หยกที่ชนะการประมูล 2
หยกที่ชนะการประมูล 2
เสียงเครื่องตัดหยกเงียบลงพร้อมกับช่างอีกคนตักน้ำขึ้นมาราดที่ผิวหน้าหยก เมื่อน้ำชะล้างฝุ่นออกไปจนหมดเผยให้เห็นสีผิวของหยกที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน
“เถ้าแก่มาดูนี่ครับ” ช่างตัดหยกรีบเรียกเถ้าแก่เสิ่น
เสิ่นเว่ยและเมิ่งจื่อหยวนมองหน้ากันก่อนจะเดินไปดูหินหยกพร้อมกัน ซูหว่านหนิงเองก็ลุกขึ้นเดินไปด้วยเช่นกัน
แสงสีน้ำเงินที่ใสประดุจแก้วสะท้อนเข้ามาในม่านตา ซูหว่านหนิงไม่เคยเห็นหยกสีน้ำเงินที่สวยขนาดนี้มาก่อน เนื้อของมันใสกว่าหยกก้อนแรกที่ตัดได้
ไม่ใช่แค่ซูหว่านหนิงแต่เมิ่งจื่อหยวนและเสิ่นเว่ยเองก็ไม่เคยเห็นหยกสีน้ำเงินเนื้อแก้วมาก่อนเช่นกัน ทั้งสามยืนนิ่งเหมือนเวลาหยุดเดินก่อนที่ซูหว่านหนิงจะได้สติเป็นคนแรก
“จะผ่าต่อเลยไหมคะ” ซูหว่านหนิงพูดขึ้นมา
“ผ่า ผ่าเลย” เสิ่นเว่ยรีบตอบ
“หยกก้อนนี้เธอจะขายด้วยไหม” เมิ่งจื่อหยวนหันไปถาม
“ขายค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
เมื่อได้รับคำตอบเมิ่งจื่อหยวนขอตัวไปโทรศัพท์ เขาโทรไปหาภรรยาให้โอนเงินมาให้เพื่อจ่ายค่าหยกให้ซูหว่านหนิง
“ได้หยกดีเลยหรือคะ” คุณนายเมิ่งถามสามี
“หยกเนื้อดีเลยล่ะ คุณโอนมาให้ผมก่อนสัก 20 ล้าน” เมื่อเมิ่งจื่อหยวนพูดจบไม่นานก็ได้ยินเสียงข้อความดังขึ้นพร้อมกับเงินในบัญชีที่เพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านหยวน
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ และในที่สุดตอนนี้ซูหว่านหนิงก็ยืนอยู่ตรงหน้าหยกสีน้ำเงินเนื้อแก้วคุณภาพสูง เนื้อหยกใสกระจ่างสามารถมองเห็นเกือบทะลุหมดทั้งก้อน สีน้ำเงินแวววาวสม่ำเสมอกัน ไม่มีจุดตำหนิเลยสักนิดเดียว
เมิ่งจื่อหยวนเสนอราคารับซื้อที่ 17 ล้านหยวน ซูหว่านหนิงตอบตกลงโดยไม่คิดให้มากความ แต่เธอมีข้อแม้ว่าหยกก้อนนี้เธอขอเครื่องประดับครบชุด ต่างหู แหวน สร้อยคอ และสร้อยข้อมือ
เมิ่งจื่อหยวนตอบตกลงพร้อมกับโอนเงินให้กับซูหว่านหนิงในจำนวนที่ตกลงกันไว้ ซูหว่านหนิงมองเงินที่เพิ่มขึ้นอีก 17 ล้านหยวน ใบหน้าของเธอมีแต่รอยยิ้ม
ส่วนหินหยกก้อนที่สามซูหว่านหนิงให้ช่างตัดหินของเมิ่งจื่อหยวนก่อน เพราะเธออยากเก็บหินหยกหมายเลข 149 ไว้เป็นก้อนสุดท้ายของวันนี้
หินหยกของเมิ่งจื่อหยวนที่ตัดได้เป็นหยกกรีนแอปเปิ้ลเนื้อน้ำแข็งเช่นเดียวกันกับหินหยกก้อนแรกของซูหว่านหนิง แต่มีขนาดเล็กกว่า
เมื่อมาถึงการตัดหินหยกก้อนสุดท้ายซูหว่านหนิงใจเต้นแรง เธอกำลังตื่นเต้นที่จะได้ยลโฉมหยกที่มีสีทองส่องประกาย แม้จะไม่เจิดจ้าและสว่างไสวเท่ากับหยกสีแดงโลหิตมังกร แต่มันก็สว่างกว่าหยกทุกก้อนที่อยู่ในงานประมูล
และแล้ววินาทีที่ซูหว่านหนิงรอคอยก็มาถึง เมื่อช่างตัดปิดเครื่องตัดหินลงและช่างอีกคนเอาน้ำมาราดล้างเศษฝุ่นออก เผยให้เห็นเนื้อหยกที่อยู่ด้านใน
เมื่อเสียงเครื่องตัดหยกหยุดลงเสิ่นเว่ยและเมิ่งจื่อหยวนรีบเดินเข้าไปดูผิวหน้าหยกก้อนสุดท้าย
“หยกม่วงลาเวนเดอร์เนื้อแก้ว” ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกัน ซูหว่านหนิงรีบลุกจากเก้าอี้เดินไปหยุดตรงหน้าหินหยกก้อนสุดท้าย
สีม่วงเปล่งประกายเหมือนกับกำลังยืนอยู่กลางทุ่งลาเวนเดอร์ เนื้อหยกเย็นเฉียบและมีความกระจ่างใสกว่าหยกสีน้ำเงินเนื้อแก้ว และเมื่อเอาไฟฉายส่องเข้าไปสีม่วงของหยกกลับเข้มกว่าเดิม
“ผ่าต่อเลยค่ะ” ซูหว่านหนิงไม่รอช้า เธออยากรู้ว่าหยกก้อนนี้เมื่อผ่าเสร็จสมบูรณ์จะสวยงามสักแค่ไหน
เสียงเครื่องตัดหินดังขึ้นอีกครั้งและเมิ่งจื่อหยวนหยิบโทรศัพท์โทรหาภรรยาอีกครั้ง
“อะไรนะ คุณจะเอาเงิน 50 ล้านหยวน” เสียงของคุณนายเมิ่งดังมาตามสาย
“ใช่ครับ เงินเรามีพอไหมถ้าไม่พอผมจะยืมเพื่อนมาเพิ่ม” เมิ่งจื่อหยวนถามกลับไป
“สามีเราไม่ได้รวยถึงขนาดมีเงินหลักร้อยล้านหรอกนะคะ ฉันโอนเงินให้คุณไป 20 ล้านหยวนก็เหลือเงินอีกประมาณ 30 ล้านหยวนเท่านั้นเอง แต่ถ้าคุณอยากจะได้เงินจริง ๆ ทำไมไม่โทรไปหาลูกสาวสุดที่รักของคุณล่ะ”
เมิ่งจิ่งถิงลูกสาวของเมิ่งจื่อหยวนแม้จะเป็นเพียงนักศึกษาระดับปริญญาตรี แต่กลับมีเงินฝากในบัญชีธนาคารมากกว่าพ่อและแม่ เป็นเงินที่เขาและภรรยาฝากให้ลูกสาวจากเงินเดือนและเงินส่วนแบ่งประจำปี
เมิ่งจื่อหยวนวางสายจากภรรยาก่อนจะเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ ซูหว่านหนิงสังเกตสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่าย เธออดใจไม่ไหวจึงถามกลับไป และคำตอบที่ได้คือ
“อาไม่มีเงินซื้อหยกก้อนนี้ เงินที่มีก็ไม่พอยังขาดอีกเยอะ” เมิ่งจื่อหยวนบอกตามตรง
ซูหว่านหนิงเมื่อได้รู้คำตอบ เธอรีบพูดว่า “คุณอาไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินฉันทั้งหมดหรอกค่ะ เอาไว้ให้คุณอาเอาหยกก้อนนี้ไปขายต่อแล้วค่อยโอนเงินให้ฉัน”
“หว่านหนิงเธอมั่นใจในตัวอาขนาดนั้นเลยหรือ” เมิ่งจื่อหยวนถาม
“ฉันเชื่อว่าคุณอาเป็นคนดีไว้ใจได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ นั่นเพราะเธอมองเห็นแสงสีทองที่ส่องประกายออกมาจากตัวของเมิ่งจื่อหยวน เธอเคยถามเทพเสวี๋ยไป๋ถึงเรื่องนี้แล้ว ฝ่ายนั้นตอบกลับเธอมาว่า
“หากพบเห็นแสงสีทองจากตัวมนุษย์ นั่นหมายความว่าคนผู้นั้นเป็นคนจิตใจดี ไม่คดโกง สามารถเชื่อถือได้”
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมซูหว่านหนิงถึงยอมมากับเมิ่งจื่อหยวนทั้ง ๆ ที่รู้จักกันได้ไม่นาน
“หว่านหนิงขอบใจเธอมากนะ อาจะไม่ลืมพระคุณของเธอเลย” เมิ่งจื่อหยวนซาบซึ้งใจ
“คุณอาอย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะ เอาเป็นว่าฉันยินดีและเต็มใจ” ซูหว่านหนิงตอบก่อนจะหันกลับไปสนใจการตัดหินหยกตรงหน้า
เมื่อเสียงเครื่องตัดหยุดลงอีกครั้งซูหว่านหนิงลุกขึ้นเดินไปดูหยกสีม่วงลาเวนเดอร์ที่ส่องประกายแวววาวตรงหน้า หยกก้อนนี้ขนาดใหญ่กว่าทุกก้อนที่เธอตัดได้ ส่วนราคาขายของมันคือ 55 ล้านหยวน
เมิ่งจื่อหยวนโอนเงินให้กับซูหว่านหนิง 25 ล้านหยวน และจะโอนเงินที่ค้างให้หลังจากกลับไปที่ปักกิ่ง ส่วนข้อตกลงของซูหว่านหนิงคือเธอขอเครื่องประดับครบชุดจากหยกม่วงก้อนนี้
