LNCrawler

ซื้อเพื่อเปิดประสบการณ์

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

ซื้อเพื่อเปิดประสบการณ์

            ซูหว่านหนิงเดินแวะชมหินหยกตามร้านค้า ตอนนี้ยังไม่มีหินหยกก้อนไหนที่เธอสนใจมากเป็นพิเศษ สองขาก้าวเดินไปเรื่อย ๆ จนใกล้จะสิ้นสุดเขตตลาด 

           “น้องสาวเจอกันอีกแล้ว” เสียงของพี่สาวคนเดิมดังขึ้น ซูหว่านหนิงหันกลับไปส่งยิ้มให้

           “น้องสาวเดินหาหินหยกหรือ พี่มีร้านแนะนำสนใจไหม บอกก่อนนะว่าพี่ไม่ใช่หน้าม้า แต่ร้านเถ้าแก่หม่าขายของราคายุติธรรมไม่มีโก่งราคาแน่นอน” 

           “ฉันชื่อซูหว่านหนิงค่ะ พี่สาวเรียกฉันว่า หว่านหนิง ก็ได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงแนะนำตัว

           “ฉันชื่อสวีว่านชิง เรียกพี่ชิงชิงก็แล้วกัน” อีกฝ่ายแนะนำตัวกลับ

           “พี่ชิงชิงมาที่ตลาดแห่งนี้บ่อยหรือคะ” ซูหว่านหนิงเริ่มต้นถามคำถามแรก

           “มาไม่บ่อยหรอก จะมาเฉพาะวันหยุดที่ไม่มีงานพิเศษให้ทำ” สวีว่านชิงตอบ

           “พี่ไม่ใช่คนปักกิ่งหรือคะ” ซูหว่านหนิงถามเพราะสำเนียงที่สวีว่านชิงพูดนั้นเป็นสำเนียงจากทางใต้

           “ใช่แล้วล่ะ พี่เป็นคนหูหนานแต่กำเนิด อายุได้สิบขวบก็ย้ายตามแม่มาอยู่ที่ปักกิ่ง สำเนียงพูดจึงติดไปทางคนทางใต้” สวีว่านชิงตอบก่อนจะชวนซูหว่านหนิงเดินไปที่ร้านเถ้าแก่หม่า

           “พี่ชิงชิงทำงานแล้วหรือคะ” ซูหว่านหนิงถามต่อ

           “ใช่จ๊ะ ทำงานที่ร้านอาหาร ส่วนกลางคืนก็เรียนภาคค่ำ ชีวิตคนจนก็อย่างนี้แหละต้องดิ้นรนหาเงินเรียนหนังสือ” สวีว่านชิงตอบที่เธอพูดมาคือเรื่องจริงทั้งหมด

 

           ซูหว่านหนิงมองหน้าของสวีว่านชิงแม้อีกฝ่ายจะพูดเรื่องราวชีวิตแต่น้ำเสียงและใบหน้าไม่มีความน้อยเนื้อต่ำใจ มุมปากของสวีว่านชิงยังมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ให้เห็น

           “ฉันก็เหมือนกับพี่นั่นแหละ ยังดีที่พี่มีแม่คอยดูแล ส่วนฉันไม่มีใครเลยสักคน” ซูหว่านหนิงพูดจบสวีว่านชิงก็ทำตาโต

           “พี่ขอโทษที่พูดถึงเรื่องนี้ เรามาเปลี่ยนเรื่องคุยกันเถอะ” 

           “พี่ไม่ต้องกลัวฉันไม่คิดมากหรอกค่ะ ในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการฉันก็ไม่สนใจ ใช้ชีวิตต่อไปให้มีค่าก็พอ” 

           “เยี่ยมมาก เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยม” สวีว่านชิงยกนิ้วโป้งขึ้นมา

           “พี่ชิงชิง เคยพนันหินหยกไหมคะ” ซูหว่านหนิงถาม

           “ไม่เคย แต่พี่ชอบดูก็เลยมาบ่อย” สวีว่านชิงตอบ

           ทั้งสองเดินไปคุยกันไปจนมาหยุดอยู่หน้าร้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งสวีว่านชิงแนะนำว่านี่เป็นร้านที่ขายหินหยกในราคาที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว

 

           ซูหว่านหนิงกวาดตามองดูหินหยกที่วางอยู่บนพื้น ส่วนมากแล้วเป็นหินเกรดต่ำมีแสงสีทองบ้างแต่ไม่มากนัก แต่เพื่อไม่ให้สวีว่านชิงเสียน้ำใจซูหว่านหนิงจึงขอเข้าไปเลือกหินหยกในร้าน

           “น้องหว่านหนิง ข้างในร้านจะราคาสูงกว่าข้างนอกนะ” สวีว่านชิงดึงมือของซูหว่านหนิงเอาไว้

           “ฉันแค่เข้าไปดูค่ะ ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่ซื้อ” ซูหว่านหนิงตอบ ก่อนจะเดินเข้าไปดูหินหยกในร้าน 

