หยกที่ชนะการประมูล
หยกที่ชนะการประมูล
เมื่อวางโทรศัพท์ลงซูหว่านหนิงได้บอกเล่าเรื่องการขนส่งหินหยกให้ท่านเทพฟัง
“ที่จริงแล้วข้าสามารถช่วยนำหินกลับไปให้เจ้าได้ แต่ข้าไม่อยากทำ เพราะหากทำเช่นนี้ต่อไปเวลาที่ข้าไม่อยู่เจ้าจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋พูดขึ้นมา
ซูหว่านหนิงเห็นด้วยกับคำพูดของท่านเทพ ทุกวันนี้เธอมีกินมีใช้ก็เพราะท่าน อยากยังจะให้ท่านช่วยเหลือทุกเรื่องก็คงเป็นไปไม่ได้ อีกหน่อยหากท่านเทพกลับแดนสวรรค์ถึงเวลานั้นเธอคงจะทำอะไรไม่เป็น
“ฉันเข้าใจค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
ช่วงสายของวันต่อมาซูหว่านหนิงอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะเดินทางไปยังสถานที่จัดงานประมูล ผู้ร่วมประมูลเริ่มทยอยมาถึงหน้างานและเมื่อถึงเวลาทางเจ้าของงานได้เปิดประตูให้เข้าไปด้านใน
บนหินหยกทุกก้อนจะมีรายชื่อของผู้ที่ชนะการประมูลติดเอาไว้ ในแผ่นกระดาษจะแจ้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์เอาไว้ครบถ้วน ซูหว่านหนิงเดินตรงไปที่ก้อนหินหมายเลข 30 ผู้ที่ประมูลได้เป็นคนแซ่ว่าน ราคาประมูลสูงถึง 20 ล้านหยวน
ซูหว่านหนิงเดินไปเรื่อย ๆ จนไปหยุดที่ก้อนหินหมายเลข 149 เธอมองดูชื่อตัวเองที่ติดอยู่บนแผ่นกระดาษ ส่วนราคาประมูลนั้นอยู่ที่ 3 ล้านหยวน ซูหว่านหนิงยิ้มด้วยความดีใจก่อนจะเดินต่อไปที่หมายเลข 268 ซึ่งชื่อที่ติดอยู่บนแผ่นกระดาษไม่ใช่ชื่อของเธอ
“ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร” ซูหว่านหนิงพูดจบก็เดินต่อไปที่หมายเลข 375 และแน่นอนชื่อบนแผ่นกระดาษเป็นชื่อของเธอซึ่งราคาที่เธอประมูลไปคือ 5 แสนหยวน
หมายเลข 482 ก็ยังเป็นชื่อของซูหว่านหนิงเช่นกัน ราคาประมูลคือ 5 แสนหยวน ส่วนหมายเลข 960 นั้นคนที่ประมูลได้คือ เมิ่งจื่อหยวนที่ประมูลไปในราคา 1 ล้านหยวน
“หว่านหนิง มาตั้งแต่เช้าเลยนะ” เมิ่งจื่อหยวนเดินมาดูหินที่เขาประมูลเอาไว้
“ฉันตื่นเต้นนอนไม่หลับก็เลยมาแต่เช้าค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
เมิ่งจื่อหยวนยิ้มด้วยความเอ็นดูก่อนจะถามกลับว่า “ได้หินหยกกลับบ้านบ้างไหม”
ซูหว่านหนิงรีบตอบทันที “ได้ทั้งหมด 3 ก้อนค่ะ ของคุณอาได้กี่ก้อนคะ”
“อาได้ก้อนเดียว คิดว่าจะผ่าที่นี่เลย ไม่อยากขนกลับไป” เมิ่งจื่อหยวนตอบและหินหยกที่เขาประมูลได้ก็คือหมายเลข 960 นั่นเอง
ซูหว่านหนิงนึกถึงหินหยกหมายเลข 960 ที่เธอเห็นสีทองสว่างไสว อย่างน้อยเมื่อคุณอาเมิ่งผ่าหินออกมาก็ยังมีหยกเนื้อดีซ่อนอยู่
“หว่านหนิงจะผ่าด้วยเลยไหม อามีคนรู้จักที่รับผ่าหินโดยเฉพาะ หรืออยากเอากลับไปผ่าที่ปักกิ่ง” เมิ่งจื่อหยวนถาม
“ผ่าเลยค่ะ” ซูหว่านหนิงรีบตอบ เพราะเธอยังพักที่อิ๋งเจียงต่ออีกหนึ่งคืนจะได้ไม่ต้องเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
“ถ้างั้นเราไปจ่ายเงินแล้วให้คนมาช่วยขนหินหยกออกไปเถอะ” เมิ่งจื่อหยวนเอ่ยชวน
“ได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงเดินตามเมิ่งจื่อหยวนออกไป จ่ายเงินตามจำนวนที่ประมูลและติดต่อให้คนงานมายกหินหยก โชคดีหน่อยที่หินหยกที่เธอเลือกน้ำหนักไม่เยอะมาก แต่ละก้อนมีน้ำหนักไม่เกินสองร้อยกิโลกรัม
เมื่อเคลื่อนย้ายหินหยกออกจากลานประมูล เมิ่งจื่อหยวนโทรศัพท์ไปหาทีมงานให้เอารถมารอรับหินหยก เมื่อมารถถึงหินหยกทั้งสี่ก้อนถูกขนขึ้นรถ ก่อนที่เมิ่งจื่อหยวนจะชวนซูหว่านหนิงให้ขึ้นรถและขับรถตามออกไป ซูหว่านหนิงไม่ลืมที่จะจ่ายเงินให้กับคนงานที่ช่วยยกหินหยกให้เธอ ส่วนค่ารถนั้นเมิ่งจื่อหยวนเป็นคนจ่ายทั้งหมด แม้เธอจะขอจ่ายด้วยแต่อีกฝ่ายไม่ยินยอม
เมิ่งจื่อหยวนเช่ารถโดยมีเลขาเป็นคนขับ ด้านหลังเป็นที่นั่งของเขากับหญิงสาวรุ่นลูก
“ถ้าผ่าเจอหยกด้านในจะขายหยกให้อาอีกไหม หรือว่าอยากจะเก็บไว้เอง” เมิ่งจื่อหยวนหันไปถาม
“ขายค่ะ แต่อาจจะมีข้อแม้คือฉันอาจจะขอให้ทางบริษัทคุณอาทำเครื่องประดับจากหยกที่ขายให้ฉันหนึ่งชุด” ซูหว่านหนิงบอกความต้องการออกมา
“ไม่มีปัญหา หากได้หยกเนื้อดีอาจะให้ช่างฝีมือดีที่สุดทำเครื่องประดับให้เอง” เมิ่งจื่อหยวนรับปากทันที
จากลานประมูลไปถึงโรงงานคนรู้จักของเมิ่งจื่อหยวนใช้เวลาขับรถประมาณครึ่งชั่วโมง เมื่อไปถึงเมิ่งจื่อหยวนแนะนำให้ซูหว่านหนิงได้รู้จักกับเสิ่นเว่ย
“สวัสดีค่ะคุณเสิ่น” ซูหว่าหนิงทักทาย
“เรียกอาเสิ่นเถอะ” เสิ่นเว่ยบอกกับซูหว่านหนิงก่อนจะหันไปมองดูคนงานช่วยขนหินลงจากรถ
“ที่นี่คือโรงงานเจียระไนหยก ส่วนมากแล้วคนที่ชนะการประมูลมักจะนำหยกมาให้โรงงานผ่าให้ก่อนที่จะนำกลับปักกิ่ง อารู้จักกับอาเสิ่นตั้งแต่ตอนที่ไปพม่ากับคุณปู่ คือว่าคุณปู่ของอากับคุณปู่ของอาเสิ่นพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน” เมิ่งจื่อหยวนพูดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลให้ฟัง
“คุณอาเสิ่นเปิดบริษัทจิวเวลรี่ด้วยไหมคะ” ซูหว่านหนิงถามขึ้น
“อามีแค่โรงงานแห่งนี้แห่งเดียว” เสิ่นเว่ยตอบ
เมื่อคนงานขนหินลงจากรถครบทุกก้อน เมิ่งจื่อหยวนจ่ายเงินให้คนขับรถและทีมงาน ก่อนจะเดินตามเสิ่นเว่ยเข้าไปภายในโรงงานเพื่อทำการเปิดหน้าหยก
“จะให้ผ่าหินก้อนไหนก่อน” เสิ่นเว่ยถามขึ้น
“เอาของหว่านหนิงก่อน” เมิ่งจื่อหยวนตอบ
ซูหว่านหนิงชี้ไปที่หินที่เธอซื้อมาก้อนละ 5 แสนหยวน ส่วนก้อนหมายเลข 149 นั้น เธอจะผ่าเป็นลำดับสุดท้าย
เสียงเครื่องตัดหินดังขึ้นซูหว่านหนิงใจเต้นแรงอีกครั้ง นี่เป็นครั้งที่สองที่เธอมีโอกาสได้ดูการตัดหยก และคิดว่าหากผ่านครั้งนี้ไปคงจะอีกนานที่เธอจะหาเงินโดยการผ่าหยก
“เจอหยกแล้ว” เสียงของช่างตัดหยกดังขึ้น ซูหว่านหนิงรีบลุกไปดู