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นลงซูหว่านหนิงโอนเงินให้ทีมงานของเถ้าแก่เสิ่นเป็นจำนวนเงิน 500,000 หยวน สำหรับการผ่าหินหยกในครั้งนี้ เมิ่งจื่อหยวนขับรถไปส่งซูหว่านหนิงที่โรงแรมที่พัก ก่อนจะกลับขึ้นที่พักซูหว่านหนิงไม่ลืมแวะซื้อหมูย่างและไก่อบตามที่ท่านเทพร้องขอ
“เป็นยังไงบ้างได้ของดีไหม”
ซูหว่านหนิงนั่งลงบนโซฟาก่อนจะบิดตัวไปมา “ได้เงินมาทั้งหมด 78 ล้านหยวน หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดน่าจะเหลือสักประมาณ 73 ล้านหยวน” ค่าใช้จ่ายที่ว่ารวมถึงค่าเดินทาง ค่ากินและค่าที่พักทั้งหมดแล้ว
“เช่นนี้เจ้าก็กลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านแล้วสินะ”
“ใช่ค่ะ ตอนนี้ฉันเป็นเศรษฐีนีร้อยล้านแล้ว” ซูหว่านหนิงก้มลงมองจำนวนเงินในโทรศัพท์ ที่ตอนนี้มีเงินจำนวน 120 ล้านหยวน ยังไม่รวมเงินที่เมิ่งจื่อหยวนค้างอีก 30 ล้านหยวน
“หลังจากนี้ฉันจะหยุดเล่นพนันหวยหยกไปก่อน อาจจะรอให้เรียนจบแล้วค่อยกลับไปเล่นอีกครั้ง”
“เป็นความคิดที่ดี โดดเด่นมากเกินไปอาจจะเป็นที่อิจฉาของคน” ท่านเทพเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“ฉันก็คิดแบบนั้นก็เลยเลือกที่จะตัดสินใจหยุดพัก แต่ฉันยังไม่หยุดหาเงินหรอกนะ ฉันคิดว่าจะเริ่มลงทุนเล่นหุ้นได้เงินมาใช้จ่ายรายเดือนนิด ๆ หน่อย ๆ ก็พอ”
วันต่อมาซูหว่านหนิงเดินทางกลับปักกิ่งครั้งนี้เธอไม่ได้กลับรถโดยสารแต่เธอกลับพร้อมกับเมิ่งจื่อหยวนที่โทรศัพท์มาปลุกเธอแต่เช้า ซูหว่านหนิงจึงรีบเก็บของและตามเมิ่งจื่อหยวนกลับไปที่สนามบินเพื่อที่จะเดินทางกลับบ้าน
และโชคดีอีกครั้งที่ไฟล์บินของเธอกับเมิ่งจื่อหยวนนั้นเป็นไฟล์บินเดียวกัน เมื่อถึงสนามบินปักกิ่งคนขับรถของเมิ่งจื่อหยวนมารอรับและเขาอาสาที่จะไปส่งซูหว่านหนิงที่บ้านพัก
“ขอบคุณที่มาส่งค่ะ” ซูหว่านหนิงลงจากรถก่อนจะบอกลาเมิ่งจื่อหยวนและเลขา
“พรุ่งนี้อาจะจัดการให้” เมิ่งจื่อหยวนบอกลาก่อนจะสั่งให้คนขับรถขับออกไป
เมื่อซูหว่านหนิงเปิดประตูบ้านก็พบกับเทพเจ้าแมวเหมียวกำลังนั่งตากแอร์ดูละครในโทรทัศน์
“ฉันอยากรู้มากเลยว่าเทพเจ้าองค์อื่นชอบดูละครเหมือนท่านไหม” ซูหว่านหนิงเดินไปนั่งข้างแมวสีขาวที่นอนดูละครอยู่บนโซฟา
“ความชอบใครความชอบมัน ข้าชอบแบบนี้” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋ตอบ
“ตอนเย็นนี้ท่านจะกินอะไร ฉันจะสั่งอาหารมาให้” ซูหว่านหนิงอ้าปากหาว วันนี้เธอเดินทางทั้งวันย่อมเหน็ดเหนื่อยเป็นธรรมดา
“ไม่ต้อง เย็นนี้ข้ามีนัด” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋ตอบกลับมา
“ท่านมีนัดด้วยหรือคะ” ซูหว่านหนิงถามกลับ
“ถึงแม้ข้าจะเป็นแมวแต่ข้าก็มีสหายที่เผชิญชะตากรรมเดียวกับข้า พวกเรานัดพบกันเพื่อเลี้ยงสังสรรค์”
และแล้วเย็นวันนั้นซูหว่านหนิงต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินเป็นมื้อเย็น หลังจากกินเสร็จก็อาบน้ำเข้านอนส่วนเทพเจ้าแมวเหมียวนั้นตอนนี้กำลังนั่งสังสรรค์กับเทพเจ้าองค์อื่นที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันคือการผ่านด่านเคราะห์บนโลกมนุษย์แห่งนี้