คนไม่มีสมอง
คนไม่มีสมอง
ซูหว่านหนิงทำตามสัญญาที่รับปากกับเทพเสวี๋ยไป๋ เธอจองตั๋วเครื่องบินเดินทางไปเหิงเตี้ยน นอกจากนั้นยังจองโรงแรมที่พักที่ใกล้เหิงเตี้ยนมากที่สุด
เทพเสวี๋ยไป๋ที่อยู่บนอ้อมแขนของซูหว่านหนิง มองดูดาราชายที่ลงจากรถส่วนตัว ก่อนที่เหล่าบรรดาแฟนคลับจะส่งจดหมาย
“ทำไมเจ้าไม่ส่งจดหมายให้พวกเขาบ้าง” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋ส่งกระแสจิตถาม
“ฉันไม่เคยตามดารา ไม่รู้มาก่อนว่าจะมีการส่งจดหมายให้กัน” ซูหว่านหนิงตอบ ทั้งสองอยู่ที่เหิงเตี้ยนสองคืนก่อนที่จะเดินทางกลับปักกิ่ง
เมื่อกลับถึงปักกิ่งเมิ่งจื่อหยวนก็ติดต่อมาเรื่องบัตรเชิญเข้าร่วมงานประมูล
“อาได้รับบัตรเชิญมาสามใบ เธออยากจะไปเปิดประสบการณ์ไหม” เมิ่งจื่อหยวนถาม
“เป็นงานอะไรหรือคะ” ซูหว่านหนิงถามกลับ
“งานประมูลของล้ำค่า เป็นงานการกุศลมีของล้ำค่ามากมายเข้าร่วมประมูล”
ซูหว่านหนิงคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไปว่า “ไปค่ะ”
“อาจะส่งรายละเอียดให้นะ ส่วนเรื่องเสื้อผ้าอาสะใภ้จะเป็นคนจัดการให้” เมิ่งจื่อหยวนพูดจบก็วางสายไป
ไม่นานวีแชทของซูหว่านหนิงก็ดังขึ้นพร้อมกับระเบียบเข้าร่วมงานที่เมิ่งจื่อหยวนส่งมาให้ ต่อมาเป็นโจวเหลียนที่ส่งแบบชุดมาให้เธอเลือก
“เป็นงานระดับไฮโซเลยหรือเนี่ย” ซูหว่านหนิงค้นหาข้อมูลของงานประมูล พบว่าส่วนมากแขกที่ได้รับเชิญล้วนแต่อยู่ในแวดวงชั้นสูง
“เปลี่ยนใจทันไหมนะ” ซูหว่านหนิงครุ่นคิด
“เจ้าจะเปลี่ยนใจทำไมกัน ไปเถอะถือเสียว่าไปเปิดประสบการณ์” ท่านเทพพูดขึ้นมา
เมื่อท่านเทพเห็นชอบซูหว่านหนิงเลือกชุดที่จะใส่ไปงาน เธอเลือกชุดราตรีเปิดไหล่ยาวคลุมเข่าสีชมพูอ่อนส่งกลับไปให้โจวเหลียน ส่วนเครื่องประดับที่จะใส่ไปงานนั้น
วันต่อมาซูหว่านหนิงเดินไปที่หน้าร้านของเมิ่งกรุ๊ปจิลเวลรี่ ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า เธอเลือกซื้อเครื่องประดับเพชรมาหนึ่งชุด ตอนที่จ่ายเงินซูหว่านหนิงถึงกับยกมือขึ้นปาดเหงื่อ
ออกจากร้านเครื่องประดับซูหว่านหนิงเดินต่อไปที่ร้านขายกระเป๋าแบรนด์เนม เธอเลือกซื้อกระเป๋าใบเล็กเอาไว้สำหรับออกงาน และซื้อกระเป๋าใบกลางสำหรับใช้งาน ก่อนจะออกจากร้านกระเป๋าไปร้านรองเท้าเลือกซื้อรองเท้าคัทชูใส่ในวันงานประมูล
วันนี้ซูหว่านหนิงจ่ายเงินออกไปเป็นจำนวนมากกว่า 8 แสนหยวนเป็นยอดเงินที่มากที่สุดสำหรับการซื้อของฟุ่มเฟือย เมื่อซื้อของครบแล้วซูหว่านหนิงเอาของไปเก็บในรถยนต์ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้างเพื่อหาของกิน
หญิงสาวเลือกร้านหม้อไฟที่โด่งดังขึ้นต้นด้วยตัว H กดสั่งอาหารจากโทรศัพท์มือถือไม่นานก็มีพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟ ในขณะที่กำลังนั่งกินอาหารอยู่นั้น สายตาของซูหว่านหนิงก็เหลือบไปเห็นพี่ชายและน้องสาวที่ควงคู่มากับแม่เดินเข้ามาในร้านที่เธอนั่งอยู่
หลี่ม่านโอบเอวลูกสาวคนเล็กและคล้องแขนลูกชายคนโตเดินเข้ามาในร้านหม้อไฟ สายตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นลูกสาวคนกลางที่ตัดขาดความสัมพันธ์ หลี่ม่านจึงสะกิดลูกชายและลูกสาว
ซูหว่านหนิงเหลือบมองก่อนจะก้มหน้ากินอาหารตรงหน้า ไม่ได้มีท่าทีสนใจสามแม่ลูกเลยสักนิดเดียว ต่างจากซูเย่หมิงและซูเย่อิงเมื่อเห็นซูหว่านหนิงก็เดินเข้ามาหา
“สบายดีหรือ” ซูเย่หมิงเอ่ยถาม
ซูหว่านหนิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย “สบายดี” เธอตอบกลับไป ก่อนจะคีบไส้เป็ดลงลวกในน้ำซุป
เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมีคนนั่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นซูเย่อิงที่นั่งลงแล้วสำรวจซูหว่านหนิง
“ได้ข่าวจากแม่ว่าพี่รองเกิดอุบัติเหตุตาบอด ตอนนี้มองเห็นหรือยัง”
“ตาบอดแล้วมันจะมองเห็นได้หรือ สมองของเธอยังคงโง่เหมือนเดิมเลยนะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“น้องรองนี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ น้องเล็กถามดี ๆ ทำไมถึงได้ตอบแบบนั้น” ซูเย่หมิงไม่พอใจที่น้องสาวสุดที่รักโดนด่า
ซูหว่านหนิงวางตะเกียบลงก่อนจะกวักมือเรียกพนักงานให้เข้ามา เธอไม่มีอารมณ์ที่จะกินต่อจ่ายเงินเสร็จซูหว่านหนิงลุกขึ้นก่อนจะยืนประจันหน้ากับพี่ชาย
“ฉันตอบไม่ดีตรงไหน คนตาบอดที่ไหนจะกลับมามองเห็นเหมือนเดิม หากใช้สมองคิดสักนิดคำถามนี้จะไม่เกิดขึ้น นอกเสียจากคนถามจะไม่มีสมองให้คิด” พูดจบก็เดินออกไป
ซูเย่อิงอยากจะกรีดร้องแต่ไม่สามารถทำได้ เช่นเดียวกับซูเย่หมิงที่กำมือทั้งสองข้างจนแน่น
หลี่ม่านเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าจากลูกสาวก็โมโหรีบกดโทรศัพท์โทรออกทันที แต่ปลายสายกลับบล็อกเบอร์ของนาง “ขออภัยหมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้”
“น้องเล็กอย่าโมโหไปเลย เธอคนนั้นก็นิสัยแบบนี้แหละ ตาบอดแล้วยังจะวางมาด เรียนจบมหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้วยังไง คนตาบอดใครอยากจะรับเข้าทำงาน” ซูเย่หมิงปลอบใจน้องสาว
ซูเย่อิงอารมณ์ดีบ้างแล้วเธอหันไปกอดแขนแม่พร้อมกับพูดว่า “แม่คะ โชคดีแล้วที่พวกเราตัดความสัมพันธ์กับตัวอัปมงคล ไม่อย่างนั้นป่านนี้เธอคงเข้าไปทำงานที่บริษัท ตัวซวยแบบเธอเหยียบเข้าบริษัทก็มีแต่จะทำให้บริษัทเสียหาย”
หลี่ม่านตั้งใจว่ากลับบ้านจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้สามีฟัง และให้สามีใช้เส้นสายติดต่อเพื่อนในแวดวงธุรกิจห้ามรับซูหว่านหนิงเข้าทำงาน นางอยากจะรู้นักว่าหากไม่มีงานทำซูหว่านหนิงจะทำยังไงต่อไป
ทางด้านซูหว่านหนิงตอนนี้กำลังขนของเข้าไปเก็บในห้อง ก่อนจะออกมารื้อตู้เย็นเพื่อทำกับข้าวกิน
“อารมณ์ไม่ดีหรือไง” เสียงของเทพเสวี๋ยไป๋ดังขึ้น
“ฉันนั่งกินหม้อไฟอยู่ดี ๆ กลับเจอคนจากตระกูลซู ท่านคิดดูสินาน ๆ จะได้ไปนั่งกินหม้อไฟที่ร้านสักครั้ง แต่ดันอารมณ์เสียกินยังไม่ทันจะอิ่มเลย” ซูหว่านหนิงตอบ
“อีกไม่นานหรอก คนพวกนั้นจะต้องร้องไห้และอ้อนวอนให้เจ้ากลับไป” ท่านเทพพูด
“ต่อให้พวกเขาร้องไห้เป็นสายเลือดฉันก็ไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีกแล้ว สำหรับฉันมันไม่ใช่บ้านแต่เป็นแค่ที่พักชั่วคราว เราอย่าพูดถึงคนพวกนั้นเลยค่ะ ฉันจะทำข้าวผัดท่านจะกินด้วยไหม” ซูหว่านหนิงตัดบท
