LNCrawler

ช่วยเหลือตระกูลเมิ่ง

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

ช่วยเหลือตระกูลเมิ่ง

เปิดภาคเรียนได้ครึ่งเดือนซูหว่านหนิงได้ไปที่บ้านของเมิ่งจื่อหยวน เพื่อไปรับเครื่องประดับที่เธอให้เมิ่งจื่อหยวนทำให้

           “ให้อาไปรับไหม” เมิ่งจื่อหยวนโทรมาถาม

           “ไม่ต้องค่ะ ฉันขับรถไปเองได้” ซูหว่านหนิงตอบ เพราะบ้านพักของเมิ่งจื่อหยวนอยู่ในเขตไห่เตี้ยนเช่นเดียวกับเธอ

           “อาจะรอนะ” เมิ่งจื่อหยวนวางสาย

           ซูหว่านหนิงขับรถไปตามโลเคชั่นที่ส่งมา บ้านของเมิ่งจื่อหยวนตั้งอยู่โซนรอบพระราชวังฤดูร้อน เป็นบ้านเดี่ยวออกแบบสไตล์จีนโมเดิร์น เมื่อขับรถไปถึงทางเข้าหน้าหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ขอหมายเลขบ้านและโทรไปแจ้งให้เจ้าบ้านทราบว่ามีแขกมาขอพบ หากเจ้าของบ้านยินยอมให้แขกเข้าไปทางเจ้าหน้าที่จะเปิดประตูและปั่นจักรยานพาแขกไปส่งถึงบ้าน

           ซูหว่านหนิงขับรถไปตามทางก่อนจะจอดลงที่หน้าบ้านหลังใหญ่ เมิ่งจื่อหยวนออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง

           “อาสะใภ้ของเธอไม่ค่อยสบาย เลยไม่ได้ทำกับข้าวให้กิน แต่อาสั่งร้านอาหารมาให้แล้ว” เมิ่งจื่อหยวนเปิดประตูบ้าน

           ซูหว่านหนิงเดินตามเข้าไปก่อนจะมองไปรอบบริเวณบ้าน บ้านเดี่ยวขนาดใหญ่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ราคาบ้านคงจะแพงหลักร้อยล้านหยวน 

 

           โจวเหลียนเดินออกจากบ้านมาต้อนรับซูหว่านหนิง เมื่อซูหว่านหนิงเห็นใบหน้าของโจวเหลียนเธอหยุดชะงักไปเล็กน้อย เพราะเธอเห็นแสงสีดำโอบรอบตัวของโจวเหลียนนั่นเอง

           “อาสะใภ้ไม่สบายเป็นอะไรไปคะ” ซูหว่านหนิงถาม เมื่อเดือนก่อนเธอยังได้คุยโทรศัพท์กับโจวเหลียน น้ำเสียงในตอนนั้นต่างกับตอนนี้ลิบลับ

           “ไม่รู้เหมือนกันอยู่ ๆ ก็ปวดหัวขึ้นมา ไปหาหมอก็หาสาเหตุไม่ได้” โจวเหลียนตอบ

           ซูหว่านหนิงมองขอบตาที่คล้ำและเบ้าตาที่ลึก ผิวของโจวเหลียนซีดขาวเหมือนคนขาดเลือด แม้ว่าเธอจะมองเห็นแสงสีทองจากตัวของโจวเหลียนแต่แสงสีดำกลับมีปริมาณมากกว่า ด้วยความสงสัยซูหว่านหนิงจึงส่งกระแสจิตหาท่านเทพเพื่อไขข้อสงสัย

           “สตรีนางนั้นโดนคุณไสย เป็นคุณไสยร้ายแรงเรียกว่าคุณไสยดูดกลืนดวงวิญญาณ หากดวงวิญญาณของสตรีนางนั้นถูกดูดกลืนไปจนหมดจะทำให้สิ้นอายุขัย”

           “สมัยนี้ยังมีคนเล่นคุณไสยอีกหรือคะ”

