วางแผนสร้างธุรกิจ
วางแผนสร้างธุรกิจ
ซูหว่านหนิงรีบหันไปทางเมิ่งจื่อหยวนเพื่อขอคำชี้แนะประกอบการตัดสินใจ
“หยกก้อนนี้มูลค่ามากมายมหาศาล อาคิดว่าราคาขายอย่างต่ำอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านหยวน” เมื่อเมิ่งจื่อหยวนพูดจบซูหว่านหนิงก็ทำตาโต เม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาบริเวณไรผมและตามฝ่ามือ
“ได้เยอะขนาดนั้นเลยหรือคะ” ซูหว่านหนิงถาม
เมิ่งเซียวเดินเข้ามาก่อนจะพูดว่า “หยกเขียวจักรพรรดิเป็นหยกที่หายากและมีราคาสูงที่สุดในบรรดาหยกทั่วไป ยิ่งเป็นหยกเนื้อแก้วด้วยแล้วมูลค่าของมันมากมายมหาศาล หว่านหนิงหนูเสนอราคามาเถอะ หากลุงรับราคาได้ลุงจะขอซื้อต่อจากเธอ”
“ฉันมีข้อแม้เหมือนเดิมค่ะ หยกก้อนนี้ฉันขายให้กับคุณอาแลกกับเครื่องประดับครบชุด ส่วนราคาขายฉันขอที่” ซูหว่านหนิงยกมือขึ้นมา 4 นิ้ว
“ตกลง ขอเลขบัญชีด้วย” เมิ่งเซียวตอบตกลงโดยไม่คิดให้มากความ หยกเนื้อดีก้อนนี้หากนำไปเจียระไนทำเครื่องประดับวางขายมูลค่าของมันอาจสูงถึงหลักพันล้านหยวน
ซูหว่านหนิงยื่นโทรศัพท์ออกไปเมิ่งเซียวจัดการโอนเงินเข้าบัญชีของซูหว่านหนิง ทางผู้จัดงานได้หากล่องมาใส่หินหยกให้กับเมิ่งเซียวและให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยช่วยอารักขาไปส่งให้ถึงบ้าน
ส่วนหินหยกของเมิ่งจื่อหยวนนั้นเป็นหยกกรีนแอปเปิ้ลเนื้อแก้ว คุณภาพสูงเช่นกัน เขาได้ขายต่อให้กับพี่ชายในราคา 50 ล้านหยวน ได้เงินส่วนต่างกลับมา 40 กว่าล้านหยวน
“ขอบใจมากนะที่ช่วยดูหยกให้อา” เมิ่งจื่อหยวนเอ่ยขอบคุณ
“ฉันยินดีค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“หว่านหนิงหนูคือเทพธิดานำโชคของบ้านเราเลยนะ” โจวเหลียนเดินเข้ามาจับมือของซูหว่านหนิง
ซูหว่านหนิงทำเพียงยิ้มรับนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเรียกเธอว่าเทพธิดานำโชคแทนที่คำว่าตัวอัปมงคล
กลับถึงบ้านสิ่งแรกที่ทำก็คืออวดเงินก้อนโตให้กับเทพเจ้าประจำบ้าน
“ข้ายินดีกับเจ้าด้วย”
“ต้องขอบคุณท่านที่มอบเนตรทองคำให้ฉัน” ซูหว่านหนิงไม่ลืมที่จะเอ่ยขอบคุณ
“เจ้าคิดหรือยังว่าจะทำยังไงกับเงินก้อนนี้”
“ฉันคิดที่จะทำธุรกิจแต่ยังคิดไม่ตกว่าจะทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ที่ดินสำหรับสร้างโรงงานก็มีแล้ว เหลือแค่ลงมือและลงทุน” ซูหว่านหนิงตอบ
“เหตุใดเจ้าไม่ปรึกษาคนตระกูลเมิ่งดูเล่า เผื่อว่าเจ้าจะได้แนวทางหางาน”
ซูหว่านหนิงคิดวิเคราะห์ตามที่ท่านเทพเสนอแนะ วันต่อมาเธอไปพบเมิ่งจื่อหยวนที่บริษัทและนี่เป็นครั้งแรกที่ซูหว่านหนิงไปที่เมิ่งจื่อกรุ๊ป
“ฉันมาพบรองประธานเมิ่งค่ะ” ซูหว่านหนิงแจ้งกับพนักงานต้อนรับ
“นัดไว้หรือเปล่าคะ” พนักงานถาม
“ไม่ได้นัดค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ เธอลืมเรื่องนัดหมายล่วงหน้าเสียสนิท
“ถ้าไม่ได้นัดหมายก็คงให้เข้าพบไม่ได้ค่ะ” พนักงานตอบอย่างสุภาพ เพราะนี่เป็นกฎที่ทางบริษัทตั้งไว้
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันจะโทรหาอาเมิ่งเอง” ซูหว่านหนิงพูดจบก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ปลายสาย ไม่ถึงสามวินาทีปลายสายก็กดรับ
ซูหว่านหนิงเปิดลำโพงเพื่อให้พนักงานได้ยิน
“คุณอาคะ ฉันมาขอพบคุณอาค่ะ แต่ไม่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า ไม่ทราบว่าคุณอาสะดวกไหมคะ”
“ขึ้นมาได้เลย หรือจะให้อาลงไปรับ” เมิ่งจื่อหยวนถามกลับ
“ฉันขึ้นไปเองได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“อาจะให้เฉินซานลงไปรับ เธอรอก่อนนะ” เมิ่งจื่อหยวนพูดจบก็วางสาย
ซูหว่านหนิงเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าไม่ถึงห้านาทีเฉินซานก็เดินมาหา
“คุณหนูซูจะมาทำไมไม่บอกล่วงหน้า ผมจะได้ลงมารอรับ”
ซูหว่านหนิงส่งยิ้มให้เฉินซานก่อนจะตอบว่า “ฉันมีเรื่องด่วนก็เลยไม่ได้บอกล่วงหน้าค่ะ”
เฉินซานหันไปทางพนักงานต้อนรับก่อนจะพูดว่า “ต่อไปถ้าคุณหนูซูมาพบท่านประธานให้ขึ้นไปด้านบนได้เลย คุณหนูซูคือหลานสาวบุญธรรมของท่านประธาน”
“รับทราบค่ะ” พนักงานต้อนรับตอบ ก่อนจะเอ่ยขอโทษซูหว่านหนิง
“ฉันผิดเองค่ะที่มาโดยไม่ได้นัดหมาย คุณทำหน้าที่ของคุณได้ดีเยี่ยมแล้ว”
ห้องทำงานของเมิ่งจื่อหยวนอยู่ที่ชั้น 8 อาคารนี้มีทั้งหมด 8 ชั้นเป็นอาคารของตระกูลเมิ่งทั้งหมด เฉินซานเคาะประตูห้องก่อนจะเปิดประตูให้ซูหว่านหนิงเข้าไป
“ลมอะไรหอบเธอมาถึงที่นี่ได้ อาชวนมาเที่ยวตั้งหลายครั้งแต่ไม่ยอมมา” เมิ่งจื่อหยวนลุกจากเก้าอี้เดินมาต้อนรับ
“ฉันมีธุระจะมาปรึกษาคุณอาค่ะ” ซูหว่านหนิงนั่งลง เฉินซานเดินออกไปก่อนจะกลับเข้ามาพร้อมกับกาแฟดำสองแก้ว
“มีเรื่องอะไรงั้นหรือ” เมิ่งจื่อหยวนถาม
“ฉันอยากจะทำธุรกิจแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน อยากขอคำปรึกษาและแนะนำจากคุณอาค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“ตอนนี้แนวโน้มธุรกิจเน้นการตลาดแบบออนไลน์ หากคิดอยากจะทำจริง ๆ คงต้องเริ่มจากการสร้างธุรกิจการค้าและการตลาดแบบดิจิทัล แนวโน้มที่คนจะออกไปจับจ่ายใช้สอยตามท้องตลาดลดลงและคนหันไปซื้อสินค้าแบบออนไลน์สูงขึ้น ดังนั้นหากมีเงินทุนอาแนะนำให้ทำแพลตฟอร์มสำหรับการขายสินค้าทางออนไลน์” เมิ่งจื่อหยวนแนะนำ
เฉินซานหยิบแลปทอปมาวางไว้บนโต๊ะ เมิ่งจื่อหยวนเปิดหน้าจอพร้อมกับเขียนรายละเอียดอธิบายให้ซูหว่านหนิงฟัง
“หากจะเริ่มทำธุรกิจให้ได้เงินเร็วที่สุด อาแนะนำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเพื่อสุขภาพเน้นกลุ่มผู้สูงอายุและคนรุ่นใหม่ พวกอาหารเสริมนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิเช่นวิตามินเสริมความงาม วิตามินบำรุงร่างกาย วิตามินคลายเครียด และวิตามินช่วยในการนอนหลับ
สินค้าคุณภาพแบบออร์แกนิกก็เป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มผู้รักสุขภาพ แต่สินค้าพวกนี้ต้องซื้อจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้และมีใบรับรองคุณภาพ
อีกอย่างที่อาจะแนะนำก็คือ ธุรกิจสำหรับสัตว์เลี้ยง ตอนนี้แนวโน้มคนโสดมีมากขึ้น คนพวกนี้นิยมเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก ต่อให้สินค้าจะแพงแค่ไหนก็ยอมควักเงินเพื่อหาซื้อ
และอย่างสุดท้ายก็คือพวกสกินแคร์เสริมความงาม แต่ของพวกนี้จะขายยากสักหน่อย”
ซูหว่านหนิงกำลังคิดหนักถ้าเธอลงทุนแล้วไม่ประสบความสำเร็จเงินที่ลงทุนทั้งหมดก็จะหายวับไปกับตา แต่เธอก็อยากจะลองดูและพิสูจน์ว่าเธอก็มีความสามารถไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเนตรสวรรค์หาเงินเพียงอย่างเดียว
เมื่อซูหว่านหนิงกลับถึงบ้านสิ่งแรกที่ทำก็คือร่างโครงการทำธุรกิจแบบออนไลน์และขายตามร้านสะดวกซื้อ สินค้าที่จะขายต้องเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มตลาดวัยรุ่นและกลุ่มผู้สูงอายุ
ซูหว่านหนิงเขียนโครงงานเสร็จก็เริ่มค้นหาสินค้าแบรนด์ต่างประเทศที่เป็นที่นิยมและยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศ เธอเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและมีหนังสือรับรองคุณภาพ
นอกจากนั้นซูหว่านหนิงยังค้นหาเกี่ยวกับการผลิตสินค้าโดยจ้างโรงงานผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของเราเอง เธออยากที่จะทำอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงวางจำหน่าย
ทำไมซูหว่านหนิงถึงไม่เลือกที่จะก่อตั้งโรงงานเองนั่นก็เพราะว่าการก่อตั้งโรงงานเองนั้นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล ส่วนการจ้างผลิตแบรนด์นั้นใช้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากจะขาดทุนก็คงขาดทุนไม่มากไม่เข้าเนื้อไม่เจ็บตัว แต่ถ้าเกิดสินค้าที่เธอผลิตมานั้นขายดิบขายดีอนาคตเธอก็จะสร้างโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง
ซูหว่านหนิงร่างโครงการที่เธอต้องการจะทำ เขียนรายละเอียดลงไปก่อนจะส่งอีเมลไปให้เมิ่งจื่อหยวนช่วยตรวจสอบ กว่าจะผ่านหลักเกณฑ์ของเมิ่งจื่อหยวนได้ซูหว่านหนิงต้องแก้ไขใหม่ทั้งหมด 5 ครั้ง