“เอาสิ ขอข้าวผัดใส่ไข่เยอะ ๆ นะ” ท่านเทพตอบ
ครึ่งชั่วโมงต่อมาซูหว่านหนิงนั่งกินข้าวอยู่กับท่านเทพ พร้อมกับนั่งดูกราฟหุ้นไปด้วย เดือนนี้เธอทำรายได้จากการเล่นหุ้นได้มากกว่าหนึ่งล้านหยวน ซึ่งหุ้นที่เธอเล่นมีทั้งในประเทศและนอกประเทศ
“ข้าแนะนำให้เจ้าซื้อทองคำเก็บเอาไว้”
“ได้ค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะรีบไปซื้อแต่เช้า” ซูหว่านหนิงตอบโดยไม่คิดให้มากความ สำหรับเธอไม่ว่าท่านเทพให้ทำอะไรเธอยินดีและพร้อมใจที่จะทำ
วันต่อมาซูหว่านหนิงไปซื้อทองคำแท่งมาเก็บไว้ในตู้เซฟที่ห้องนอน นอกจากทองคำที่ซื้อแล้วยังมีเครื่องประดับที่เก็บเอาไว้ในตู้เซฟใบนี้ และยังมีกรรมสิทธิ์บ้านที่ปักกิ่งและซานย่ารวมอยู่ด้วย
ทางด้านซูเฉียงเมื่อได้ฟังเรื่องราวที่ภรรยาและลูก ๆ เล่า เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเพื่อนในแวดวงธุรกิจขอร้องห้ามรับซูหว่านหนิงเข้าทำงาน เมื่อปลายสายถามถึงเหตุผลซูเฉียงได้ตอบไปว่า
“เด็กคนนั้นนิสัยไม่ดีชอบลักเล็กขโมยน้อย ของที่บ้านหายเป็นว่าเล่น แต่พอเด็กคนนั้นออกจากบ้านไปของในบ้านก็ไม่หายอีกเลย” ซูเฉียงแต่งเรื่องโกหก
เพื่อนที่ซูเฉียงโทรไปขอความช่วยเหลือต่างรับปากที่จะแบนซูหว่านหนิงไม่รับเข้าทำงาน ส่วนทางด้านซูหว่านหนิงนั้นกำลังนั่งมองเงินในบัญชีที่ตอนนี้มีมากกว่า 160 ล้านหยวน แม้เธอจะใช้เงินใช้จ่ายประจำวัน แต่เธอได้เงินกลับมาจากการเล่นหุ้น
“ถ้าได้แบบนี้ทุกเดือนก็ดีสิ” ซูหว่านหนิงวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ
คืนนั้นที่โรงงานพลาสติกของตระกูลซูเกิดไฟไหม้สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมากให้กับตระกูลซู โรงงานเสียหายไปครึ่งหนึ่งและโกดังสินค้าเสียหายหมดทั้งหลัง ประเมินมูลค่าความเสียหายเกือบ 30 ล้านหยวน
ซูเฉียงนั่งกุมขมับในห้องสอบสวน ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบเหตุเบื้องต้นพบว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร โกดังเก็บของแห่งนี้สร้างมานานหลายสิบปี สายไฟย่อมเสื่อมสภาพตามการใช้งาน
และอีกเรื่องที่ทำให้ซูเฉียงถึงกับหมดแรงนั่นก็คือประกันอัคคีภัยของโรงงานเพิ่งจะสิ้นสุดสัญญายังไม่ทันได้ต่อสัญญาก็เกิดเพลิงไหม้กับโรงงาน ค่าเสียหายทั้งหมดทำให้ซูเฉียงถึงกับต้องประกาศขายโรงงานแห่งนี้ออกไป
“ขายโรงงานแล้วเราจะทำยังไงต่อ ทำไมคุณไม่ซ่อมแซม” หลี่ม่านถามสามี
“ถ้าไม่ขายแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาปรับปรุง ค่าเสียหาย 30 ล้านหยวน ตอนนี้ผมยังต้องจ่ายเงินค่ามัดจำสินค้าและค่าเสียหายให้กับลูกค้า ฝ่ายบัญชีสรุปยอดมาแล้วเงินที่ต้องจ่ายออกไปจำนวนเกือบ 10 ล้านหยวน” ซูเฉียงหมดแรงที่จะพูดต่อ
“เจ้าใหญ่แกเรียนจบแล้วกลับมาหางานทำ ส่วนลูกเล็กกลับมาเรียนต่อที่ปักกิ่งเถอะนะ พ่อคงไม่มีปัญญาที่จะส่งลูกเรียนอีกแล้ว”
เสียงร้องไห้ของหลี่ม่านและซูเย่อิงดังขึ้น ส่วนซูเย่หมิงได้แต่นั่งหน้าเครียดคิ้วสองข้างขมวดเข้าหากัน