ซื้อเพื่อเปิดประสบการณ์
ซื้อเพื่อเปิดประสบการณ์
ซูหว่านหนิงเดินแวะชมหินหยกตามร้านค้า ตอนนี้ยังไม่มีหินหยกก้อนไหนที่เธอสนใจมากเป็นพิเศษ สองขาก้าวเดินไปเรื่อย ๆ จนใกล้จะสิ้นสุดเขตตลาด
“น้องสาวเจอกันอีกแล้ว” เสียงของพี่สาวคนเดิมดังขึ้น ซูหว่านหนิงหันกลับไปส่งยิ้มให้
“น้องสาวเดินหาหินหยกหรือ พี่มีร้านแนะนำสนใจไหม บอกก่อนนะว่าพี่ไม่ใช่หน้าม้า แต่ร้านเถ้าแก่หม่าขายของราคายุติธรรมไม่มีโก่งราคาแน่นอน”
“ฉันชื่อซูหว่านหนิงค่ะ พี่สาวเรียกฉันว่า หว่านหนิง ก็ได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงแนะนำตัว
“ฉันชื่อสวีว่านชิง เรียกพี่ชิงชิงก็แล้วกัน” อีกฝ่ายแนะนำตัวกลับ
“พี่ชิงชิงมาที่ตลาดแห่งนี้บ่อยหรือคะ” ซูหว่านหนิงเริ่มต้นถามคำถามแรก
“มาไม่บ่อยหรอก จะมาเฉพาะวันหยุดที่ไม่มีงานพิเศษให้ทำ” สวีว่านชิงตอบ
“พี่ไม่ใช่คนปักกิ่งหรือคะ” ซูหว่านหนิงถามเพราะสำเนียงที่สวีว่านชิงพูดนั้นเป็นสำเนียงจากทางใต้
“ใช่แล้วล่ะ พี่เป็นคนหูหนานแต่กำเนิด อายุได้สิบขวบก็ย้ายตามแม่มาอยู่ที่ปักกิ่ง สำเนียงพูดจึงติดไปทางคนทางใต้” สวีว่านชิงตอบก่อนจะชวนซูหว่านหนิงเดินไปที่ร้านเถ้าแก่หม่า
“พี่ชิงชิงทำงานแล้วหรือคะ” ซูหว่านหนิงถามต่อ
“ใช่จ๊ะ ทำงานที่ร้านอาหาร ส่วนกลางคืนก็เรียนภาคค่ำ ชีวิตคนจนก็อย่างนี้แหละต้องดิ้นรนหาเงินเรียนหนังสือ” สวีว่านชิงตอบที่เธอพูดมาคือเรื่องจริงทั้งหมด
ซูหว่านหนิงมองหน้าของสวีว่านชิงแม้อีกฝ่ายจะพูดเรื่องราวชีวิตแต่น้ำเสียงและใบหน้าไม่มีความน้อยเนื้อต่ำใจ มุมปากของสวีว่านชิงยังมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ให้เห็น
“ฉันก็เหมือนกับพี่นั่นแหละ ยังดีที่พี่มีแม่คอยดูแล ส่วนฉันไม่มีใครเลยสักคน” ซูหว่านหนิงพูดจบสวีว่านชิงก็ทำตาโต
“พี่ขอโทษที่พูดถึงเรื่องนี้ เรามาเปลี่ยนเรื่องคุยกันเถอะ”
“พี่ไม่ต้องกลัวฉันไม่คิดมากหรอกค่ะ ในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการฉันก็ไม่สนใจ ใช้ชีวิตต่อไปให้มีค่าก็พอ”
“เยี่ยมมาก เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยม” สวีว่านชิงยกนิ้วโป้งขึ้นมา
“พี่ชิงชิง เคยพนันหินหยกไหมคะ” ซูหว่านหนิงถาม
“ไม่เคย แต่พี่ชอบดูก็เลยมาบ่อย” สวีว่านชิงตอบ
ทั้งสองเดินไปคุยกันไปจนมาหยุดอยู่หน้าร้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งสวีว่านชิงแนะนำว่านี่เป็นร้านที่ขายหินหยกในราคาที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว
ซูหว่านหนิงกวาดตามองดูหินหยกที่วางอยู่บนพื้น ส่วนมากแล้วเป็นหินเกรดต่ำมีแสงสีทองบ้างแต่ไม่มากนัก แต่เพื่อไม่ให้สวีว่านชิงเสียน้ำใจซูหว่านหนิงจึงขอเข้าไปเลือกหินหยกในร้าน
“น้องหว่านหนิง ข้างในร้านจะราคาสูงกว่าข้างนอกนะ” สวีว่านชิงดึงมือของซูหว่านหนิงเอาไว้
“ฉันแค่เข้าไปดูค่ะ ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่ซื้อ” ซูหว่านหนิงตอบ ก่อนจะเดินเข้าไปดูหินหยกในร้าน
ภายในร้านเถ้าแก่หม่ากำลังต้อนรับลูกค้าเมื่อเห็นลูกค้าเข้าร้านก็รีบเดินมาต้อนรับ
“ราคาขายเขียนไว้ชัดเจน เลือกซื้อได้เลยครับ”
ซูหว่านหนิงพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปตรวจสอบหินหยกภายในร้านโดยมีสวีว่านชิงคอยเดินตาม
เมื่อเดินมาถึงหินกองสุดท้ายซูหว่านหนิงมองเห็นสีทองที่ส่องประกายเจิดจ้า
“สนใจหินกองนี้หรือ” สวีว่านชิงถาม
“ใช่ค่ะ เรามาเลือกซื้อกันคนละก้อนดีไหม” ซูหว่านหนิงหันไปถามสวีว่านชิง
“พี่ไม่มีเงินเยอะมากหรอก ขอดูก็พอแล้ว” สวีว่านชิงตอบ
ซูหว่านหนิงมองป้ายราคาหินหยกที่เขียนติดเอาไว้ กองนี้หินหยกขายก้อนละ 50,000 หยวน ต้นทางเป็นหินหยกจากประเทศพม่าพร้อมกับบอกแหล่งที่มาอย่างชัดเจน
หินหยกที่ซูหว่านหนิงต้องการอยู่ด้านล่างที่มีหินก้อนใหญ่ทับอยู่ หินด้านบนน้ำหนักประมาณ 80 กิโลกรัม ซึ่งเธอไม่สามารถยกออกเองได้ สวีว่านชิงจึงอาสาไปตามเถ้าแก่หม่าให้ลูกน้องมาช่วยยกหินออก
“สนใจหินก้อนด้านล่างนี้ค่ะ” ซูหว่านหนิงชี้ไปที่หินที่เธอต้องการซื้อ
“ได้ครับ” ลูกน้องของเถ้าแก่หม่าเข้ามาทั้งหมด 4 คน ก่อนจะช่วยยกหินก้อนด้านบนออก เมื่อเอาหินด้านบนออกแสงสีทองก็ส่องประกายเจิดจ้า
ซูหว่านหนิงยกยิ้มมุมปาก “ฉันเจอของดีแล้ว” หญิงสาวคิดในใจ
หินหยกที่ซูหว่านหนิงต้องการเมื่อส่องด้วยไฟฉายภายนอกจะเห็นสีเขียวเป็นริ้วแต่ไม่มากนัก เถ้าแก่หม่าเดินเข้ามาสอบถาม
“ลูกค้าแน่ใจนะครับว่าต้องการซื้อหินก้อนนี้ ลักษณะภายนอกของมันไม่น่าจะมีหยกอยู่ด้านใน แต่ที่ต้องขายราคาสูงก็เพราะว่าแหล่งกำเนิดของมันคือเหมืองเก่าแก่”
ซูหว่านหนิงเงยหน้าขึ้นมองเถ้าแก่หม่า เถ้าแก่คนนี้นิสัยเหมือนกับที่สวีว่านชิงบอกไม่มีผิด มีเถ้าแก่ร้านที่ไหนที่จะมาเตือนลูกค้าไม่ให้ซื้อของราคาแพง
“ต้องบอกเถ้าแก่ตามตรงว่าฉันไม่เคยมาที่ตลาดแห่งนี้เลย และไม่เคยเรียนรู้เรื่องหินหยกมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันตัดสินใจซื้อหินหยก ฉันแค่รู้สึกถูกใจหินหยกก้อนนี้ก็เลยอยากซื้อ”
เถ้าแก่หม่าพยักหน้า ก่อนจะให้ลูกน้องเข้ามายกหินหยกออกจากกอง
ซูหว่านหนิงมองหินหยกที่มีน้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ลักษณะภายนอกของมันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า นอกจากด้านบนที่มองเห็นริ้วเขียวแล้ว ส่วนอื่นก็เป็นเพียงหินธรรมดา
สวีว่านชิงเดินมาดึงมือของซูหว่านหนิงก่อนจะเอ่ยเตือน “ราคามันสูงมากนะ ถ้าผ่าแล้วไม่มีหยกเธอต้องทำใจไว้บ้างนะ”
“ฉันรู้ค่ะ ฉันแค่อยากเปิดประสบการณ์” ซูหว่านหนิงตอบ
เถ้าแก่หม่าเดินมาอีกครั้ง ซูหว่านหนิงโอนจ่ายเงินให้เถ้าแก่หม่า ก่อนจะขอให้ช่างช่วยเปิดหน้าหยก
เสียงเครื่องตัดหยกดังขึ้นอีกครั้ง ผู้คนที่เดินชมสินค้าต่างมามุงดูการตัดหยกก้อนที่สองของวันนี้ ซูหว่านหนิงกวาดตามองไปโดยรอบ ส่วนมากแล้วมีแต่ผู้ชายลักษณะการแต่งกายก็ดูดี ไม่แน่ว่าอาจจะมีเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ปะปนอยู่ในนี้ก็เป็นได้