           “เรื่องสกปรกแบบนี้มันไม่หายไปจากโลกใบนี้ง่าย ๆ หรอก ตราบใดที่จิตใจของคนยังอิจฉา ริษยาและทะเยอทะยานอยากได้ของที่ไม่ใช่ของตัวเอง”

           “ท่านช่วยคุณอาได้ไหมคะ”

           “ข้าช่วยได้ ข้าเกลียดนักพวกที่เล่นของสกปรกแบบนี้ ข้าจะทำให้พวกมันได้ลิ้มรสการสะท้อนกลับของคุณไสย”

           “จะช่วยยังไงคะ” ซูหว่านหนิงถามต่อ

           “เจ้าถามนางดูว่าช่วงนี้นางนอนไม่หลับใช่หรือไม่ และก่อนหน้านี้ได้รับของจากใครมาบ้างเป็นสิ่งของไม่ใช่ของกิน”

 

           ซูหว่านหนิงมองหน้าโจวเหลียนอีกครั้ง ก่อนจะหันไปทางเมิ่งจื่อหยวนที่นั่งด้านข้างภรรยา

           “ฉันขอถามคำถามอาสะใภ้ได้ไหมคะ” ซูหว่านหนิงขออนุญาต

           “ได้สิ” โจวเหลียนตอบ

           “ช่วงนี้คุณอานอนไม่หลับใช่ไหมคะ”

           “ใช่จ๊ะ อานอนไม่หลับ มันรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว เปิดแอร์นอนก็ยังร้อนเหมือนเดิม”

           เมื่อได้รับคำตอบแรกซูหว่านหนิงจึงถามคำถามที่สอง

           “ก่อนหน้านี้คุณอาได้รับของจากใครมาบ้างคะ เป็นสิ่งของที่ไม่ใช่ของกิน” 

           โจวเหลียนนั่งนึกอยู่สักพักก่อนจะตอบไปว่า “ถ้าเป็นสิ่งของก็เป็นกำไลข้อมือนี้จ๊ะ เพื่อนสนิทของอาเอามาให้เป็นของขวัญวันเกิด” โจวเหลียนชูข้อมือที่มีกำไลหยกวงใหญ่สวมอยู่

           ซูหว่านหนิงจ้องมองที่กำไลหยกก่อนจะพบว่าแสงสีดำที่โอบรอบตัวโจวเหลียนนั้นแท้จริงแล้วมันออกมาจากกำไลวงนี้

           “หว่านหนิงมีเรื่องอะไรงั้นหรือ” เมิ่งจื่อหยวนถามด้วยความสงสัย

           “คุณอาคะ คือว่าฉันมีเรื่องสำคัญที่จะต้องบอก เรื่องนี้มันยากที่จะเชื่อสักหน่อย แต่ฉันจำเป็นที่จะบอกคุณอาทั้งสองค่ะ”

           “เรื่องอะไรพูดออกมาเถอะ” เมิ่งจื่อหยวนตอบ

           “ฉันเห็นเงาดำอยู่ในกำไลวงนี้ และมันไม่ใช่เงาดำธรรมดาแต่มันเป็นคุณไสยดูดกลืนดวงวิญญาณ ถ้าคุณอาไม่เชื่อฉันคืนนี้ให้คุณอาถอดกำไลวงนี้ออกเอาไปวางไว้ไว้ใต้ฐานพระพุทธรูปหรือไม่ก็เทพเจ้าที่คุณอานับถือ คืนนี้ถ้าคุณอายังนอนไม่หลับเหมือนเดิมก็หมายความว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดจากกำไลวงนี้”

 

           เมิ่งจื่อหยวนหันไปมองหน้าภรรยา ก่อนที่เขาจะจับข้อมือของภรรยาขึ้นมาและถอดกำไลออกด้วยตัวเอง เมื่อกำไลออกจากข้อมือของโจวเหลียนแสงสีดำก็ค่อย ๆ จางหายไป

           “อาจะเอากำไลวงนี้ไปวางไว้ใต้ฐานพระโพธิสัตว์ เธอจะไปด้วยกันไหม” เมิ่งจื่อหยวนเอ่ยชวน

           “ไปค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบโดยไม่ต้องคิด

           ซูหว่านหนิงมองรูปปั้นพระโพธิสัตว์ตรงหน้าก่อนที่เธอจะยกมือขึ้นไหว้และก้มลงกราบ เมิ่งจื่อหยวนยกรูปปั้นพระโพธิสัตว์ขึ้นมาก่อนจะวางกำไลลงไปด้านล่างและวางรูปปั้นพระโพธิสัตว์ไว้ด้านบน

 

           หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เมิ่งจื่อหยวนได้ถามข้อสงสัย“หว่านหนิงเธอบอกอาได้ไหมว่าเธอรู้ได้ยังไงว่ากำไลวงนั้นมีคุณไสยซ่อนอยู่”

           “ฉันมีสัมผัสพิเศษสามารถมองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็นได้ค่ะ มันเกิดขึ้นหลังจากที่ฉันประสบอุบัติเหตุทำให้ดวงตาข้างขวามองไม่เห็น” ซูหว่านหนิงพูดจบเมิ่งจื่อหยวนและโจวเหลียนก็เพ่งมองไปที่ดวงตาข้างขวา หากคนที่ไม่รู้มาก่อนจะคิดว่าดวงตาทั้งสองข้างปกติ แต่เมื่อพิจารณาให้ดีกลับพบว่าดวงตาข้างขวาแตกต่างออกไป

           “แล้วครอบครัวของเธอล่ะ พวกเขาอยู่ที่ไหน” โจวเหลียนถาม

           “ฉันไม่มีครอบครัวค่ะ เพิ่งตัดขาดความสัมพันธ์ไปเมื่อวันที่ฉันรักษาตัวออกจากโรงพยาบาล” ซูหว่านหนิงตอบความจริง

           “พวกเขาไม่ได้ดูแลเธอแล้วตอนนี้เธออยู่ยังไง” โจวเหลียนถามต่อ

           “ฉันอยู่คนเดียวค่ะ เหมือนว่าฉันจะโชคดีที่ได้รู้จักคุณอาเมิ่งจึงได้เงินมาตั้งตัว”

           “แล้วหลังจากนี้อาต้องจะทำยังไงกับกำไลวงนั้น” โจวเหลียนถาม

           “หากคืนนี้คุณอานอนหลับโดยที่ไม่ฝันเลยนั่นหมายความว่า แสงสีดำที่ฉันเห็นมันออกมาจากกำไลวงนั้น พรุ่งนี้เช้าให้คุณอาเอากำไลวงนี้ไปกำจัดทิ้งโดยการนำไปบริจาคถวายให้วัด แสงแห่งพระธรรมจะช่วยกำจัดสิ่งชั่วร้ายออกจากกำไลวงนี้และสะท้อนกลับไปยังคนที่ทำคุณไสยใส่คุณอา”

 

           โจวเหลียนมองหน้าสามี ก่อนจะนึกถึงหน้าเพื่อนสนิท เธอไม่คิดว่าคนที่เธอเรียกว่าเพื่อนสนิทจะทำร้ายเธอได้ลงคอ

           “แต่ฉันไม่เคยมีปัญหาหรือทะเลาะกับอาเหยียนแล้วเธอจะทำแบบนั้นทำไมกัน”

           “ความอิจฉาริษยาสามารถทำให้จิตใจของคนแปรเปลี่ยนได้” ซูหว่านหนิงพูดขึ้นมา

           “เอาล่ะ เราจะรอดูคืนนี้หากเป็นจริงอย่างที่หว่านหนิงพูดผมก็จะมอบของตอบแทนให้กับเพื่อนคุณเอาแบบที่พิเศษที่สุด” เมิ่งจื่อหยวนจับมือภรรยาขึ้นมากุมไว้

           “อย่าทำแบบนั้นเลยค่ะ คุณอาทำตามที่ฉันบอกไม่เกินสามวันผลกรรมจะย้อนกลับหาคนทำไม่ต้องรอให้ถึงมือคุณอาหรอกค่ะ”

 

           เย็นวันนั้นซูหว่านหนิงกินข้าวเย็นที่บ้านเมิ่ง ก่อนกลับเมิ่งจื่อหยวนถือกล่องเครื่องประดับมาทั้งหมด 3 กล่อง เมื่อเปิดออกดูซูหว่านหนิงกลับพบว่ามีเครื่องประดับที่ทำจากหยกแดงเพิ่มเข้ามา

           “โชคดีที่หยกก้อนนี้ยังไม่ได้เจียระไน อาจึงไปยื่นข้อเสนอกับพี่ใหญ่ ทางนั้นเมื่อเห็นว่าเธอขายหยกให้กับทางบริษัทจึงยอมทำตามข้อเสนอ”

           “ขอบคุณมากค่ะ มันสวยมากเลย” ซูหว่านหนิงมองกล่องเครื่องประดับทั้งสามกล่อง และมีกล่องสำหรับใส่แหวนหยกอีกหนึ่งกล่องเล็ก

           “ลองใส่แหวนดูสิว่าพอดีนิ้วไหม” โจวเหลียนพูดขึ้น

           ซูหว่านหนิงหยิบแหวนหยกขึ้นมาก่อนจะสวมลงไปที่นิ้วชี้ แหวนวงนี้พอดีกับนิ้วของเธอ

           คืนนั้นโจวเหลียนหลับสนิทไปจนถึงเช้าเมื่อตื่นมาก็พบว่าร่างกายสดชื่นและแข็งแรงขึ้น สองสามีภรรยารีบขับรถไปที่วัดเพื่อนำกำไลหยกไปถวายให้กับทางวัด 

 

           ทางด้านซูหว่านหนิงตอนนี้กำลังนั่งพูดคุยกับเทพเสวี๋ยไป๋เรื่องกำจัดคุณไสยในกำไลหยกวงนั้น

           “ข้าจัดการเสร็จไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว กำไลที่นำไปถวายพระเป็นกำไลหยกธรรมดา เจ้าไม่ต้องกังวล”

           เมื่อได้รับคำตอบซูหว่านหนิงก็ค่อยผ่อนคลายลง ก่อนจะถามถึงคนที่ทำคุณไสย

           “พรุ่งนี้เจ้าโทรไปถามข่าวได้เลย”

           วันต่อมาไม่ต้องรอให้ซูหว่านหนิงโทรศัพท์ไปหา แต่เป็นโจวเหลียนที่โทรกลับมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

           “หว่านหนิงรู้ไหมว่าคนที่ให้กำไลกับอาตอนนี้กลายเป็นบ้าไปแล้ว”

           “เป็นบ้าหรือคะ” ซูหว่านหนิงถามซ้ำ

           “ใช่จ๊ะ เป็นบ้าเอาแต่กรีดร้องไม่ยอมหยุด อาละวาดจนบ้านพัง เอาแต่พูดว่า กลัวแล้ว กลัวแล้ว อย่าเข้ามา” โจวเหลียนเล่าให้ฟัง เพราะเมื่อเช้าสามีของอดีตเพื่อนสนิทโทรมาแจ้งข่าวกับเธอ

           “อาขอบคุณเธอมากนะที่ช่วยเหลืออา ถ้าเธอมีเรื่องเดือดร้อนให้รีบบอกอานะ อายินดีที่จะช่วยเหลือ”

           และอีกสองวันต่อมาโจวเหลียนโทรมาแจ้งข่าวอีกครั้ง ว่าอดีตเพื่อนสนิทที่ทำคุณไสยใส่เธอนั้นได้เสียชีวิตลงแล้ว สภาพศพไม่น่าดูสักเท่าไหร่ เพราะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด