หยกเขียวจักรพรรดิ
หยกเขียวจักรพรรดิ
ซูหว่านหนิงอ่านข่าวโรงงานพลาสติกของตระกูลซูใบหน้าของเธอไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมา พวกเขาสมควรได้รับกรรมที่ทำกับเธอเอาไว้ เพียงแค่ไม่คิดว่ากรรมจะติดจรวดได้เร็วถึงเพียงนี้
สัปดาห์ต่อมาข่าวธุรกิจปักกิ่งลงเรื่องการประกาศขายโรงงานพลาสติกของตระกูลซู ราคาขายอยู่ที่ 60 ล้านหยวน ซูหว่านหนิงกำลังครุ่นคิดว่าเธอจะซื้อโรงงานแห่งนี้ไว้ดีไหม
ที่เธออยากซื้อไม่ใช่ตัวโรงงานแต่เป็นที่ดินผืนใหญ่ ซึ่งมีเนื้อที่มากกว่า 35 เอเคอร์ ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมใหญ่ แม้จะห่างจากตัวเมืองออกไปแต่ถ้าจะให้เธอหาที่ดินผืนใหญ่แบบนี้แน่นอนว่าคงจะหาไม่ด้อีกแล้ว และนี่เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะคว้าที่ดินผืนใหญ่มาครอบคอง หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงไม่กล้าที่จะคิดแต่ตอนนี้เธอมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะซื้อ
เมื่อคิดได้ซูหว่านหนิงโทรศัพท์หาเมิ่งจื่อหยวนให้ช่วยเป็นธุระจัดการซื้อโรงงานต่อจากตระกูลซูให้เธอ
“เธอว่างมาคุยกันที่บ้านอาไหม”
“ว่างค่ะ” และแล้วเย็นวันนั้นซูหว่านหนิงก็นั่งอยู่ในบ้านของเมิ่งจื่อหยวน
“พวกเขาเป็นอดีตครอบครัวของฉันเองค่ะ แต่ฉันกับเขาตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้ว” ซูหว่าหนิงเริ่มเล่าเรื่องราวในชีวิตให้กับเมิ่งจื่อหยวนและโจวเหลียนฟัง
“ที่ดินไฟไหม้รู้ใช่ไหมว่ามันไม่ดี หากจะทำธุรกิจต่อไปก็มีแต่จะขาดทุน” นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมโรงงานพลาสติกถึงยังขายไม่ได้ เพราะคนที่ทำธุรกิจเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย
“ฉันรู้ค่ะ ฉันยังไม่คิดที่จะทำธุรกิจในตอนนี้ แต่อยากจะซื้อเก็บเอาไว้ฟาดหน้าคนพวกนั้น”
“เอาล่ะ อาจะติดต่อให้และจะขอลดราคาให้ด้วย” เมิ่งจื่อหยวนตอบตกลงทันที
เย็นวันนั้นซูหว่านหนิงกินข้าวเย็นที่บ้านเมิ่ง ก่อนที่โจวเหลียนจะเอาชุดราตรีมาให้ซูหว่านหนิงลองใส่
“สวยมากเลย” โจวเหลียนเอ่ยชม
ซูหว่านหนิงมองตัวเองในกระจกใบใหญ่ ชุดนี้ขับผิวของเธอให้ขาวกระจ่างขึ้นกว่าเดิม ตั้งแต่มีเงินซูหว่านหนิงเลือกที่จะซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกายและผิวพรรณมากินและทาเป็นประจำ ทำให้ตอนนี้ผิวของเธอขาวเรียบเนียนและกระจ่างใส