“คุณซูจะให้เริ่มผ่าจากตรงไหนก่อนครับ” เถ้าแก่หม่าเดินเข้ามาถาม
ซูหว่านหนิงเองก็ไม่รู้เช่นกัน แต่เธอเลือกที่จะสอบถามท่านเทพเสวี๋ยไปผ่านทางกระแสจิต
“ท่านเทพช่วยฉันด้วย ฉันซื้อหยกไว้แต่ไม่รู้ต้องเริ่มผ่าจากตรงไหนก่อน”
“มนุษย์หน้าโง่ เจ้ากำลังรบกวนการดูละครของข้า” เสียงของเทพเสวี๋ยไป๋ตอบกลับมา
“ท่านบอกฉันได้ไหม ว่าฉันต้องเริ่มจากตรงไหน เดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะทำปลาเปรี้ยวหวานให้สองตัว” ซูหว่านหนิงเอาเมนูอาหารมาล่อ
“เปิดผิวด้านบนลึกลงไปประมาณ 10 เซนติเมตร ก็จะเป็นหยกที่อยู่ด้านใน” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋ตอบกลับมา
“ขอบคุณมากค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบก่อนจะหันไปบอกเถ้าแก่หม่า
“เปิดผิวด้านบนประมาณ 10 เซนติเมตรค่ะ”
“ได้ครับ” เถ้าแก่หม่าตอบก่อนจะเดินไปบอกช่างที่กำลังรอคำตอบ
เสียงมีดผ่าหยกกรีดลงไปบนผิวก้อนหิน ซูหว่านหนิงบีบมือทั้งสองข้างจนแน่นเธอทั้งลุ้นและเกร็งไปในเวลาเดียวกัน เมื่อเสียงมีดตัดหินเงียบสงบ ช่างอีกคนยกถังน้ำเข้ามาพร้อมกับราดไปบนผิวที่ตัดออก
แสงสีแดงส่องประกายเจิดจ้าพร้อมกับเสียงอุทานของช่างทั้งสองคน
“สีแดง หยกด้านในเป็นสีแดง” สิ้นเสียงของช่าง เถ้าแก่หม่าก็รีบวิ่งเข้าไปตรวจสอบ
ซูหว่านหนิงเองก็รีบเดินเข้าไปดูหินหยกเช่นกัน “นี่มันหยกสีแดง” นี่เป็นครั้งแรกที่ซูหว่านหนิงได้เห็นหยกสีแดงที่ส่องประกายแวววาว
ผู้คนที่มุงดูต่างพากันส่งเสียงฮือฮา มีบางคนถึงขั้นเสนอราคาซื้อหินหยกที่ยังตัดไม่เสร็จ
“ฉันยังไม่ขายค่ะ รอให้ตัดเสร็จก่อน” ซูหว่านหนิงพูด ก่อนจะบอกให้เถ้าแก่หม่าตัดหินหยกต่อ
ลูกน้องของเถ้าแก่หม่าเริ่มลงมือตัดหินหยกด้วยความระมัดระวัง พวกเขาไม่ต้องการให้หยกที่อยู่ภายในได้รับความเสียหาย เถ้าแก่หม่าไปยกเก้าอี้มาให้ซูหว่านหนิงและสวีว่านชิงนั่งดูการตัดหยกก้อนนี้
การผ่าหินหยกต้องใช้ระยะเวลาซูหว่านหนิงมองดูนาฬิกาที่ตอนนี้ผ่านมาสองชั่วโมงแล้วแต่ยังผ่าไม่ได้ถึงครึ่งก้อน มองไปทางผู้คนที่มุงดูอยู่กลับพบว่ามีจำนวนมากกว่าเดิม
“ท่านเทพเสวี๋ยไป๋ ช่วยฉันอีกสักเรื่องได้ไหม” ซูหว่านหนิงส่งกระแสจิตอีกครั้ง
“มีเรื่องอะไรว่ามา” เสียงปลายทางตอบกลับ
“ฉันเจอหยกสีแดงแล้ว แต่การผ่าใช้เวลานานมาก ท่านช่วยทำให้หินก้อนนี้ผ่าได้เร็วกว่านี้ได้ไหมคะ”
“เพิ่มเป็ดปักกิ่งอีกหนึ่งตัว ซื้อร้านที่เจ้าเคยซื้อมาคราวก่อน”
“ได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงตกลงรับปากทันที
เมื่อมองกลับไปที่หินหยกที่กำลังตัดเธอมองเห็นแสงสีเงินโอบล้อมหินหยกเอาไว้ เมื่อช่างเริ่มตัดหยกอีกครั้งผิวของหินแตกออกเผยให้เห็นโฉมหน้าของหยกที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน