคืนให้ราชองครักษ์
จากนั้นก็กลับมายืนในท่าผึ่งผายอย่างเก่า
นางเยี่ยกู้ซื่อแม้จะแสบร้าวที่แผล ทว่าก็พยายามระงับ ยังรู้สึกดีที่ยังมีศีรษะและลำคอไว้ให้ได้รู้สึกเจ็บ จึงเม้มปากกลั้นเสียงครวญจนสนิทแน่น และประคองร่างให้สามารถอยู่ในท่าหมอบคำนับต่อไปได้อย่างมั่นคง
จังหวะเดียวกัน หยางเว่ยไหลก็ตรัส
“เพราะว่าที่ชายาของข้าจิตใจประเสริฐนัก ร้องขอความเมตตาให้มารดา ทั้งที่นางถูกมารดาจาบจ้วงต่อหน้าธารกำนัลแท้ๆ ยังถูกเอาไปเปรียบเทียบว่าด้อยกว่าลูกสาวอีกคนทั้งที่ไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะแค่กาลเทศะนางยังไม่มี...ทั้งที่วันนี้เป็นวันดีของพี่สาว แต่มีอย่างที่ไหนประโคมสวมเครื่องประดับ และแต่งกายเสียอย่างกับจะไปแสดงอุปรากร”
คำเปรียบเทียบ ทำใบหน้าใต้ผ้าคลุมศีรษะเจ้าสาวของเยี่ยวั่งซีผุดยิ้ม
หากคนถูกน้ำคำร้ายกาจนั้นทิ่มแทงกลับต้องสะกดกลั้นจนตัวสั่น ยิ่งก้มต่ำซ่อนสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความอับอาย
ไม่กล้าโต้แย้ง แสร้งกระทำมารยา เกรงจะมีชะตาดุจมารดา
ก่อนบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จะหันมาให้ความสนใจนางเยี่ยกู้ซื่ออีกที ถามสุ้มเสียงจริงจังทุ้มก้อง
“ข้ากังขายิ่งนักว่าเหตุใดเจ้าจึงกล้ามาบอกว่า บุตรีผู้นี้ดีกว่าซีเอ๋อร์ของข้า”
แม้ความจริงจะเป็นโอกาสให้อธิบาย แต่นางเยี่ยกู้ซื่อกลับไม่สามารถกระทั่งควบคุมริมฝีปากที่สั่นเทา และอาจนับเป็นโชคดีที่หยางเว่ยไหลก็ไม่คิดจะรอฟังอยู่แล้ว
ลมปากคนพวกนี้มีค่าอะไรเสียที่ไหน
“หรือความจริงที่เจ้าทำอ้างอย่างนู้นอย่างนี้ เพราะที่แท้แค่ต้องการให้บุตรสาวซึ่งตนเองรักได้อยู่ในฐานะที่ดีกว่า?”
สายตาของหยางเว่ยไหลกดต่ำมองยังศีรษะ และด้านหลังลำคอที่มีรอยกรีดเลือดซึมของนางเยี่ยกู้ซื่อ แววเนตรทิ่มแทงไร้อารี ดุจเดียวกับน้ำเสียงไร้ไมตรี
“ขนาดข้ากับเสด็จแม่ทะเลาะกันเป็นประจำ พระองค์มิเพียงไม่เคยหักหน้าข้าต่อหน้าผู้คน ยังไม่กระทั่งลำเอียงกับข้าขนาดนี้เลย นี่เจ้าเป็นมารดาซีเอ๋อร์ของข้าแน่หรือ”
ใบหน้าซึ่งไม่มีใครมองเห็นของนางเยี่ยกู้ซื่อยิ่งซีดเผือดลงอีกจนแทบไร้สีเลือด
ก่อนหยางเว่ยไหลจะหันไปกล่าวกับผู้คนในโถง
“ก็ตามที่พวกท่านทั้งหลายได้ยินกันแล้ว มารดาของเจ้าสาวข้าบอกออกมาอย่างมั่นใจว่าซีเอ๋อร์ไม่ดีพอ”
มุมปากของเขากดลึกลงอีกเล็กน้อย
“แต่โชคดีที่ข้ามันเป็นคนที่มีตาแล้วก็ยังมีแววด้วย จึงได้ค้นพบมุกแสนงามที่ยังเหลืออยู่กลางมหาสมุทร[1]เม็ดนี้เข้า แหม...งั้นข้าควรยิ่งต้องรีบขอรับเอานางไปด้วยความภาคภูมิใจ”
แล้วพระองค์ก็หันไปยังเยี่ยวั่งซี
“ซีเอ๋อร์”
หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
แม้จะมองผ่านผ้าคลุมศีรษะเจ้าสาว กลับยังเห็นชัดว่าดวงตาคู่กระจ่างตรงหน้าช่างเจิดจ้าราวดวงอาทิตย์ ทั้งงดงามเหนือสรรพชีวิตใด ยังยิ่งใหญ่ และเต็มไปด้วยอำนาจ
หากแสงซึ่งทอดมาหานางกลับมิได้แผดเผากัน ยังให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยยิ่ง
“มาอยู่ข้างกายข้า”
ก่อนหัวหน้าพ่อบ้านประจำตำหนักฉินอ๋องจะเห็นสัญญาณจากเจ้านาย จึงรีบทำหน้าที่ด้วยการป่าวร้อง
“เริ่มยกสินสอดเข้ามาได้!”
[1]沧海遗珠 แปลตรงตัวคือ ไข่มุกที่ยังหลงเหลืออยู่ในมหาสมุทรกว้างใหญ่ มักไว้ใช้หมายถึง สิ่งของล้ำค่า คนเก่ง หรือความสามารถที่ถูกมองข้ามซ่อนเร้น หรือยังไม่ได้รับการยกย่องเชิดชูเท่าที่ควร