เมิ่งจื่อหยวนทำงานรวดเร็วมากเขาให้เลขาโทรติดต่อหาซูเฉียงนัดเวลาเพื่อพูดคุยเรื่องซื้อขายโรงงาน ในที่สุดเมิ่งจื่อหยวนก็ต่อราคาจาก 60 ล้านหยวนเหลือเพียง 55 ล้านหยวน
ซูหว่านหนิงโอนเงินให้กับเมิ่งจื่อหยวนเมื่อกรรมสิทธิ์ครอบครองตกเป็นของเมิ่งจื่อหยวนเขารีบโอนให้กับซูหว่านหนิงภายในวันเดียวกัน และตอนนี้ซูหว่านหนิงก็นั่งมองดูกรรมสิทธิ์โรงงานตระกูลซู
“เริ่มต้นได้อย่างสวยงาม” ท่านเทพเอ่ยชม
“เรียกว่าฟลุคมากกว่าค่ะ ใครจะคิดว่าอยู่ ๆ โรงงานก็เกิดไฟไหม้” ซูหว่านหนิงตอบ
ซูเฉียงหลังจากได้รับเงินจากการขายโรงงานจ่ายค่าเสียหายให้กับลูกค้า และจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงาน เหลืออยู่อยู่ประมาณ 20 ล้านหยวน รวมกับเงินเก็บในบัญชีธนาคารอีก 20 ล้านหยวน รวมเป็นเงิน 40 ล้านหยวน เงินจำนวนนี้เพียงพอให้จัดตั้งโรงงานเล็ก ๆ ขึ้นได้
“พ่อคะ พ่อยังมีเงินเหลืออีกเยอะ ให้ฉันเรียนต่อเถอะค่ะอีกแค่ไม่ถึงปีฉันก็จะจบแล้ว” ซูเย่อิงอ้อนวอน
ซูเฉียงใจอ่อนพยักหน้าตอบตกลง ซูเย่อิงหันไปยิ้มให้แม่และพี่ชาย
“พ่อจะทำยังไงกับเงินก้อนนี้ครับ” ซูเย่หมิงถาม
ซูเฉียงนิ่งเงียบก่อนจะตอบลูกชายว่า “พ่อจะเปิดโรงงานขนาดเล็ก อย่างน้อยปีนึงก็หาเงินเข้ากระเป๋าได้หลักล้านหยวน อีกหน่อยมีเงินเก็บค่อยขยับขยายกิจการ”
ซูเย่หมิงเห็นด้วยกับพ่อ อย่างน้อยเขาก็ยังได้เป็นเจ้าของกิจการไม่ต้องไปเป็นลูกน้องให้เจ้านายชี้นิ้วสั่ง
ซูเย่อิงได้กลับไปเรียนต่อแต่ค่าใช้จ่ายรายเดือนถูกลดลงกว่าครึ่ง หญิงสาวไม่สามารถใช้ชีวิตหรูหราเหมือนก่อนได้อีกแล้ว ห้องพักที่เคยเป็นอพาร์ทเม้นท์หรูก็เปลี่ยนเป็นหอพักขนาดเล็ก จากเดิมที่เคยสั่งอาหารมากินก็ต้องเปลี่ยนเป็นซื้อของมาทำอาหาร ซึ่งซูเย่อิงทำอาหารไม่เป็นสิ่งที่พอทำได้ก็คือไข่ต้มกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ซูเฉียงได้เช่าพื้นที่โรงงานขนาดเล็กและสั่งซื้อเครื่องจักรมาติดตั้งหมดเงินไปเกือบ 20 ล้านหยวน ราคานี้ยังไม่รวมค่าตกแต่งสำนักงานและค่าใช้จ่ายจิปาถะ เมื่อมองดูจำนวนเงินที่ลดลงครึ่งหนึ่งซูเฉียงก็ได้แต่กุมขมับ
ทางด้านซูหว่านหนิงวันนี้เธอไปร่วมงานประมูลกับเมิ่งจื่อหยวนและโจวเหลียน หญิงสาวสวมชุดราตรีเปิดไหล่และใส่เครื่องประดับเพชรน้ำงาม เมื่อเมิ่งจื่อหยวนเห็นเครื่องประดับเพชรก็รู้เลยว่าซื้อมาจากบริษัท
“ทำไมไม่บอกอาสักคำ อาจะได้ให้ส่วนลดพิเศษ”
“เอาไว้ครั้งหน้าฉันจะบอกคุณอานะคะ” ซูหว่านหนิงไม่อยากใช้สิทธิพิเศษ เพราะบริษัทเมิ่งกรุ๊ปไม่ได้เป็นของเมิ่งจื่อหยวนคนเดียว แต่เป็นบริษัทของตระกูลเมิ่ง ที่มีพี่น้องและเครือญาติเป็นหุ้นส่วน