           ภายในร้านเถ้าแก่หม่ากำลังต้อนรับลูกค้าเมื่อเห็นลูกค้าเข้าร้านก็รีบเดินมาต้อนรับ

           “ราคาขายเขียนไว้ชัดเจน เลือกซื้อได้เลยครับ” 

           ซูหว่านหนิงพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปตรวจสอบหินหยกภายในร้านโดยมีสวีว่านชิงคอยเดินตาม

           เมื่อเดินมาถึงหินกองสุดท้ายซูหว่านหนิงมองเห็นสีทองที่ส่องประกายเจิดจ้า

           “สนใจหินกองนี้หรือ” สวีว่านชิงถาม

           “ใช่ค่ะ เรามาเลือกซื้อกันคนละก้อนดีไหม” ซูหว่านหนิงหันไปถามสวีว่านชิง

           “พี่ไม่มีเงินเยอะมากหรอก ขอดูก็พอแล้ว” สวีว่านชิงตอบ 

 

           ซูหว่านหนิงมองป้ายราคาหินหยกที่เขียนติดเอาไว้ กองนี้หินหยกขายก้อนละ 50,000 หยวน ต้นทางเป็นหินหยกจากประเทศพม่าพร้อมกับบอกแหล่งที่มาอย่างชัดเจน

           หินหยกที่ซูหว่านหนิงต้องการอยู่ด้านล่างที่มีหินก้อนใหญ่ทับอยู่ หินด้านบนน้ำหนักประมาณ 80 กิโลกรัม ซึ่งเธอไม่สามารถยกออกเองได้ สวีว่านชิงจึงอาสาไปตามเถ้าแก่หม่าให้ลูกน้องมาช่วยยกหินออก

           “สนใจหินก้อนด้านล่างนี้ค่ะ” ซูหว่านหนิงชี้ไปที่หินที่เธอต้องการซื้อ

           “ได้ครับ” ลูกน้องของเถ้าแก่หม่าเข้ามาทั้งหมด 4 คน ก่อนจะช่วยยกหินก้อนด้านบนออก เมื่อเอาหินด้านบนออกแสงสีทองก็ส่องประกายเจิดจ้า

           ซูหว่านหนิงยกยิ้มมุมปาก “ฉันเจอของดีแล้ว” หญิงสาวคิดในใจ

           หินหยกที่ซูหว่านหนิงต้องการเมื่อส่องด้วยไฟฉายภายนอกจะเห็นสีเขียวเป็นริ้วแต่ไม่มากนัก เถ้าแก่หม่าเดินเข้ามาสอบถาม

           “ลูกค้าแน่ใจนะครับว่าต้องการซื้อหินก้อนนี้ ลักษณะภายนอกของมันไม่น่าจะมีหยกอยู่ด้านใน แต่ที่ต้องขายราคาสูงก็เพราะว่าแหล่งกำเนิดของมันคือเหมืองเก่าแก่” 

           ซูหว่านหนิงเงยหน้าขึ้นมองเถ้าแก่หม่า เถ้าแก่คนนี้นิสัยเหมือนกับที่สวีว่านชิงบอกไม่มีผิด มีเถ้าแก่ร้านที่ไหนที่จะมาเตือนลูกค้าไม่ให้ซื้อของราคาแพง

           “ต้องบอกเถ้าแก่ตามตรงว่าฉันไม่เคยมาที่ตลาดแห่งนี้เลย และไม่เคยเรียนรู้เรื่องหินหยกมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันตัดสินใจซื้อหินหยก ฉันแค่รู้สึกถูกใจหินหยกก้อนนี้ก็เลยอยากซื้อ” 

           เถ้าแก่หม่าพยักหน้า ก่อนจะให้ลูกน้องเข้ามายกหินหยกออกจากกอง

 

           ซูหว่านหนิงมองหินหยกที่มีน้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ลักษณะภายนอกของมันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า นอกจากด้านบนที่มองเห็นริ้วเขียวแล้ว ส่วนอื่นก็เป็นเพียงหินธรรมดา

           สวีว่านชิงเดินมาดึงมือของซูหว่านหนิงก่อนจะเอ่ยเตือน “ราคามันสูงมากนะ ถ้าผ่าแล้วไม่มีหยกเธอต้องทำใจไว้บ้างนะ”

           “ฉันรู้ค่ะ ฉันแค่อยากเปิดประสบการณ์” ซูหว่านหนิงตอบ

           เถ้าแก่หม่าเดินมาอีกครั้ง ซูหว่านหนิงโอนจ่ายเงินให้เถ้าแก่หม่า ก่อนจะขอให้ช่างช่วยเปิดหน้าหยก

           เสียงเครื่องตัดหยกดังขึ้นอีกครั้ง ผู้คนที่เดินชมสินค้าต่างมามุงดูการตัดหยกก้อนที่สองของวันนี้ ซูหว่านหนิงกวาดตามองไปโดยรอบ ส่วนมากแล้วมีแต่ผู้ชายลักษณะการแต่งกายก็ดูดี ไม่แน่ว่าอาจจะมีเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ปะปนอยู่ในนี้ก็เป็นได้

