LNCrawler

เดินทางไปยูนนาน

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

เดินทางไปยูนนาน

 

            วันแรกของการย้ายเข้าอยู่บ้านใหม่ มื้อเย็นเธอสั่งอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเฉลิมฉลองในวันขึ้นบ้านใหม่

“ดื่ม” ซูหว่านหนิงชนแก้วกับท่านเทพ     

           “สุราของพวกเจ้ารสชาติย่ำแย่เหลือเกิน” แม้จะพูดเช่นนั้นแต่เทพเสวี๋ยไป๋ก็ก้มลงกินไวน์ในชามที่ซูหว่านหนิงเทให้จนหมด

           “นี่เป็นไวน์แดงที่ราคาขวดละเกือบหนึ่งพันหยวน ท่านยังบอกว่ารสชาติแย่อีกหรือคะ” ซูหว่านหนิงชี้ไปที่ขวดไวน์แดงที่เป็นไวน์ระดับท็อป ซึ่งเธอยอมควักเงินจ่ายในราคาที่แพงหูฉี่

           แม้จะมีเงินหลักสิบล้านหยวนแต่ซูหว่านหนิงก็ยังใช้ชีวิตธรรมดาไม่ได้ซื้อของแบรนด์เนมใส่ เสื้อผ้าที่ซื้อใหม่ก็หลักสิบหลักร้อยหยวน เป็นเสื้อผ้าแฟชั่นธรรมดา 

           “ข้าพูดเรื่องจริง มันไม่อร่อยเอาเสียเลย” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋ตอบ ก่อนจะชี้มือไปที่จานไส้หมูน้ำแดง

 

           ซูหว่านหนิงคีบไส้หมูน้ำแดงใส่ชามให้เทพเสวี๋ยไป๋ ก่อนจะคีบกุ้งแดงผัดเนยกระเทียมใส่ชามของตัวเอง

           “กุ้งแบบนี้อร่อยที่ไหนกัน ใหญ่แต่หัวกับเปลือก ไม่มีเนื้อให้กินเลยสักนิดเดียว” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋มองกุ้งตัวเล็กในมือของซูหว่านหนิง

           “ถึงมันจะตัวเล็กแต่มันก็อร่อยในแบบของมัน เนื้อกุ้งเด้ง ๆ จิ้มน้ำซอสเนยกระเทียม มันอร่อยมากเลยค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ 

           “เจ้าช่างเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียงเสียจริง หากเป็นมนุษย์คนอื่นมีเงินมากมายเช่นเจ้า เขาคงเลือกที่จะซื้อกุ้งตัวใหญ่มากินแทนกุ้งตัวเล็กที่มีแต่เปลือก” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋มองอาหารบนโต๊ะ ที่มีไส้หมูน้ำแดง กุ้งแดงผัดซอสเนยกระเทียม เป็ดปักกิ่ง ปลาต้มผักกาดดอง มีที่แพงสุดก็คงจะเป็นสุราที่รสชาติย่ำแย่ขวดนั้น 

           “เงินหาได้ง่ายก็จริงแต่ฉันไม่คุ้นชินกับชีวิตหรูหรา เอาเป็นว่าฉันอยู่แบบนี้ดีที่สุดไม่ต้องโอ้อวดความรวยกับใคร เป้าหมายของฉันตอนนี้ก็คือเรียนให้จบ หลังจากนั้นอยากจะทำงานหรือจะทำธุรกิจอะไรก็ค่อยว่ากัน” ซูหว่านหนิงพูดจบก็เทไวน์ใส่แก้วก่อนจะยกขึ้นดื่ม

           ปีนี้เธออายุ 20 ปี เรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 ซูหว่านหนิงเรียนก่อนเกณฑ์หนึ่งปี เธอสอบเข้าเลื่อนระดับชั้นได้ในตอนเรียนชั้นประถม ส่วนพี่ชายตอนนี้กำลังเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 4 และน้องสาวฝาแฝดที่เรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ซึ่งทั้งคู่เรียนอยู่ที่ต่างประเทศ

           ตอนที่เธอเรียนจบมัธยมปลายครอบครัวไม่อยากให้เธอเรียนต่อ แต่ซูหว่านหนิงไม่ยอมแพ้เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งและได้คะแนนที่ยอดเยี่ยม คุณปู่ที่ตอนนั้นยังมีชีวิตอยู่เป็นคนอนุญาตให้เธอเข้าเรียน หากตอนนั้นไม่มีคุณปู่ ตอนนี้ซูหว่านหนิงก็คงทำงานเป็นพนักงานที่ไหนสักแห่ง

           หนึ่งคนหนึ่งแมวนั่งกินดื่มจนอาหารบนโต๊ะหมด ก่อนที่ซูหว่านหนิงจะลุกทำความสะอาดเก็บกวาดเช็ดถูจนสะอาด 

