เริ่มงานประมูล
เริ่มงานประมูล
งานประมูลจัดขึ้นตั้งแต่สิบโมงเช้าไปจนถึงหกโมงเย็น และจะประกาศผลคนที่ประมูลสูงสุดในวันถัดไป เมื่อซูหว่านหนิงเดินเข้าไปในงานประมูล สิ่งที่เธอคิดกับความเป็นจริงช่างต่างกันลิบลับ
ในความคิดของเธอนั้นงานประมูลจะต้องจัดขึ้นในห้องโถงใหญ่ทางผู้จัดงานจะนำหินหยกออกมาและให้ผู้เข้าร่วมประมูลร่วมกันประมูลทีละก้อน แต่ความเป็นจริงนั้นเมื่อเดินเข้าไปจะพบเห็นหินหยกวางเรียงรายเอาไว้ ส่วนใครที่อยากร่วมประมูลเพียงแค่เขียนหมายเลขบัตรที่ได้รับตอนลงทะเบียนและจำนวนเงินลงไป หากใครประมูลราคาสูงสุดก็จะได้หินหยกก้อนนั้นไปครอบครอง
ซูหว่านหนิงลงทะเบียนที่หน้างานซึ่งมีการกรอกชื่อ ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ลงไป จากนั้นรับหมายเลขจากทางเจ้าหน้าที่ พร้อมกับกระดาษและปากกาสำหรับเขียนราคาประมูลหินหยกก้อนที่ต้องการ
เมื่อเข้าไปด้านในซูหว่านหนิงกวาดตามองดูรอบผู้คนเริ่มทยอยเข้าร่วมงาน และหนึ่งในนั้นคือคนที่เธอเคยรู้จักนั่นก็คือรองประธานเมิ่ง เมิ่งจื่อหยวน
เมิ่งจื่อหยวนพร้อมด้วยเลขาคู่ใจเดินเข้าชมหินหยกภายในงานประมูล ก่อนที่เลขาจะสะกิดเจ้านายให้ดูหญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาในงาน รองประธานเมิ่งเมื่อเห็นว่าเป็นซูหว่านหนิงจึงรีบเดินเข้าไปทักทาย
“สวัสดีครับ” เสียงของรองประธานเมิ่งดังขึ้น
ซูหว่านหนิงเมื่อเห็นว่าเป็นรองประธานเมิ่งก็ยิ้มรับและทักทายกลับไป
“ผมไม่รู้ว่าคุณซูจะมาที่นี่ ไม่อย่างนั้นจะได้ชวนมาพร้อมกัน” รองประธานเมิ่งชวนคุย
“ฉันไม่ได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า วันนั้นเปิดโทรศัพท์แล้วเห็นประกาศเรื่องงานประมูลก็เลยสนใจรีบจองตั๋วมาค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“คุณซูสนใจจะร่วมประมูลด้วยไหมครับ” รองประธานเมิ่งถามต่อ
“ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยค่ะ เอาเป็นว่าถ้าเจอก้อนที่ถูกใจอาจจะร่วมประมูล” ซูหว่านหนิงตอบกลับไป
ทั้งสองคุยกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่ซูหว่านหนิงจะขอตัวเดินดูหินหยกภายในงาน
“ท่านจะตามเธอไปไหมครับ” เลขากระซิบถามเจ้านาย
“ผมไม่คิดที่จะแย่งประมูลกับคุณซู แต่ถ้าหากเธอเจอของดีก็จะขอรับซื้อไว้” รองประธานเมิ่งตอบลูกน้อง
ซูหว่านหนิงเดินมองก้อนหินเริ่มจากหมายเลข 1 ที่มีสีทองส่องประกายแค่เล็กน้อย ก่อนจะเดินดูไปเรื่อย ๆ จนไปหยุดที่หมายเลข 30 ก้อนหินขนาดใหญ่น้ำหนักที่เขียนบอกเอาไว้อยู่ที่ 800 กิโลกรัม ต้นทางมาจากเหมืองหยกเก่าจากประเทศพม่า
นักพนันหยกต่างหยุดมองหินหยกก้อนใหญ่ก่อนที่จะมีคนหยิบไฟฉายและแว่นขยายออกมาส่องเพื่อหาริ้วหยก ซูหว่านหนิงมองหินหยกที่ส่องประกายสีทองเจิดจ้าแต่มันน่าแปลกเพราะเธอเห็นสีดำแทรกซึมอยู่ทั่วสีทอง
เมื่อเกิดความสงสัยซูหว่านหนิงไม่ลืมส่งกระแสจิตถามท่านเทพ ที่ตอนนี้กำลังนอนตากแอร์ดูละครอยู่ภายในโรงแรมที่พัก ตอนแรกซูหว่านหนิงก็นึกว่าท่านเทพจะมางานประมูลกับเธอด้วย แต่ที่ไหนได้ท่านบอกเธอว่า
“ที่ข้ามากับเจ้าก็เพราะอยากมาลิ้มลองอาหารเลิศรส ไม่ได้ต้องการร่วมงานประมูลแต่อย่างใด”
ย้อนกลับมาที่ในงานประมูลซูหว่านหนิงกำลังรอคำตอบจากท่านเทพอย่างใจจดใจจ่อ
“จากที่เจ้าเห็นแสงสีทองส่องประกายเจิดจ้าก็เพราะว่าภายในหินก้อนนั้นมีหยกอยู่จริง เป็นหยกเนื้อดีที่หาได้ยากนัก แต่สีดำที่มันแทรกซึมออกมานั้นมันเรียกว่ามลทิน หินหยกก้อนนี้มีมลทินดำแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ หยกก้อนนี้หากใครได้ไปมีแต่ขาดทุน”
เมื่อซูหว่านหนิงฟังคำตอบจากท่านเทพ เธอรีบล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าเพื่อหาข้อมูลของมลทินสีดำที่ท่านเทพพูดถึง เมื่ออ่านรายละเอียดและทำความเข้าใจดีแล้วซูหว่านหนิงรีบเดินดูหินหยกก้อนอื่นต่อไป
และแล้วเธอก็เห็นแสงสีทองที่ส่องประกายเจิดจ้าจากหินหยกหมายเลข 149 แสงสีสว่างกว่าหยกแดงที่เธอได้มาจากร้านเถ้าแก่หม่า ดูภายนอกหินหยกก้อนนี้ไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ เพราะผิวด้านนอกเป็นสีดำเมื่อเอาไฟฉายส่องดูก็ไม่พบริ้วเขียวแต่อย่างใด
ซูหว่านหนิงก้มลงมองกล่องประมูลที่ตอนนี้ยังไม่มีใครยื่นประมูลหินก้อนนี้ เธอจดหมายเลข 149 พร้อมทั้งเขียนราคาประมูลเอาไว้แต่ยังไม่หย่อนใส่กล่อง
“เอาไว้ค่อยกลับมาดูอีกรอบก่อนที่งานจะจบ” ซูหว่านหนิงพูดจบก็เดินดูหินก้อนอื่นต่อไป
“รองประธานครับ เมื่อครู่คุณซูหยุดดูหินหมายเลข 149 แต่เธอไม่ได้ร่วมประมูลครับ” เลขากระซิบบอกเจ้านาย
เมิ่งจื่อหยวนนิ่งเงียบไม่พูดจา เขาก้าวเดินดูหยกก้อนต่อไป โดยไม่สนใจหินหยกหมายเลข 149