หยกหมายเลข 375 เป็นหยกเขียวกรีนแอปเปิลเนื้อน้ำแข็ง เมื่อใช้ไฟฉายส่องดูเนื้อด้านในโปร่งแสงและเล่นแสงส่องประกายแวววาว
“หยกดี” เสิ่นเว่ยเอ่ยชม ก่อนจะหันไปถามซูหว่านหนิงว่า
“จะเปิดหมดทั้งก้อนไหม หรือจะตัดเปิดแค่ผิวหน้า”
“หมดทั้งก้อนค่ะ ซูหว่านหนิงตอบ
สองชั่วโมงผ่านไปหยกกรีนแอปเปิลเนื้อน้ำแข็งคุณภาพสูงก็ปรากฎสู่สายตา หยกก้อนนี้มีความกว้างอยู่ที่ 10 เซนติเมตร หนา 10 เซนติเมตรและยาว 20 เซนติเมตร
ซูหว่านหนิงยื่นมือออกไปลูบไล้ผิวหยกเมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับเนื้อหยกความเย็บของหยกก็แทรกซึมเข้าสู่ปลายนิ้ว
“เย็นมากเลยค่ะ” ซูหว่านหนิงรู้สึกเหมือนกำลังนั่งแช่น้ำในลำธาร
“หยกก้อนนี้หนูจะขายไหม” เมิ่งจื่อหยวนถาม
“คุณอาเสนอราคามาได้เลยค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“อาให้ที่ 7 ล้านหยวน นี่เป็นราคาที่สูงที่สุดแล้ว” ราคาที่เมิ่งจื่อหยวนเสนอมานั้นคือราคาที่สูงแตะขอบเพดาน
ซูหว่านหนิงนึกไปถึงราคาหยกกรีนแอปเปิ้ลของเถ้าแก่เจียง หยกก้อนนั้นขนาดใหญ่กว่าหยกของเธอแต่เนื้อหยกมันไม่ได้แวววาวฉ่ำน้ำเหมือนหยกก้อนนี้ ราคาที่คนเสนอซื้อในวันนั้นอยู่ที่ 5 แสนหยวน ส่วนหยกของเธอนั้นราคาสูงถึง 7 ล้านหยวน
“หยกก้อนนี้คุณอาซื้อในนามบริษัทหรือคะ” ซูหว่านหนิงถามกลับ
“ใช่แล้ว” เมิ่งจื่อหยวนตอบ
“แล้วถ้าฉันจะให้คุณอารับซื้อในนามของตัวเอง แล้วให้คุณอาไปขายต่อที่บริษัท คุณอาจะซื้อได้ในราคาเท่าไหร่คะ” เมื่อซูหว่านหนิงพูดจบเมิ่งจื่อหยวนก็ตกตะลึงในความคิดของหญิงสาวตรงหน้า
“ทำไมเธออยากให้อาซื้อในนามตัวเองล่ะ” เมิ่งจื่อหยวนถามกลับ
“ก็เพราะว่าคุณอาจะได้เงินส่วนต่างจากการขายในครั้งนี้” ซูหว่านหนิงตอบ
เถ้าแก่เสิ่นที่ยืนอยู่ด้านข้างพึงพอใจกับคำพูดของซูหว่านหนิงยิ่งนัก
“หนูหว่านหนิงไม่เสียดายเงินส่วนต่างหรือ” เถ้าแก่เสิ่นถามออกไป
“เงินส่วนต่างแลกกับมิตรภาพที่คุณอาเมิ่งมอบให้ ฉันยินดีแลกค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบโดยไม่ต้องคิดให้มากความ
“หากว่าอาจะรับซื้อในนามของตัวเอง อาเสนอราคาที่ 6 ล้านหยวน เธอพอใจไหม” เมิ่งจื่อหยวนตัดสินใจบอกราคาที่เขาพอจะรับไหว
“พอใจค่ะ แต่เงื่อนไขของฉันสำหรับหยกชิ้นนี้คือแหวนหยกหนึ่งวง คุณอาตกลงไหมคะ” ซูหว่านหนิงถามกลับ
“ตกลง” เมิ่งจื่อหยวนรีบตอบทันที
เมิ่งจื่อหยวนโอนเงินให้กับซูหว่านหนิงเสร็จเรียบร้อย ทีมช่างก็เริ่มต้นตัดหินหยกก้อนที่ 2 ซึ่งก็ยังเป็นหินหยกของซูหว่านหนิงนั่นเอง หยกหมายเลข 482 ถูกยกและนำขึ้นวางบนแท่นตัด
ซูหว่านหนิงนั่งลงบนเก้าอี้เพื่อรอดูการตัดหยกก้อนที่ 2 หยกก้อนนี้เธอมองเห็นสีทองได้ชัดเจนกว่าหยกก้อนแรก ซึ่งแน่นอนหากว่าเนื้อหยกด้านในถูกเปิดออก ราคาขายของหยกก้อนนี้จะมีมูลค่าสูงกว่าหยกก้อนแรก