           “นอนหลับฝันดีค่ะ” ซูหว่านหนิงบอกลาเทพเสวี๋ยไป๋ก่อนจะเดินเข้าห้องนอน คืนนั้นซูหว่านหนิงนอนหลับสนิทจนถึงเช้าของอีกวัน

 

           เมื่อถึงวันออกเดินทางซูหว่านหนิงลากกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปสนามบิน มาถึงสนามบินซูหว่านหนิงไปที่จุดเช็คอินเพื่อรับตั๋วโดยสารและรอประกาศขึ้นเครื่อง

           เครื่องบินออกจากสนามบินนานาชาติปักกิ่งมุ่งหน้าสู่สนามบินสนามบินเต๋อหง หมานซื่อ ใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง เพราะต้องแวะต่อเครื่องที่คุนหมิง เมื่อถึงสนามบินซูหว่านหนิงเรียกรถให้ไปส่งที่โรงแรมที่จองไว้ คืนนี้เธอจะนอนที่หมานซื่อหนึ่งคืน พรุ่งนี้ถึงจะเดินทางไปที่อำเภออิ๋งเจียง

           เมื่อเข้าพักที่โรงแรมเป็นที่เรียบร้อย ซูหว่านหนิงได้ส่งกระแสจิตบอกท่านเทพเสวี๋ยไป๋

           “ฉันอยู่ที่ห้องพักแล้วค่ะ” สิ้นเสียงของซูหว่านหนิงตรงหน้าเธอก็ปรากฎแมวสีขาวยืนอยู่บนพื้น หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะทำตัวให้เป็นปกติ

 

           ตอนเย็นซูหว่านหนิงอุ้มแมวสีขาวเดินออกจากห้องพักเพื่อออกไปหาของกินที่ตลาดคนเดินซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่พักมากนัก อาหารยูนนานหรือเรียกอีกชื่อว่าอาหารเตียน รสชาติอาหารจะมีความหลากหลายเพราะเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมการกินของชาวฮั่นและกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 25 ชนเผ่าเข้าด้วยกัน

           เมนูที่ซูหว่านหนิงซื้อเป็นเมนูแรกก็คือ ยำหมูพันปี หมูสามชั้นสไลด์บางวางเรียงบนผักกาดดองแห้งรสเปรี้ยวเค็ม นำไปนึ่งจนไขมันหมูละลายเข้าเนื้อ นุ่มแทบละลายในปาก

           เมนูที่สองคือผัดเห็ดป่ายูนนาน เป็นเมนูขึ้นชื่อของมณฑลยูนนาน จุดเด่นคือการใช้เห็ดป่าสด ๆ ที่เก็บจากภูเขามาผัดไฟแรงในกระทะเหล็ก เพิ่มรสชาติให้เข้มข้นขึ้นด้วยกระเทียมฝานเป็นแว่นบาง ๆ และพริกหยวกเขียว

           เมนูที่สามเป็นของหวาน ซูหว่านหนิงเลือกซื้อ หรู่ปิ่ง ชีสนมแพะพื้นเมืองของชาวยูนนาน นำมาหั่นเป็นแผ่นแล้วทอดจนได้สีเหลืองทอง มีความมันและหอมนม

           ส่วนเมนูที่ซูหว่านหนิงอยากจะลองชิมแต่ใจของเธอไม่กล้า นั่นก็คือ ผัดไข่ใส่ดอกมะลิ นี่เป็นเมนูแปลกใหม่สำหรับซูหว่านหนิง คนขายจะใช้ดอกมะลิตูมผัดใส่ไข่ปรุงรสและโดยด้วยตนหอมซอย 

           “ไม่รู้ว่ารสชาติเป็นยังไงบ้าง ฉันเองก็อยากลองชิมแต่กลิ่นของดอกมะลิมันชวนให้เวียนหัว” ซูหว่านหนิงพูดกับแมวในอ้อมแขน

           “ข้าเองก็ขอผ่านเมนูนี้” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋ตอบ

           ซูหว่านหนิงกลับไปที่โรงแรมก่อนจะนั่งกินอาหารเย็นจนหมด หนึ่งคนและหนึ่งแมวแยกย้ายกันไปนอนพัก ก่อนที่วันรุ่งขึ้นซูหว่านหนิงจะเดินทางไปที่อำเภออิ๋งเจียงด้วยรถโดยสารประจำทาง

 

มื้อเช้าที่ยูนนานซูหว่านหนิงอยากลองกินขนมจีนแห้งคลุกซอสขนมจีนเส้นนุ่มจะถูกราดด้วยซอสหมูสับที่ใส่ซีอิ๊วดำ โรยด้านบนด้วยถั่วลิสงคั่ว ถั่วงอก และต้นหอมซอย ส่วนเครื่องดื่มเช้าวันนี้เป็นน้ำข้าวเหนียวร้อน

กินข้าวเช้าเสร็จซูหว่านหนิงเดินไปที่สถานีรถโดยสารประจำทาง ก่อนจะซื้อตั๋วและเดินขึ้นไปนั่งรอด้านบน ไม่นานรถโดยสารก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภออิ๋งเจียง ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง  งานประมูลจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ ซูหว่านหนิงวางแผนที่จะพักที่อิ๋งเจียงเป็นเวลา 3 คืน ก่อนจะเดินทางกลับไปปักกิ่ง

เมื่อถึงอิ๋งเจียงซูหว่านหนิงลงจากรถโดยสารก่อนจะเรียกรถให้ไปส่งที่โรงแรมที่พัก

“คุณมางานประมูลหินหยกหรือครับ” คนขับรถถามขึ้น

“ใช่ค่ะ ฉันเพิ่งมาครั้งแรกตั้งใจจะมาดูบรรยากาศในงาน เอาไว้ทำรายงานส่งอาจารย์ค่ะ” ซูหว่านหนิงแต่งเรื่องโกหกออกไป

“ผมก็ว่าแล้วเชียวคุณอายุยังน้อยดูไม่เหมือนกับพวกนักพนันหินหยกที่ชอบมาร่วมงานประมูล คนพวกนั้นต่างพากันคิดว่าหินหยกที่นำมาประมูลจะมีหยกซ่อนอยู่ด้านใน บางคนโชคดีหน่อยได้หยกกลับบ้าน บางคนโชคร้ายหมดตัวก็มี” คนขับรถเล่าเรื่องนักพนันหินหยกให้ซูหว่านหนิงฟัง ซึ่งหญิงสาวก็รับฟังด้วยความเต็มใจ เธอเคยศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง บางคนถึงกับฆ่าตัวตายเพราะแพ้พนันหวยหยก

“คนมาร่วมงานเยอะไหมคะ” ซูหว่านหนิงถาม

“เยอะครับ ที่อิ๋งเจียงจะคึกคักมากที่สุดก็ช่วงที่มีงานประมูลหินหยก” คนขับรถตอบ

ไม่นานก็ถึงโรงแรมที่พักซูหว่านหนิงจ่ายเงินค่าโดยสารซึ่งเธอให้ทิปคนขับเพิ่มอีก 50 หยวน

“ขอบคุณครับ ผมขอแนะนำว่าช่วงเย็นจะมีร้านค้าแผงลอยมาเปิดร้านขาย คุณลงมาหาซื้อกินได้รับรองอร่อยทุกร้าน”

“ขอบคุณค่ะ เอาไว้ตอนเย็นฉันจะลงมาซื้อของกินตามที่คุณบอก” ซูหว่านหนิงพูดจบก็หิ้วกระเป๋าเดินเข้าไปเช็คอินที่โรงแรม

หลังจากเช็คอินเข้าห้องพักเรียบร้อยแล้ว ซูหว่านหนิงส่งกระแสจิตบอกเทพเสวี๋ยไป๋ เมื่อเทพเสวี๋ยไป๋มาถึงซูหว่านหนิงขอตัวเข้าห้องเพื่อพักผ่อน

มื้อเย็นซูหว่านหนิงอุ้มแมวสีขาวเดินดูของกินตามร้านแผงลอย กลิ่นหอมของอาหารลอยอบอวลไปทั่ว

“ข้าอยากกินร้านนั้น” เสียงของเทพเสวี๋ยไป๋ดังขึ้น

“ร้านไหนคะ” ซูหว่านหนิงถามเพราะตรงหน้าเธอมีหลายร้านด้วยกัน

“ร้านที่กำลังย่างหมู” 

           ซูหว่านหนิงมองไปที่ร้านขายหมูย่าง ที่จริงน่าจะเรียกหมูหันมากกว่า เนื่องจากทางร้านเอาลูกหมูมาหมักกับเครื่องสมุนไพรและย่างจนได้สีเหลืองทอง

           เมื่อท่านเทพอยากกินมีหรือที่ซูหว่านหนิงจะไม่ตามใจ เธอเดินไปสั่งหมูหันมาหนึ่งตัวก่อนจะจ่ายเงินและรับหมูหันกลับห้องพัก มื้อเย็นนอกจากหมูหันที่ซูหว่านหนิงมารู้ชื่อเมนูภายหลัง ชื่อของเมนูนี้คือ หมูหันไฟไตอิ๋งเจียง ส่วนอีกเมนูนั้นซูหว่านหนิงเลือกซื้อคือปาหลังหรือซุปปลาไหลนา