ส่วนซูหว่านหนิงในตอนนี้กำลังยืนอยู่หน้าหินหยกหมายเลข 268 เธอมองเห็นแสงสีทองจากหินหยกก้อนนี้แต่ไม่เจิดจ้าเท่ากับหมายเลข 149 เมื่อก้มมองดูในกล่องก็พบว่ามีร่วมประมูลบ้างแล้ว ซูหว่านหนิงเขียนราคาลงในกระดาษก่อนจะหย่อนใส่กล่องก่อนจะเดินดูหินก้อนต่อไป
ตั้งแต่เริ่มต้นงานประมูลจนถึงช่วงบ่ายซูหว่านหนิงร่วมประมูลหินหยกทั้งหมด 4 ก้อน ไม่รวมหมายเลข 149 ที่เธอกำลังจะเดินกลับไปหย่อนบัตรประมูล ส่วนหมายเลขที่เธอร่วมประมูลนั้นมีหมายเลข 268 375 482 960
ซูหว่านหนิงหยุดยืนดูหินหยกที่หมายเลข 149 อีกครั้ง ก่อนจะมองดูภายในกล่องประมูล มีคนประมูลหินหยกก้อนนี้เพียงคนเดียว ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าใคร มือบางหยิบกระดาษและปากกาขึ้นมาก่อนจะเขียนตัวเลขราคาลงไป
“ขอให้ได้ทีเถิด” ซูหว่านหนิงหย่อนกระดาษลงในกล่อง ก่อนจะเดินไปดูหินหยกหมายเลข 30 ที่ตอนนี้ในกล่องประมูลอัดแน่นไปด้วยกระดาษนั่นหมายความว่าผู้เข้าร่วมงานประมูลสนใจหินหยกก้อนนี้มากเป็นพิเศษ
“คุณซูสนใจหินหยกก้อนนี้หรือครับ” เสียงของรองประธานเมิ่งดังอยู่ด้านหลัง ซูหว่านหนิงหันกลับไปก่อนจะตอบว่า
“ฉันดูไม่เป็นหรอกค่ะ แค่เห็นว่าหินก้อนนี้ใหญ่ดีและคนให้ความสนใจเยอะมาก ก็เลยยืนดูนานหน่อย”
“หินก้อนนี้ดูจากผิวของมันมีสีเขียวพาดผ่านแต่ผมคิดว่ามันดูดีเกินไป กลัวว่าข้างในจะไม่ดีเหมือนกับที่มองเห็นจากภายนอก” รองประธานเมิ่งพูดจบ ซูหว่านหนิงถึงกับต้องยกนิ้วให้
“รองประธานเมิ่งดูหยกเป็นด้วยหรือคะ ฉันเพิ่งจะเริ่มศึกษาทำได้แค่ส่องไฟฉายดูผ่านแว่นขยาย”
“ครอบครัวของผมทำธุรกิจเกี่ยวกับจิวเวลรี่ ผมเคยตามคุณปู่ไปที่เหมืองหยกประเทศพม่า ที่นั่นมีผู้เชี่ยวชาญสอนวิธีดูหยกให้ผมเรียนรู้อยู่หลายปี อย่าเรียกว่าเชี่ยวชาญระดับผมเรียกว่าแค่พอดูได้”
“แล้ววันนี้รองประธานเมิ่งได้ประมูลหินหยกบ้างไหมคะ” ซูหว่านหนิงถาม
“เรียกผมว่าคุณอาเมิ่งเถอะครับ อย่าเรียกรองประธานเลย” เมิ่งจื่อหยวนหันไปพูดกับซูหว่านหนิง
“ได้ค่ะ คุณอาเมิ่งแต่คุณอาต้องเรียกฉันว่าหว่านหนิงนะคะ”
“ตกลงครับ” เมิ่งจื่อหยวนรับปากทันที ไม่รู้ว่าทำไมเขารู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวรุ่นลูก เมิ่งจื่อหยวนเองก็มีลูกสาวหนึ่งคนตอนนี้กำลังเรียนแฟชั่นดีไซน์ที่ประเทศฝรั่งเศสอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเด็กสาวตรงหน้า