           “คุณซูจะให้เริ่มผ่าจากตรงไหนก่อนครับ” เถ้าแก่หม่าเดินเข้ามาถาม

           ซูหว่านหนิงเองก็ไม่รู้เช่นกัน แต่เธอเลือกที่จะสอบถามท่านเทพเสวี๋ยไปผ่านทางกระแสจิต

           “ท่านเทพช่วยฉันด้วย ฉันซื้อหยกไว้แต่ไม่รู้ต้องเริ่มผ่าจากตรงไหนก่อน”

           “มนุษย์หน้าโง่ เจ้ากำลังรบกวนการดูละครของข้า” เสียงของเทพเสวี๋ยไป๋ตอบกลับมา

           “ท่านบอกฉันได้ไหม ว่าฉันต้องเริ่มจากตรงไหน เดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะทำปลาเปรี้ยวหวานให้สองตัว” ซูหว่านหนิงเอาเมนูอาหารมาล่อ

           “เปิดผิวด้านบนลึกลงไปประมาณ 10 เซนติเมตร ก็จะเป็นหยกที่อยู่ด้านใน” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋ตอบกลับมา

           “ขอบคุณมากค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบก่อนจะหันไปบอกเถ้าแก่หม่า

           “เปิดผิวด้านบนประมาณ 10 เซนติเมตรค่ะ”

           “ได้ครับ” เถ้าแก่หม่าตอบก่อนจะเดินไปบอกช่างที่กำลังรอคำตอบ

 

           เสียงมีดผ่าหยกกรีดลงไปบนผิวก้อนหิน ซูหว่านหนิงบีบมือทั้งสองข้างจนแน่นเธอทั้งลุ้นและเกร็งไปในเวลาเดียวกัน เมื่อเสียงมีดตัดหินเงียบสงบ ช่างอีกคนยกถังน้ำเข้ามาพร้อมกับราดไปบนผิวที่ตัดออก

           แสงสีแดงส่องประกายเจิดจ้าพร้อมกับเสียงอุทานของช่างทั้งสองคน

           “สีแดง หยกด้านในเป็นสีแดง” สิ้นเสียงของช่าง เถ้าแก่หม่าก็รีบวิ่งเข้าไปตรวจสอบ 

           ซูหว่านหนิงเองก็รีบเดินเข้าไปดูหินหยกเช่นกัน “นี่มันหยกสีแดง” นี่เป็นครั้งแรกที่ซูหว่านหนิงได้เห็นหยกสีแดงที่ส่องประกายแวววาว

           ผู้คนที่มุงดูต่างพากันส่งเสียงฮือฮา มีบางคนถึงขั้นเสนอราคาซื้อหินหยกที่ยังตัดไม่เสร็จ

           “ฉันยังไม่ขายค่ะ รอให้ตัดเสร็จก่อน” ซูหว่านหนิงพูด ก่อนจะบอกให้เถ้าแก่หม่าตัดหินหยกต่อ

           ลูกน้องของเถ้าแก่หม่าเริ่มลงมือตัดหินหยกด้วยความระมัดระวัง พวกเขาไม่ต้องการให้หยกที่อยู่ภายในได้รับความเสียหาย เถ้าแก่หม่าไปยกเก้าอี้มาให้ซูหว่านหนิงและสวีว่านชิงนั่งดูการตัดหยกก้อนนี้

 

           การผ่าหินหยกต้องใช้ระยะเวลาซูหว่านหนิงมองดูนาฬิกาที่ตอนนี้ผ่านมาสองชั่วโมงแล้วแต่ยังผ่าไม่ได้ถึงครึ่งก้อน มองไปทางผู้คนที่มุงดูอยู่กลับพบว่ามีจำนวนมากกว่าเดิม

           “ท่านเทพเสวี๋ยไป๋ ช่วยฉันอีกสักเรื่องได้ไหม” ซูหว่านหนิงส่งกระแสจิตอีกครั้ง

           “มีเรื่องอะไรว่ามา” เสียงปลายทางตอบกลับ

           “ฉันเจอหยกสีแดงแล้ว แต่การผ่าใช้เวลานานมาก ท่านช่วยทำให้หินก้อนนี้ผ่าได้เร็วกว่านี้ได้ไหมคะ” 

           “เพิ่มเป็ดปักกิ่งอีกหนึ่งตัว ซื้อร้านที่เจ้าเคยซื้อมาคราวก่อน” 

           “ได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงตกลงรับปากทันที

           เมื่อมองกลับไปที่หินหยกที่กำลังตัดเธอมองเห็นแสงสีเงินโอบล้อมหินหยกเอาไว้ เมื่อช่างเริ่มตัดหยกอีกครั้งผิวของหินแตกออกเผยให้เห็นโฉมหน้าของหยกที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน