อุบัติเหตุ
อุบัติเหตุ
เสียงไซเรนของรถพยาบาลดังตลอดแนวถนน เป้าหมายของรถคันนี้คือการรับผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถชนบนท้องถนน นำไปส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พยาบาลรีบช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำผู้บาดเจ็บส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลเป็นการเร่งด่วน ผู้บาดเจ็บเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ส่วนคู่กรณีเป็นรถยนต์สีขาวนำเข้าจากต่างประเทศโชคดีที่คนขับรถไม่ได้หนีไปไหน เขายืนรอให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่และให้การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี
สายเรียกเข้ายามดึกทำให้ซูเฉียงสะดุ้งตื่นก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือมากดรับ ปลายสายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่โทรมาบอกข่าวอุบัติเหตุของ ซูหว่านหนิง
“คนเจ็บเป็นอะไรมากไหม” ซูเฉียงถาม
“คนเจ็บศีรษะกระแทกพื้นเลือดออกค่อนข้างมาก ตอนนี้หมดสติยังไม่รู้สึกตัวครับ” เจ้าหน้าที่รายงานกลับมา
“คนที่ชนเธอล่ะ เขารับผิดชอบค่าใช้จ่ายไหม” ซูเฉียงถามต่อ
เจ้าหน้าที่นิ่งเงียบไปก่อนจะตอบว่า “ทางผู้ก่อเหตุยินดีที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดครับ แต่ที่ผมโทรหาคุณก็เพราะต้องแจ้งญาติให้ไปเซ็นยินยอมการรักษากับทางโรงพยาบาล เพื่อที่ทางโรงพยาบาลจะได้ทำการรักษาคุณซูหว่านหนิงในขั้นตอนต่อไป”
ซูเฉียงมองดูนาฬิกาที่ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่ง หันไปมองภรรยาที่นอนอยู่ข้างกาย ก่อนจะพูดกับตำรวจในสายว่า
“ผมไม่ได้อยู่ปักกิ่งจะไปก็คงไม่ทัน รบกวนคุณเจ้าหน้าที่ช่วยเซ็นยินยอมให้ผมด้วยครับ ไม่ว่าทางโรงพยาบาลจะรักษายังไงทางครอบครัวของผมยินยอมทุกอย่าง”
เจ้าหน้าที่นิ่งเงียบไปนี่เป็นญาติผู้ป่วยรายแรกตั้งแต่ที่เขาทำคดีความ ที่เมื่อรู้ว่าลูกสาวเกิดอุบัติเหตุอาการสาหัสแต่ยังนิ่งเฉยไม่มีเสียงร้องไห้หรือแสดงความร้อนรนกระวนกระวายใจเลยสักนิด
“คุณช่วยพูดประโยคเดิมอีกครั้งได้ไหมครับ ผมขออนุญาตบันทึกเสียงเอาไว้เป็นหลักฐาน หากว่าทางคุณซูหว่านหนิงเกิดเรื่องแล้วทางคุณต้องการจะเอาเรื่อง ผมจะได้มีหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ของผม”
ซูเฉียงรีบพูดประโยคเดิมออกมาอีกครั้งก่อนจะขอตัววางสาย
“ใครโทรมาหรือคะ” หลี่ม่านภรรยาของซูเฉียงแม่บังเกิดเกล้าของซูหว่านหนิงเอ่ยถาม
“เจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมา บอกว่าหว่านหนิงถูกรถชนอาการหนักพอสมควร ทางนั้นจะให้ผมเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อเซ็นยินยอมการรักษา แต่ผมปฏิเสธไปแล้วล่ะ คุณนอนต่อเถอะ”
หลี่ม่านนิ่งเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะถามสามีว่า “อาการหนักนี่ใกล้ตายไหม หรือว่าพิการแล้วต้องให้พวกเรามาคอยดูแล ถ้าอย่างหลังนี่ฉันไม่เอาด้วยนะ ดูแลคนพิการไม่ได้ง่ายเลยสักนิด”
ซูเฉียงนิ่งเงียบไปก่อนจะพูดไปว่า “ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้ผมจะไปสอบถามข่าวจากทางโรงพยาบาล หากว่าหว่านหนิงพิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผมจะเขียนหนังสือตัดขาดไล่เธอออกจากตระกูลซู”
“ที่จริงพวกเราน่าจะเขียนหนังสือตัดขาดตั้งแต่ที่เธอดึงดันจะสอบเรียนต่อมหาวิทยาลัย ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องมานั่งปวดหัวแบบนี้หรอก” หลี่ม่านพลิกตัวลุกนั่ง
“ตั้งแต่เกิดจนถึงโตไม่เคยมีสักครั้งที่จะไม่หาเรื่องปวดหัวให้ครอบครัว เด็กคนนี้เป็นตัวอัปมงคลเหมือนที่ท่านซินแสบอกไม่มีผิด” ซูเฉียงนึกถึงบุตรสาวคนรองที่ตั้งแต่เกิดมาตระกูลซูก็พบเจอกับเรื่องเลวร้าย จนพ่อกับแม่ต้องไปเชิญซินแสให้มาตรวจดวงชะตา
เมื่อซินแสขอวันเกิดปีเกิดของทุกคนในบ้านก็พบว่าดวงของซูหว่านหนิงขัดกับดวงตระกูลซู นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาชีวิตของซูหว่านหนิงก็เปลี่ยนไป
เธอไม่ใช่คุณหนูตระกูลซูเหมือนน้องสาวฝาแฝด แต่เธอต้องทำงานแลกข้าวกิน ยังดีหน่อยที่ได้ไปโรงเรียนเหมือนกับพี่ชายและน้องสาว ชีวิตของซูหว่านหนิงตั้งแต่ที่ถูกทักว่าเป็นตัวอัปมงคลจนถึงวันที่ก้าวเดินออกจากบ้านเพื่อไปเรียนต่อนั้นเรียกได้ว่าเธอใช้ชีวิตเหมือนกับสาวใช้คนหนึ่ง
สองสามีภรรยานั่งพูดและปรึกษากันทุกคำพูดที่หลุดออกจากปากซูหว่านหนิงได้ยินทุกประโยค ซูหว่านหนิงมองร่างของตัวเองที่โปร่งแสงยืนอยู่ภายในห้องนอนของพ่อกับแม่ คำพูดจากบุพการีทำให้หัวใจของเธอเจ็บปวด ในขณะที่กำลังยืนฟังพ่อกับแม่พูดกันอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีแรงดึงดูดมหาศาลดึงดวงวิญญาณของเธอกลับไป
คุณหมอเจ้าของไข้เย็บแผลบนศีรษะที่แตกและตรวจเช็กอาการเบื้องต้น ก่อนจะเดินออกไปแจ้งอาการบาดเจ็บของผู้ป่วยรายนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“ศีรษะแตกเนื่องจากกระทบกับพื้นถนนผมเย็บแผลให้แล้ว นอกจากนี้แขนข้างซ้ายและขาข้างซ้ายของเธอหักเนื่องจากโดนแรงกระแทกของรถยนต์ แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือดวงตาของเธอเนื่องจากได้รับแรงกระแทกจนจอประสาทตาเสียหาย ผมไม่รู้ว่าเมื่อเธอฟื้นสติขึ้นมาเธอจะสามารถมองเห็นได้เหมือนเดิมไหม”
เจ้าหน้าที่ถอนหายใจยาวรู้สึกสงสารผู้บาดเจ็บที่นอนรักษาตัวอยู่ภายในห้องฉุกเฉิน
สองวันผ่านไปซูหว่านหนิงเริ่มได้สติกลับมาอีกครั้ง เธอขยับมือและขอน้ำดื่ม พยาบาลในห้องฉุกเฉินตามตัวคุณหมอเจ้าของเคสมาดูอาการ
เมื่อคุณหมอเข้ามาสิ่งแรกที่เป็นคือผู้บาดเจ็บนอนอยู่บนเตียง มือสองข้างถูกมัดด้วยผ้า
“คนไข้พยายามที่จะดึงสายน้ำเกลือออก” พยาบาลรีบเดินเข้ามาบอกคุณหมอ
หมอจางเดินเข้าไปหยุดตรงเตียงผู้ป่วย ก่อนจะตรวจอาการเบื้องต้น ดวงตาด้านขวาของซูหว่านหนิงยังคงบวมเป่งส่วนข้างซ้ายสามารถลืมได้นิดหน่อย
“คุณซูหว่านหนิงใช่ไหมครับ” คุณหมอก้มลงถามชื่อ
ซูหว่านหนิงอยากจะตอบแต่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เธอจึงเลือกที่จะพยักหน้าในการตอบคำถาม
หมอจางยิ้มคนไข้จำชื่อตัวเองได้นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี ก่อนที่หมอจางจะใช้ปากกาจิ้มไปตามแขน ขา เพื่อถามอาการบาดเจ็บ
“เจ็บตรงนี้ไหมครับ”
ซูหว่านหนิงพยักหน้าอีกครั้งเมื่อหมอชี้ไปที่ขาที่ได้รับบาดเจ็บ
“แล้วตรงนี้ล่ะครับ” หมอจางจิ้มไปตรงบริเวณหน้าท้อง
ซูหว่านหนิงส่ายศีรษะ เธอไม่ได้เจ็บบริเวณหน้าท้อง
“คุณลืมตาข้างซ้ายให้หมอตรวจได้ไหม ค่อย ๆ ลืมช้า ๆ ไม่ต้องรีบ”
ซูหว่านหนิงค่อย ๆ ลืมตาข้างซ้ายขึ้นมาภาพที่เห็นคือฝ้าเพดานสีขาวที่ไม่คุ้นชิน ก่อนที่ภาพความทรงจำในวันเกิดเหตุจะปรากฏขึ้น
วันนั้นหลังจากเลิกเรียนซูหว่านหนิงไปทำงานที่ร้านพาร์ทไทม์ ร้านปิดในเวลาสามทุ่มกว่าจะเก็บกวาดทำความสะอาดร้านเสร็จก็เกือบสี่ทุ่ม
เธอเดินกลับห้องพักระหว่างนั้นเธอเห็นแมวสีขาวนั่งอยู่บนถนน ซูหว่านหนิงกลัวว่าลูกแมวจะถูกรถชนเธอจึงเดินข้ามถนนไปอุ้มแมวตัวนั้น
จังหวะนั้นเองเธอได้ยินเสียงแตรและเสียงเบรกของล้อรถ ก่อนที่รถยนต์คันใหญ่จะพุ่งชนและภาพต่อจากนั้นก็ตัดไป รู้สึกตัวอีกครั้งก็คือวันนี้
“คุณเก่งมากที่ฟื้นมาได้ ต่อจากนี้ก็ขอให้พักรักษาตัวให้หายดี อย่าดื้อกับพยาบาลนะครับ” คุณหมอจางพูดจบก็ส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินออกจากห้องตรวจ
เมื่อออกจากห้องตรวจคุณหมอจางโทรศัพท์ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องอาการของซูหว่านหนิง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้โทรศัพท์ไปหาซูเฉียงอีกครั้ง
ซูเฉียงมองเบอร์โทรศัพท์ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสายทิ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจคนเดิมโทรซ้ำรอบสองแต่ทางฝั่งซูเฉียงยังคงตัดสายทิ้งเหมือนครั้งแรก
“เป็นพ่อที่ใจดำชะมัดเลย” เจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า
ซูหว่านหนิงอาการดีขึ้นตามลำดับ แขนและขาตอนนี้ใส่เฝือกเอาไว้ ส่วนตาข้างขวานั้นยังคงปิดผ้าเอาไว้รอให้หมอจางมาตรวจดูอีกครั้ง
คนที่ขับรถชนเธอได้มาเยี่ยมโดยนำกระเช้ามามอบให้ และจ่ายเงินค่ารักษาทั้งหมดนอกจากนั้นยังมอบเงินให้เธอเอาไว้รักษาตัวอีกจำนวนหนึ่ง
ในวันที่หมอจางมาเปิดผ้าที่ปิดดวงตาข้างขวาเพื่อตรวจอาการ พยาบาลเดินมาปิดตาด้านซ้ายและเมื่อเปิดตาด้านขวาออก ซูหว่านหนิงกลับพบว่าตาด้านขวาของเธอไม่สามารถมองเห็นได้อีกต่อไป
“เรายังพอมีทางรักษาอยู่นะครับไม่ต้องเสียใจ หากมีใครบริจาคดวงตาและเข้ากับคุณได้ ทางเราจะรีบติดต่อไปและทำการผ่าตัดเปลี่ยนดวงตาใหม่ให้” คุณหมอจางพูดปลอบ
“ไม่ต้องหรอกค่ะ มีตาข้างเดียวก็พอแล้ว ฉันไม่มีเงินมากพอที่จะผ่าตัดเปลี่ยนดวงตาหรอกค่ะ” ซูหว่านหนิงก้มหน้าลงเล็กน้อย แม้ครอบครัวของเธอจะมีเงิน แต่พวกเขาคงไม่เอาเงินจำนวนมากมาทุ่มเทรักษาตัวอัปมงคลอย่างเธอ
ตั้งแต่ที่เธอลืมตาจนถึงวันนี้ผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนแล้ว นอกจากคุณลุงที่ขับรถชนเธอและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เธอไม่เห็นคนในครอบครัวมาเยี่ยมเธอเลยสักคน คำพูดของบุพการีทั้งสองยังคงดังอยู่ในโสตประสาท ซูหว่านหนิงคิดว่าหากเธอออกจากโรงพยาบาลสิ่งแรกที่เธอจะทำก็คือ การตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลซู
ซูหว่านหนิงพักรักษาตัวที่โรงพยาลหนึ่งเดือนก่อนที่เธอจะได้รับอนุญาตจากหมอจางให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน
“เสี่ยวหนิงเธอมีญาติมารับไหม” พี่พยาบาลที่ดูแลเธอถามขึ้น
“ไม่มีค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“เธอรอพี่หน่อยได้ไหมแล้วพี่จะไปส่งเธอเอง” พยาบาลรู้สึกสงสารจึงอาสาที่จะไปส่ง
“ไม่รบกวนพี่ดีกว่าค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“อย่าดื้อไปหน่อยเลย ดูเธอสิจะกลับบ้านได้ยังไง” พยาบาลมองดูซูหว่านหนิงที่ตอนนี้ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวในการเดิน และแล้วพยาบาลสาวใจดีก็เป็นคนขับรถพาซูหว่านหนิงไปส่งที่หอพัก