“อามาวันนี้ไม่ได้มาในนามบริษัท เงินประมูลต้องควักเงินส่วนตัว หากผิดพลาดขึ้นมากลับบ้านไปโดนบ่นหูชาแน่เลย” เมิ่งจื่อหยวนพูดติดตลก
เย็นวันนั้นเมิ่งจื่อหยวนชวนซูหว่านหนิงไปกินข้าวที่ร้านหม้อไฟเนื้อที่มีชื่อเสียงในอิ๋นเจียง กินข้าวเย็นเสร็จทั้งสองแยกย้ายกันกลับที่พัก ซูหว่านหนิงแวะซื้อหมูหันเอาไปฝากท่านเทพบนห้องพัก ซึ่งก่อนหน้านี้เธอส่งกระแสจิตบอกท่านเทพไปแล้วว่าเธอจะไปกินข้าวกับเมิ่งจื่อหยวน ซึ่งท่านเทพได้ฝากซื้อหมูหันหนึ่งตัว
“ท่านชอบหรือคะ” ซูหว่านหนิงมองแมวสีขาวที่กำลังกัดกินหมูหันในชาม
“รสชาติอร่อย หอมกลิ่นสมุนไพร” ท่านเทพตอบกลับมา
“ถ้ามีสุราสักจอกก็คงดี เอื๊อก” ท่านเทพพูดจบก็เรอออกมาเสียงดัง
ซูหว่านหนิงถอนหายใจก่อนจะคิดในใจว่า “เทพเจ้าแมวเหมียวช่างไม่ระวังกิริยามารยาทบ้างเลย”
“วันนี้เจ้าร่วมประมูลหินหยกกี่ก้อน” ท่านเทพถามขึ้นมา
“ทั้งหมด 5 ก้อนค่ะ มีบางก้อนที่เป็นสีทองประปราย แต่ก็เลือกที่จะประมูล เพราะถ้าได้ของดีทั้งหมด 5 ก้อน อาจจะโดนคนสงสัยเอาได้” ซูหว่านหนิงตอบ พร้อมกับรินน้ำใส่ชามให้ท่านเทพ
“เจ้ารู้วิธีเอาหินหยกกลับหรือไม่” ท่านเทพถาม
ซูหว่านหนิงตกใจเธอนึกว่าประมูลเสร็จจะทำการผ่าหยกที่นี่เลย ไม่คิดว่าจะต้องเอาหินหยกเดินทางกลับปักกิ่ง
“ฉันคิดว่าประมูลเสร็จแล้วทางผู้จัดงานจะทำการผ่าหินให้เลย ไม่คิดว่าต้องเอาหินก้อนใหญ่กลับด้วย”
“หินในงานมีเป็นพันก้อนถ้าให้ผ่าให้คงจะผ่ากันเป็นเดือนกว่าจะแล้วเสร็จ” ท่านเทพตอบกลับมา
ซูหว่านหนิงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก่อนจะกดข้อความส่งวีแชทไปหาเมิ่งจื่อหยวน
[สวัสดีค่ะคุณอาเมิ่ง]
รอประมาณ 5 นาที เมิ่งจื่อหยวนจึงส่งข้อความกลับมา
[มีอะไรให้อาช่วยไหม]
ซูหว่านหนิงมองข้อความที่อีกฝ่ายส่งกลับมา เหมือนจะรู้ว่าเธอมีเรื่องให้ช่วยเหลือ
[ฉันจะถามคุณอาว่าถ้าเราชนะการประมูลจะต้องเอาหินหยกกลับไปทั้งก้อนหรือคะ]
[ใช่แล้ว แต่ไม่ต้องกังวลเราสามารถขนส่งหินหยกไปทางเครื่องบินได้ แต่ราคาค่าขนส่งก็แพงเอาเรื่อง]
ซูหว่านหนิงโล่งใจที่อย่างน้อยก็ยังมีทางออก ส่วนเรื่องราคานั้นต่อให้แพงแค่ไหนเธอยอมจ่าย