แสงสีแดงเปล่งประกาย
แสงสีแดงเปล่งประกาย
เมื่อหินที่ห่อหุ้มด้านนอกแตกละเอียดและหลุดออก เผยให้เห็นของที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน หยกโลหิตมังกรเนื้อแก้วส่องประกายแวววาว ซูหว่านหนิงลุกจากเก้าอี้เดินไปมองดูหยกที่สวยที่สุดที่เธอเคยเห็น
เถ้าแก่หม่าตัวสั่นระริกไม่คิดไม่ฝันว่าหยกที่ขายในร้านตัวเองจะเป็นหยกแดงโลหิตมังกรที่มีราคามหาศาล ผู้คนที่ได้ยลโฉมหยกแดงต่างพากันสูดปากแล้วอยู่ในความเงียบสงบเพราะตะลึงในความสวยของหยก
ซูหว่านหนิงยื่นมือออกไปลูบหยกแดงตรงหน้า ความเย็บเฉียบของเนื้อหยกทำให้ซูหว่านหนิงหลับตาลงความรู้สึกเหมือนกับยืนอยู่ท่ามกลางหิมะที่ขาวโพลน
หญิงสาวได้สติเพราะเสียงของคนที่เสนอซื้อหยกแดงโลหิตมังกรดังขึ้น มันไม่ใช่ราคาแค่หลักล้านแต่ราคาของมันกลับพุ่งถึงหลักสิบล้าน
“30 ล้าน” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น
“32 ล้าน” ชายอีกคนเสนอราคาที่สูงกว่า
ซูหว่านหนิงมองหยกแดงตรงหน้าอีกครั้ง คาดคะเนด้วยตาเปล่าหยกก้อนนี้มีความกว้างอยู่ที่ 10 เซนติเมตร หนา 7 เซนติเมตรและยาวประมาณ 20 เซนติเมตร
“คุณหนูอยากได้ราคาไหนบอกมาได้เลย หากราคาตกลงกันได้ผมยินดีรับซื้อ” ชายอายุประมาณ 40 ปี เดินเข้ามาพร้อมกับยื่นนามบัตรส่งให้กับซูหว่านหนิง
เถ้าแก่หม่าเดินเข้ามาพร้อมกับกระซิบบอกกับซูหว่านหนิงว่า
“ท่านนี้คือรองประธานเมิ่ง เจ้าของเมิ่งกรุ๊ป เป็นบริษัทจิวเวลรี่รายใหญ่”
ซูหว่านหนิงหันไปขอบคุณเถ้าแก่หม่าก่อนจะยื่นมือไปรับนามบัตรมาเก็บไว้
“ฉันไม่เคยขายหยกมาก่อนและไม่รู้ราคาขายของมันด้วย คุณช่วยเสนอราคามาได้ไหมคะ หากได้ราคาที่สมเหตุสมผลฉันยินดีที่จะขายให้คุณ”
ทางรองประธานเมิ่งนิ่งเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะกวักมือเรียกเลขาให้เข้ามา เพื่อขออุปกรณ์สำหรับส่องเนื้อหยก
“ผมขอดูหยกใกล้ ๆ ได้ไหมครับ เพื่อประเมินราคา” รองประธานเมิ่งหันไปถาม
“ยินดีค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
รองประธานเมิ่งรับไฟฉายแรงสูงจากเลขาก่อนจะส่องเข้าไปในเนื้อหยก เนื้อหยกมีความโปร่งใสเหมือนแก้วไม่มีรอยแตกร้าวเลยสักนิดเดียว หยกก้อนนี้เป็นของดีที่พบเห็นได้ยากนัก
รองประธานเมิ่งส่งไฟฉายคืนให้กับเลขา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์โทรออกไปหาพี่ชายที่เป็นประธานบริษัท ทั้งสองพูดคุยกันสักพักก่อนจะวางสาย
“ผมให้คุณที่ 70 ล้านหยวน”
เมื่อรองประธานเมิ่งพูดราคาจบ ซูหว่านหนิงก็ทำตาโตพร้อมกับสติที่หลุดออกจากร่างไปชั่วขณะหนึ่ง สวีว่านชิงที่เห็นซูหว่านหนิงยืนนิ่งก็รีบเข้าไปเขย่า
“หว่านหนิงท่านประธานเมิ่งรอฟังคำตอบอยู่นะ”
ซูหว่านหนิงได้สติก่อนจะรีบพยักหน้าตกลงในทันที “ฉันตกลงขายค่ะ”
รองประธานเมิ่งขอเลขบัญชี ซูหว่านหนิงรีบเปิดโทรศัพท์ยื่นคิวอาร์โค้ดรับเงินให้ หญิงสาวมองตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมา ตอนนี้เธอมีเงินมากถึง 78 ล้านหยวน
“เรียบร้อยแล้วนะครับ” รองประธานเมิ่งมองดูสลิปโอนเงินในโทรศัพท์ของตัวเอง
“ขอบคุณนะคะ” ซูหว่านหนิงก้มศีรษะลง ถ้าก้มลงกราบได้เธอจะก้มลงกราบแล้ว
“ให้ผมไปส่งคุณที่บ้านดีไหม เกรงว่าคุณจะไม่ปลอดภัย” รองประธานเมิ่งมองดูผู้คนที่จ้องซูหว่านหนิง
“รบกวนด้วยค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบตกลงทันที
ก่อนจะออกจากร้านเถ้าแก่หม่า ซูหว่านหนิงโอนเงินให้เถ้าแก่หม่าให้แบ่งลูกน้องที่ช่วยตัดหยกให้เธอ ลูกน้องของเถ้าแก่หม่ามีทั้งหมด 4 คน ซูหว่านหนิงโอนเงินไป 1 ล้านหยวน แบ่งกันคนละ 2 แสนหยวน เงินจำนวนนี้มีส่วนแบ่งของเถ้าแก่หม่าอยู่ด้วย
ส่วนสวีว่านชิงนั้นซูหว่านหนิงขอเลขบัญชี แต่อีกฝ่ายไม่ยอมให้ พร้อมกับบอกให้ซูหว่านหนิงเก็บเงินไว้ให้ดี แต่มีหรือที่ซูหว่านหนิงจะยินยอม เธอคะยั้นคะยอจนในที่สุดสวีว่านชิงก็ใจอ่อนยื่นโทรศัพท์ให้
ซูหว่านหนิงจัดการโอนเงินจำนวนให้กับสวีว่านชิงจำนวน 2 ล้านหยวน หากไม่มีสวีว่านชิงเธอก็คงไม่ได้มาที่ร้านเถ้าแก่หม่าและไม่ได้เงินจำนวนนี้มาครอบครอง
สวีว่านชิงมองเงินที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ มือของหญิงสาวสั่นระริกพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมา
“หว่านหนิงมันเยอะไปพี่รับไม่ได้หรอก”
“พี่รับไปเถอะ ถ้าพี่ไม่พาฉันมาที่นี่ ฉันก็คงไม่มีวาสนาที่จะได้จับเงินก้อนใหญ่” ซูหว่านหนิงพูดจบก็บอกลาสวีว่านชิงก่อนจะเดินตามรองประธานเมิ่งออกไปด้านนอก
บริเวณนอกตลาดซูหว่านหนิงไม่ได้ติดรองประธานเมิ่งกลับบ้าน เธอบอกลารองประธานเมิ่งก่อนจะเดินไปที่สถานีรถไฟฟ้า เมื่อออกจากรถไฟฟ้าซูหว่านหนิงไม่ลืมที่จะแวะตลาดเพื่อซื้อของไปทำอาหาร
เมื่อเปิดประตูห้องพักสิ่งแรกที่เห็นมือท่านเทพแมวเหมียวนั่งอยู่บนโซฟา กำลังจดจ่ออยู่กับซีรี่ย์ในโทรทัศน์ ซึ่งเรื่องที่ท่านเทพกำลังรับชมอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับรัชทายาทของเผ่าสวรรค์กับราชินีจิ้งจอกแห่งชิงชิวนั่นเอง
“กลับมาแล้วหรือ หาเงินได้เยอะหรือไม่” ท่านเสวี๋ยไป๋หันหน้ามามองก่อนจะหันกลับไปดูละคร
“ได้มาเยอะเลยค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ ก่อนจะเล่าเรื่องหยกแดงโลหิตมังกรให้ท่านเสวี๋ยไป๋ฟัง
“ได้เงินมาก็ดีแล้ว ว่าแต่เจ้าจะไปที่ตลาดแห่งนั้นอีกหรือไม่”
“ไม่ไปแล้วค่ะ ฉันคิดว่าถ้าอยากหาเงินจากการเล่นพนันหวยหยก ต้องเปลี่ยนสถานที่บ่อย ๆ เพื่อความปลอดภัย”
“เจ้ามีแผนในใจแล้วหรือ”
“ใช่ค่ะ ฉันค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตส่วนมากแล้วนักเล่นพนันหวยหยกจะเดินทางไปที่ยูนนานและกวางตุ้ง”
“แล้วเจ้าคิดจะไปที่ใดหรือ” ท่านเทพถามต่อ
“ฉันคิดว่าจะไปยูนนานค่ะ อีกห้าวันข้างหน้าที่อำเภออิ๋งเจียงจะจัดงานประมูลหินหยกประจำปี ฉันอยากไปเปิดประสบการณ์ด้วยตัวเองสักครั้ง” ซูหว่านหนิงตอบ
“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” ท่านเทพเสวี๋ยไปตอบ
“ฉันจะจองตั๋วเครื่องบินแต่ว่าแมวแบบท่านไม่สามารถนั่งรวมกับผู้โดยสารทั่วไปได้” ซูหว่านหนิงพูดไม่ทันจบ เทพเสวี๋ยไป๋ก็ยกเท้าซ้ายขึ้นมาปิดปากเธอ
“ข้าเป็นเทพ ข้าสามารถเดินทางไปเองได้ ไม่ต้องนั่งเจ้าเรือบินยักษ์เหมือนกับมนุษย์อย่างพวกเจ้า”
“อ้าว ถ้าท่านเดินทางไปเองได้แล้วทำไมวันนี้ไม่ยอมไปกับฉัน”
“ก็เพราะว่าข้าอยากจะดูละครไม่อยากออกไปตากแดดมันร้อน” ท่านเทพตอบ
มื้อเย็นบนโต๊ะกินข้าวมีปลาทอดซอสเปรี้ยวหวานสองตัวสำหรับแมวเทพหนึ่งตัวและสำหรับคนหนึ่งตัว และยังมีเป็ดปักกิ่งอีกสองตัว ซูหว่านหนิงตักปลาเลือกเฉพาะเนื้อวางใส่จานให้กับท่านเทพ
“ฝีมือทำอาหารของเจ้าพัฒนาขึ้นอีกแล้ว” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋เอ่ยชม
ซูหว่านหนิงได้แต่ยิ้มรับและก้มหน้าก้มตากินข้าวในชามของตัวเองจนหมด หลังจากกินข้าวเสร็จซูหว่านหนิงเปิดโน้ตบุ๊คเพื่อจองตั๋วเครื่องบินและจองโรงแรมที่พัก โดยเธอจะเดินทางจากปักกิ่งไปลงที่สนามบินเต๋อหง หมานซื่อและนั่งรถไปที่อำเภออิ๋งเจียง
ซูหว่านหนิงจองโรงแรมที่อยู่ใกล้กับแหล่งประมูลหินหยกมากที่สุด โดยเธอเลือกจองห้องพักแบบแฟมิลี่รูมมีสองห้องนอนสำหรับเธอและเทพเจ้าแมวเหมียว นี่เป็นการเดินทางไกลครั้งแรกของเธอและเป็นการนั่งเครื่องบินครั้งแรกเช่นกัน
วันต่อมาซูหว่านหนิงไปตรวจสอบห้องชุดซึ่งตอนนี้เหลือเก็บรายละเอียดเล็กน้อยก็พร้อมเข้าอยู่ได้แล้ว เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างที่ใช้ในล้วนแต่เป็นของเกรดเอทุกชิ้น
“พรุ่งนี้ผมจะส่งมอบงานนะครับ” สถาปนิกที่ควบคุมการตกแต่งเดินเข้ามาบอก
“ได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“หลังจากส่งงานเสร็จผมจะติดตั้งกุญแจบ้านให้ใหม่ พรุ่งนี้คุณค่อยมาสแกนลายนิ้วมือ”
“ค่ะ” กุญแจบ้านซูหว่านหนิงเลือกแบบดิจิทัล ใช้การสแกนลายนิ้วมือหรือใส่รหัส ซึ่งเธอคิดว่าปลอดภัยกว่าการใช้กุญแจธรรมดา
เมื่อกลับไปที่ห้องพักซูหว่านหนิงเตรียมเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเพื่อย้ายเข้าบ้านใหม่ในวันพรุ่งนี้
“บ้านของเจ้าเสร็จแล้วหรือ”
“เสร็จแล้วค่ะ พรุ่งนี้ทางสถาปนิกจะส่งมอบงาน บริษัทจะทำความสะอาดให้เรียบร้อยพร้อมหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่” ซูหว่านหนิงตอบ
วันต่อมาซูหว่านหนิงขับรถยนต์ออกเดินทางจากอพาร์ทเม้นท์ที่เช่าไปยังคอนโดมิเนียมซึ่งต่อจากนี้จะเป็นบ้านหลังใหม่ของเธอ เบาะนั่งหน้าคนขับมีแมวสีขาวนั่งประจำที่
“เจ้าขับช้า ๆ หน่อย ดูรถฝั่งนั้นบ้างเห็นไหม เขาขับมาเบียดแล้ว”
“เตรียมเบรกรถด้านหน้าเป็นสัญญาณไฟจราจร”
ตั้งแต่ออกจากอพาร์ทเม้นท์เสียงของท่านเทพก็ไม่ได้หยุดพูดอีกเลย ซูหว่านหนิงคิดว่าหากเธอต้องขับรถยนต์พร้อมกับท่านเทพครั้งหน้าเธอจะซื้อที่อุดหูมาใส่
หลังจากส่งมอบบ้านเสร็จซูหว่านหนิงทำการสแกนลายนิ้วมือ พร้อมกับใส่รหัสที่เธอตั้งเอาไว้ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นหนึ่งคนหนึ่งแมวจึงได้ย้ายเข้าบ้านหลังใหม่