[อาจะแนะนำโรงงานสำหรับรับผลิตอาหารสัตว์ให้ เจ้าของโรงงานเป็นเพื่อนสนิทกับอา]
ซูหว่านหนิงอ่านข้อความที่เมิ่งจื่อหยวนส่งมา เธอถึงกับยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
[ขอบคุณมากค่ะ] ซูหว่านหนิงตอบกลับไป
เมื่อโครงงานผ่านแล้วสิ่งที่ซูหว่านหนิงทำในขั้นตอนต่อไปก็คือเดินทางไปที่โรงงานเก่าของตระกูลซู เธอไปติดต่อเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐให้มารื้ออาคารที่เสียหายออกทั้งหมด ในส่วนของสำนักงานนั้นไม่ได้รับความเสียหาย ซูหว่านหนิงจึงเลือกที่จะรีโนเวทใหม่ทั้งหมด และสร้างโกดังเก็บของขนาดใหญ่ โดยจ้างบริษัทรับเหมาชั้นนำให้เข้ามาดำเนินการ ซึ่งบริษัทที่เลือกนั้นก็คือบริษัทในเครือตระกูลโจวนั่นเอง และโจวจิ่งเสียนเป็นคนเข้ามาคุมงานด้วยตัวเอง
[น้องหว่านหนิงอยากได้โทนสีแบบไหนพี่จะส่งแบบไปให้] โจวจิ่งเสียนส่งข้อความถาม
[พี่จิ่งเสียนย้ายกลับมาปักกิ่งแล้วหรือคะ] ซูหว่านหนิงไม่ตอบคำถามแต่เลือกที่จะถามกลับไป
[โรงแรมทางนั้นเรียบร้อยดีแล้ว ส่วนคอนโดมิเนียมก็ขายหมดแล้ว อีกอย่างพี่กลับมาเตรียมตัวจัดงานหมั้นครับ ตอนนี้มีเวลาว่างก็เลยรับดูแลงานของน้องหว่านหนิง]
[ยินดีด้วยนะคะ]
[ขอบคุณครับ น้องหว่านหนิงเลือกโทนสีได้แล้วส่งข้อความมาบอกพี่ด้วยนะครับ]
[ฉันชอบโทนสีขาวค่ะ ชอบความสว่างไม่ชอบโทนสีมืด] ซูหว่านหนิงตอบกลับไป
[พี่จะส่งโทนสีให้เลือกนะครับ]
[ได้ค่ะ] ซูหว่านหนิงตอบ เมื่อจบบทสนทนาซูหว่านหนิงเลื่อนอ่านข้อความที่เมิ่งจื่อหยวนส่งมา เป็นรายละเอียดการนัดหมายที่จะเข้าไปติดต่อสั่งผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง
[พรุ่งนี้อาจะไปรับที่บ้าน แล้วจะพาไปติดต่องาน]
[ขอบคุณนะคะ]
[เจอกันพรุ่งนี้]
ซูหว่านหนิงวางโทรศัพท์ลงก่อนจะเดินออกจากห้องนอนไปเคาะประตูห้องของท่านเทพ
“เข้ามา” เสียงด้านในตอบรับ
ซูหว่านหนิงเปิดประตูเข้าไปเธอมองดูท่านเทพที่นอนอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ หญิงสาวเลือกที่จะนั่งบนเก้าอี้ด้านข้างเตียงนอน
“พรุ่งนี้ฉันจะไปติดต่อโรงงานให้ผลิตอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง ท่านมีอะไรจะแนะนำไหมคะ”
“จำเอาไว้ทำอันใดก็แล้วแต่ ต้องมีความซื่อสัตย์และสุจริต จะทำของขายก็ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า ส่วนผสมต้องเป็นของที่มีคุณภาพห้ามเอาของที่กำลังจะเน่าเสียมาทำของขายเด็ดขาด”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน”
“ข้าขออวยพรให้การเจรจาของเจ้าราบรื่น ให้กิจการประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง”
“ขอบคุณท่านมากค่ะ”