ซูหว่านหนิงนั่งลงบนเก้าอี้ตามหมายเลขที่ได้รับมา เธอกวาดตามองดูคนที่เข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้ เมื่อได้เวลาประมูลสินค้าชิ้นแรกเป็นแจกันในสมัยราชวงศ์ชิงตอนต้น ราคาเริ่มประมูลอยู่ที่ 1 ล้านหยวน
สิ่งที่ซูหว่านหนิงสนใจไม่ใช่ของเก่าแต่เป็นหยกที่จะนำมาร่วมประมูลในครั้งนี้ เสียงของผู้เข้าร่วมแข่งกันเสนอราคาและราคาสุดท้ายของแจกันใบแรกอยู่ที่ 2,100,000 หยวน
ชิ้นที่สองก็ยังคงเป็นของเก่าราคาประมูลสุดท้ายปิดที่ 5,350,000 หยวน และเมื่อถึงชิ้นที่ 10 ก้อนหยกดิบที่ซูหว่านหนิงรอคอยก็มาถึง
แสงสีทองที่เธอเห็นจากก้อนหยกมีเพียงเส้นเล็ก ๆ นั่นหมายความว่าหยกที่ซ่อนอยู่ในหินก้อนนี้ไม่ได้เป็นหยกที่มีมูลค่ามากมายนัก
เมิ่งจื่อหยวนหันไปถามซูหว่านหนิง “อยากร่วมประมูลไหม”
“ไม่ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบกลับทันที
ผู้คนที่ยื่นประมูลหยกสามารถลงไปตรวจสอบผิวหน้าของหยกก้อนนั้นได้ และหยกก้อนนี้เมื่อเปิดผิวด้านบนออกสามารถมองเห็นริ้วเขียวได้อย่างชัดเจน ราคาประมูลจึงพุ่งสูงขึ้นถึงหลักสิบล้านหยวน
หินหยกก้อนที่สองมีแสงสีทองให้เห็นเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เมิ่งจื่อหยวนยกป้ายร่วมประมูล
“คุณอาอย่าประมูลเกิน 2 ล้านหยวนนะ” ซูหว่านหนิงกระซิบ
เมิ่งจื่อหยวนพยักหน้าก่อนจะใส่ราคาไปที่ 1,500,000 หยวน หินหยกก้อนที่สองนั้นราคาประมูลสิ้นสุดอยู่ที่ 8,000,000 หยวน
หินหยกก้อนที่สามภายนอกดูไม่น่ามองสักเท่าไหร่ เมื่อเปิดผิวหน้าหินออกมาด้านในกลับไม่พบริ้วเขียวแต่อย่างใด ทางผู้ประมูลเสนอราคาเริ่มต้นที่ 500,000 หยวน
ซูหว่านหนิงยกป้ายประมูลเป็นคนแรกเธอเสนอราคาไปที่ 1,000,000 หยวน ที่หญิงสาวสนใจหินหยกก้อนนี้ก็เพราะว่าเธอเห็นแสงสีทองสว่างจ้านั่นเอง
เมิ่งจื่อหยวนไม่ได้ร่วมประมูลด้วยเขาไม่อยากแข่งกับซูหว่านหนิง นักพนันหยกเดินเอาไฟฉายและแว่นขยายไปส่องดูแต่ละคนพากันส่ายหน้า
“รองประธานเมิ่งคุณไม่ห้ามหลานของคุณหน่อยหรือ หินก้อนนั้นดูยังไงก็ไม่มีราคา” ชายวัยกลางคนเดินมาหยุดตรงหน้าเมิ่งจื่อหยวน พร้อมกับมองไปทางซูหว่านหนิง
“ผมพาหลานสาวมาหาประสบการณ์ เธออยากร่วมประมูลก็ตามใจเธอ” เมิ่งจื่อหยวนตอบ
และหินหยกก้อนนี้ได้ตกเป็นของซูหว่านหนิงในราคา 1,000,000 หยวนโดยไร้คู่แข่ง
หินหยกก้อนต่อไปซูหว่านหนิงสะกิดให้เมิ่งจื่อหยวนร่วมประมูล “ราคาห้ามเกิน 10 ล้านหยวนนะคะ” ซูหว่านหนิงไม่ลืมกำชับ
และหินหยกก้อนนี้ได้ตกเป็นของเมิ่งจื่อหยวนในราคาประมูลสุดท้ายที่ 8,500,000 หยวน
สำหรับหินหยกทุกก้อนหลังจากงานประมูลเสร็จสิ้นลงจะมีเจ้าหน้าที่มาตัดเปลือกหินให้กับผู้ที่ชนะการประมูล และตอนนี้ซูหว่านหนิงก็ยืนอยู่ตรงหน้าหินหยกของเธอ
เครื่องตัดหยกไม่ได้มีเครื่องเดียวแต่มีทั้งหมด 10 เครื่อง หินหยกจำนวน 10 ก้อน ถูกวางบนแท่นตัด เสียงเครื่องตัดหยกดังกระหึ่มอีกครั้ง ซูหว่านหนิงเดินไปวาดเส้นลงบนผิวก้อนหินเพื่อให้ช่างตัดเปิดผิวหน้า
หินหยกที่ซูหว่านหนิงซื้อมามีขนาดเล็กน้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม ภายนอกเป็นเนื้อทรายสีน้ำตาลเข้ม แต่เมื่อช่างตัดตามตำแหน่งที่เธอวาดไว้กลับพบว่าเนื้อด้านในหินหน้าตาอัปลักษณ์มีหยกเขียวซ่อนอยู่
“คุณหนูซูผมให้ 10 ล้านหยวน คุณขายไหมครับ” ชายสูงวัยคนหนึ่งเดินเข้ามา
ซูหว่านหนิงส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “หยกก้อนนี้ฉันจะขายให้กับคุณอาเมิ่งเพียงคนเดียวค่ะ” เมื่อซูหว่านหนิงตอบแบบนี้ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาถามอีกเลย
ช่างตัดหินหยกเอาน้ำมาราดลงบนผิวหน้าหยกเผยให้เห็นแสงสีเขียวเปล่งประกาย ที่มีสีเขียวสดใสราวกับสีมรกต เนื้อเนียนละเอียดโปร่งแสง และมีประกายเรืองรองออกมาจากเนื้อใน
ผู้คนพากันลุกฮือเพื่อเดินไปดูหินหยกของซูหว่านหนิง เมิ่งจื่อหยวนกำมือแน่นเพราะหยกที่เห็นนั้นคือหยกจักรพรรดิเนื้อแก้วที่มีมูลค่ามหาศาล
“หว่านหนิงเธอโชคดีอีกแล้ว” โจวเหลียนเดินเข้ามาจับมือของซูหว่านหนิง
“ฉันก็ไม่คิดว่าครั้งนี้จะตัดได้หยกที่ดีที่สุด” ซูหว่านหนิงก็ตกตะลึงเช่นกัน
เมิ่งจื่อหยวนไม่รอช้ารีบเดินไปบอกให้ช่างเปิดผิวหน้าหยกให้ระวังมากที่สุด ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกไปโทรศัพท์หาพี่ชาย
เมิ่งเซียวรับโทรศัพท์จากน้องชายก่อนจะวางสายแล้วรีบแต่งตัวขับรถไปที่งานประมูล เมิ่งเซียวเองก็ได้รับบัตรเชิญเข้างานประมูลเช่นกัน แต่เขาเพิ่งเดินทางกลับมาจากพม่าก็เลยอยากจะพักผ่อน
หนึ่งชั่วโมงต่อมาหยกเขียวจักรพรรดิเนื้อแก้วขนาดประมาณ 8 กิโลกรัมก็ปรากฏสู่สายตาของผู้ชม เนื้อหยกเป็นสีเขียวสม่ำเสมอไม่มีรอยตำหนิ มีคนเข้ามาขอซื้อแต่ซูหว่านหนิงปฏิเสธ
เมื่อเมิ่งเซียวมาถึงเมิ่งจื่อหยวนได้แนะนำให้ซูหว่านหนิงและเมิ่งเซียวได้รู้จักกัน
“หนูนี่เอง ยินดีที่ได้รู้จัก”
“เช่นกันค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“หนูจะขายราคาเท่าไหร่” เมิ่งเซียวไม่รอช้ารีบถามทันที