งานรับปริญญา
งานรับปริญญา
ปลายปีซูหว่านหนิงเดินทางไปที่ซานย่าอีกครั้งเพื่อไปโอนกรรมสิทธิ์ครอบครอบคอนโดมิเนียมและจ่ายเงินที่เหลือทั้งหมด ครั้งนี้เธอไม่ได้เดินทางไปคนเดียวเพราะมีโจวเหลียนเดินทางไปด้วยกันกับเธอ
ตั้งแต่เธอช่วยชีวิตของโจวเหลียนเอาไว้ ทุกวันหยุดโจวเหลียนกับเมิ่งจื่อหยวนจะขับรถมาที่บ้านของเธอเพื่อเอากับข้าวมาให้ และแนะนำให้เธอรู้จักกับเมิ่งจิ่งถิงลูกสาวของทั้งคู่ ที่ตอนนี้เรียนอยู่ที่ต่างประเทศ
เมื่อเมิ่งจิ่งถิงได้รู้จักกับซูหว่านหนิงทั้งสองพูดคุยกันถูกคอจนตอนนี้กลายเป็นเพื่อนสนิท หลังจากที่เมิ่งจิ่งถิงกลับไปเรียนต่อทุกเย็นจะต้องส่งข้อความพูดคุยกับเธอและส่งของจากต่างประเทศมาให้
โจวจิ่งเสียนขับรถมารับอาเล็กและซูหว่านหนิงด้วยตัวเอง โจวเหลียนเป็นน้องสาวคนสุดท้องของบ้านโจว พ่อของโจวจิ่งเสียนเป็นพี่ชายคนโตจึงรักและเอ็นดูน้องสาวคนนี้มาก
ซูหว่านหนิงและโจวเหลียนพักที่ซานย่าสองคืนเมื่อทำธุระเสร็จทั้งสองจึงเดินทางกลับปักกิ่ง ตอนนี้ซูหว่านหนิงมีบ้านที่เป็นชื่อของตัวเองทั้งหมด 2 หลังและมีรถยนต์ 1 คัน ส่วนเงินฝากในบัญชีตอนนี้เพิ่มจากเดิมมา 10 ล้านหยวน เป็นเงินจากการที่เธอเล่นหุ้นแบบซื้อมาขายไป
เมื่อไม่มีปัญหาเรื่องเงินมาคอยรบกวนจิตใจ ซูหว่านหนิงจึงทุ่มเทกับการเรียน ก่อนหน้านี้เธอเป็นเด็กเรียนดีทำคะแนนได้เป็นลำดับที่ 2 ของชั้นปี แต่ปีสุดท้ายนี้คะแนนของซูหว่านหนิงเลื่อนมาเป็นลำดับที่ 1 ได้สำเร็จ
แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะครองลำดับที่ 2 แต่คะแนนของเธอกับคนที่ได้ลำดับที่ 1 ก็ไม่ต่างกันมากนัก ต่างกันไม่เกิน 5 คะแนน แต่เมื่อซูหว่านหนิงสอบได้ลำดับที่ 1 ของชั้นปี คะแนนกลับต่างกับลำดับที่ 2 เป็นสิบคะแนน
เมื่อถึงเวลาพักกลางวันซูหว่านหนิงและหรันฮวาเดินไปที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยเพื่อหาซื้อของกิน ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูหนาวอากาศยังคงเย็นเฉียบ ซูหว่านหนิงจึงเลือกกินบะหมี่เนื้อตุ๋น เนื้อนุ่มละลายในปากและมีกลิ่นหอมของเครื่องเทศนานาชนิด
“หว่านหนิงเธอเรียนจบแล้วจะไปทำงานที่ไหนหรือ” หรันฮวาถามเพื่อนสาว
“ฉันยังไม่รู้เลย แล้วเธอล่ะ” ซูหว่านหนิงถามกลับ
“ฉันคงหางานทำที่บริษัทไหนสักแห่งที่ปักกิ่ง เธอก็รู้ว่าบ้านของฉันฐานะไม่ค่อยดี พ่อเป็นครูส่วนแม่ก็เป็นพนักงานขายของรายได้ก็เพียงพอใช้จ่ายในครอบครัว” หรันฮวาตอบ
บ้านของหรันฮวาอยู่ที่เหอเป่ยพ่อเป็นคุณครูส่วนแม่เป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อรายได้ต่อเดือนพอใช้จ่ายในครอบครัว หรันฮวาเข้ามาเรียนที่ปักกิ่งแน่นอนว่าเงินรายเดือนที่ครอบครัวส่งมานั้นเพียงพอให้ใช้ในแต่ละเดือน แต่หรันฮวาก็ไม่อยู่นิ่งเธอทำงานพิเศษควบคู่กับการเรียน
“ที่จริงฉันก็มีความฝัน” ซูหว่านหนิงพูดขึ้นมา
“เธอมีความฝันอะไรหรือ เล่าให้ฉันฟังได้ไหม” หรันฮวาถาม
“ฉันอยากเปิดร้านเล็ก ๆ ขายซาลาเปากับขนมจีบ หรือไม่ก็หาที่ผืนใหญ่ทำสวนปลูกผักขาย” ซูหว่านหนิงตอบ เธอไม่อยากทำงานเป็นลูกจ้างอยากจะลงทุนทำธุรกิจเล็ก ๆ หาเงินเลี้ยงตัวเองไปวัน ๆ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
“ขายซาลาเปามันก็น่าสนใจดีหรอก แต่เธอเดินออกไปดูด้านนอกสิ ร้านซาลาเปาเปิดร้านแข่งกันแย่งลูกค้า ถ้าทำไม่อร่อยจริงขายยากมากเลย” หรันฮวาพูดขึ้น
“มันก็จริงอย่างที่เธอพูด ถ้าหากว่าเรียนจบจริงฉันก็คงจะทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองไปก่อน” ซูหว่านหนิงพูดจบก็คีบเนื้อตุ๋นขึ้นมากิน
“ชีวิตในวัยเรียนกำลังจะผ่านไปแล้ว เรียนจบเมื่อไหร่นั่นล่ะคือบททดสอบของจริง” หรันฮวาก้มหน้ากินข้าวในชามต่อ
ซูหว่านหนิงเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาวก่อนจะก้มหน้าคีบบะหมี่มากิน บททดสอบของชีวิตเธอมันผ่านไปแล้วตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่ตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัว นั่นคือบททดสอบของชีวิตที่หนักหน่วงที่สุด หลังจากที่เธอได้เจอเทพเสวี๋ยไป๋บททดสอบของเธอก็สิ้นสุดลง ชีวิตต่อจากนี้จะดีวันดีคืนไม่ต้องอดมื้อกินมื้ออีกต่อไป
เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงวันสอบวันสุดท้าย ซูหว่านหนิงอ่านทวนข้อสอบและคำตอบก่อนจะลุกขึ้นส่งข้อสอบให้อาจารย์คุมสอบ
“สอบเสร็จสักที” ซูหว่านหนิงเดินออกจากห้องสอบ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในปลายเดือนสิงหาคมที่ตอนนี้ฝนเริ่มตั้งเค้า ซูหว่านหนิงจึงรีบเดินทางกลับบ้าน
“สอบเสร็จแล้วหรือ” เสียงของเทพเสวี๋ยไป๋ดังขึ้น
“ใช่ค่ะ เสร็จแล้วต่อไปนี้ก็ถึงเวลาทำงานหาเงิน” ซูหว่านหนิงถอดรองเท้าวางไว้บนชั้นเป็นระเบียบ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นเทน้ำเย็นใส่แก้ว ยังไม่ทันได้นั่งลงฝนด้านนอกก็เทกระหน่ำลงมา
“โชคดีที่มาทันก่อนที่ฝนจะตก” ซูหว่านหนิงนั่งลงดื่มน้ำในแก้ว
“สอบเสร็จแล้วไปเที่ยวกันไหม” เทพเสวี๋ยไป๋เอ่ยชวน
“ท่านอยากไปไหนหรือคะ” ซูหว่านหนิงถาม
“ข้าอยากไปที่เหิงเตี้ยน” เทพเสวี๋ยไป๋ตอบ
คิ้วของซูหว่านหนิงขมวดเข้าหากัน เหิงเตี้ยนที่ท่านเทพเอ่ยถึงไม่ใช่สถานที่ถ่ายทำซีรีส์หรือภาพยนต์หรอกหรือ แล้วท่านเทพของเธอจะไปที่นั่นทำไมกัน เมื่อเกิดความสงสัยซูหว่านหนิงจึงถามออกไป
“ท่านจะไปทำไมคะ อย่าบอกนะว่าจะไปดูดารา”
และคำตอบของเทพเสวี๋ยไป๋ก็ตรงกับการคาดเดาของซูหว่านหนิง
“ถูกต้อง ข้าอยากจะไปดูให้เห็นกับตาว่าพวกเขาหล่อและสวยเหมือนกับในละครที่ข้ากำลังดูอยู่หรือไม่”
ซูหว่านหนิงอดไม่ไหวที่จะหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของเธอดังกังวานไปทั่วห้องโถง ในที่สุดซูหว่านหนิงก็ต้องหยุดหัวเราะเพราะโดนเทพแมวขี้โมโหตะปบเข้าที่ปากนั่นเอง
“ฉันเจ็บนะ” ซูหว่านหนิงยกมือขึ้นปิดปาก
“บังอาจหัวเราะเยาะข้า” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋เชิดหน้าขึ้น
“ท่านอย่าโกรธฉันเลยค่ะ เอาเป็นว่าหลังจากที่ฉันรับปริญญาเสร็จแล้ว ฉันจะพาท่านไปเหิงเตี้ยนดีไหม”
“เชอะ” แมวเหมียวสีขาวตัวใหญ่สะบัดหน้าหนี
ซูหว่านหนิงกลั้นขำไม่ให้เสียงหัวเราะหลุดรอดออกมา เธอง้อเทพเจ้าประจำบ้านด้วยเป็ดปักกิ่ง ขาหมูตุ๋นน้ำแดง ไก่ย่างหอมกรุ่น อาหารสามอย่างก็ทำให้เทพประจำบ้านหายโกรธได้
ก่อนนอนซูหว่านหนิงได้รับโทรศัพท์จากโจวเหลียนที่โทรมาถามกำหนดการรับปริญญา
“คุณอาไม่ต้องไปหรอกค่ะ คนมันเยอะและอากาศก็ร้อนมากด้วย”
“จะไม่ไปได้ยังไง เอาเป็นว่าเจอกันที่วันงานก็แล้วกัน” โจวเหลียนวางสายลงก่อนจะหันไปพูดกับสามีที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“เด็กคนนี้ขี้เกรงใจเกินไปแล้ว ว่าแต่คุณเตรียมของรับปริญญาให้หว่านหนิงหรือยัง”
“ผมสั่งทำปั่นปักผมให้แล้ว” เมิ่งจื่อหยวนตอบ
“หว่านหนิงเรียนจบแล้ว คุณไม่ชวนเธอไปทำงานด้วยหรือคะ”
“คุณคิดว่าหว่านหนิงจะไปทำงานเป็นลูกจ้างคนอื่นอย่างนั้นหรือ ผมว่านั่นไม่ใช่ทางของเธอเลย คนแบบเธอน่าจะเปิดกิจการเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง หรือถ้าเธอจะไม่ทำงานเลยก็ได้เพราะเงินที่เธอมีอยู่ก็ใช้ไม่มีวันหมดอยู่แล้ว” เมิ่งจื่อหยวนตอบ
เมื่อถึงงานรับปริญญาซูหว่านหนิงตื่นขึ้นมาแต่งหน้าทำผมด้วยตัวเอง ก่อนจะขอถ่ายรูปกับเทพเสวี๋ยไป๋เพื่อเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก โดยท่านเทพนั่งอยู่บนโซฟาส่วนตัวเธอนั่งพับเพียบอยู่ด้านล่าง
เสียงโทรศัพท์ดังก่อนที่ซูหว่านหนิงจะกดรับ เป็นโจวเหลียนที่โทรมาหา
“อาถึงแล้วนะ”
“ฉันกำลังจะลงไปค่ะ” ซูหว่านหนิงพูดจบก็รีบเดินออกจากบ้านพัก
เทพเสวี๋ยไป๋มองซูหว่านหนิงจนลับสายตา “เสร็จไปอีกหนึ่งภารกิจ”
ซูหว่านหนิงเดินมาที่ลานจอดรถที่มีรถของเมิ่งจื่อหยวนจอดอยู่ นอกจากสองสามีภรรยาแล้วยังโจวจิ่งเสียนยืนอยู่ด้วย ในมือของชายหนุ่มมีดอกไม้ช่อใหญ่
“ขอแสดงความยินดีด้วยครับ” โจวจิ่งเสียนยื่นช่อดอกไม้ให้กับหญิงสาว
“ขอบคุณค่ะ” ซูหว่านหนิงรับมาถือ
หลังจากรับปริญญาบัตรเสร็จแล้วเมิ่งจื่อหยวนได้พาซูหว่านหนิงไปเลี้ยงฉลอง ซึ่งโจวเหลียนจองห้องส่วนตัวของภัตตาคารแห่งหนึ่งเอาไว้แล้ว
“คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” ซูหว่านหนิงหันไปถามโจวจิ่งเสียนที่เดินอยู่ด้านข้าง
“มาถึงเมื่อสามวันก่อนครับ ผมมีธุระต้องกลับมาประชุมที่บริษัท เมื่อวานเจออาเล็กที่บ้าน พอรู้ว่าวันนี้คุณจะรับปริญญาก็เลยขอติดรถมาด้วยครับ”
“คุณจะกลับวันไหนคะ ฉันจะได้เลี้ยงข้าวคุณสักมื้อ” ซูหว่านหนิงถามต่อ
“กลับพรุ่งนี้ครับ เอาไว้คราวหน้านะ วันนี้ให้อาเขยเล็กเลี้ยงก่อน”
“เอาไว้ถ้าคุณมาปักกิ่งอย่าลืมบอกฉันนะ” ซูหว่านหนิงกำชับ เพราะตอนที่เธอไปซานย่าโจวจิ่งเสียนดูแลเธอดีมาก เธอจึงอยากตอบแทนกลับคืนไป
“ได้เลยครับ” โจวจิ่งเสียนตอบ
นอกจากจะเลี้ยงฉลองกับครอบครัวเมิ่งแล้ว ซูหว่านหนิงยังไปร่วมงานเลี้ยงฉลองของเพื่อนร่วมคณะ ที่จัดขึ้นที่ร้านหม้อไฟแห่งหนึ่งย่านมหาวิทยาลัย บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย หัวเราะ แต่เมื่อถึงเวลาแยกย้ายเพื่อน ๆ ต่างพากันโศกเศร้าเพราะต่อจากนี้ทุกคนต้องแยกย้ายกันไปทำงาน อาจจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว
ซูหว่านหนิงบอกลาเพื่อนโดยเฉพาะหรันฮวาที่เดินมาส่งเธอที่สถานีรถไฟฟ้า
“เธอจะเศร้าทำไมกัน เอาไว้พวกเราค่อยนัดเจอกันดีไหม” ซูหว่านหนิงปลอบใจเพื่อนสาว
“เธอพูดแล้วนะ ต้องทำให้ได้ด้วยล่ะ” หรันฮวายกมือขึ้นปาดน้ำตา
“ฉันพูดคำไหนคำนั้น เอาไว้เราค่อยคุยกันทางวีแชทนะ” ซูหว่านหนิงจับมือของหรันฮวาตบเบา ๆ ลงบนหลังมือ
“โชคดีนะ” หรันฮวาบอกลาก่อนจะก้าวขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อเดินทางกลับบ้าน
ซูหว่านหนิงโบกมือยืนรอจนรถไฟฟ้าออกจากสถานี เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินไปรอรถไฟฟ้าเพื่อเดินทางกลับบ้าน