LNCrawler

เจรจาธุรกิจ

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

เจรจาธุรกิจ

            วันต่อมาซูหว่านหนิงพร้อมกับเมิ่งจื่อหยวนเดินทางไปยังบริษัทที่รับผลิตสินค้า ซึ่งเธอมารู้ภายหลังว่าโรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานขนาดใหญ่รับผลิตสินค้าทุกชนิดและดำเนินการขอเอกสารให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นอาหารสัตว์ สินค้าเพื่อความงามและสุขภาพ สินค้าบริโภค เรียกได้ว่าติดต่องานที่เดียวแต่สามารถสร้างแบรนด์ได้หลากหลายแบรนด์

           สินค้าชนิดแรกที่ซูหว่านหนิงสั่งผลิตเป็นอาหารสำหรับแมวและสุนัข อาหารแมวมีทั้งแบบเม็ด แบบเปียกและขนมสำหรับแมว

           เมื่อคืนซูหว่านหนิงนั่งคิดสูตรอาหารทั้งคืนกว่าจะได้นอนก็เกือบจะตีสองแล้ว ส่วนสูตรอาหารที่ว่านั้นได้รับความเห็นชอบจากท่านเทพเป็นที่เรียบร้อย

           เมิ่งจื่อหยวนกดเบอร์โทรศัพท์ปลายทางไม่นานก็มีคนรับ ก่อนที่เลขาจะเดินมารับทั้งสองไปยังห้องรับรอง

           ประธานลู่ หรือ ลู่อันเหวิน เป็นเพื่อนกับเมิ่งจื่อหยวน ทั้งสองคบหากันมานานเกือบ 20 ปี ตระกูลลู่เองก็เป็นตระกูลเก่าแก่ในปักกิ่ง นอกจากจะโรงงานแห่งนี้ยังมีห้างสรรพสินค้าและบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเครือลู่กรุ๊ป

           เมื่อประตูห้องรับรองเปิดออกลู่อันเหวินลุกขึ้นก่อนจะเดินไปจับมือของเมิ่งจื่อหยวน ทางด้านเมิ่งจื่อหยวนได้แนะนำให้ซูหว่านหนิงรู้จักกับลู่อันเหวิน

           “แม่หนูน้อยคนนี้นี่เองที่อาหยวนพูดถึงบ่อย ๆ วันนี้ได้เจอตัวจริงเสียที” ลู่อันเหวินส่งยิ้มก่อนจะผายมือให้นั่ง

           ซูหว่านหนิงทำเพียงยิ้มรับก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามประธานลู่

           “อยากทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรล่ะ” ประธานลู่ถาม

           “อาหารสัตว์ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ

           “ถ้าอาหารสัตว์จะอยู่ในการดูแลของลูกชายอา เดี๋ยวลุงจะเรียกเขามา” ประธานลู่หยิบโทรศัพท์โทรออกหาลูกชาย ไม่ถึงสิบนาทีประตูห้องรับรองถูกเปิดออก พร้อมกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใบหน้าหล่อเหลาก้าวเดินเข้ามา

           “สวัสดีครับอาเมิ่ง” ลู่อี้เฉินทักทายเมิ่งจื่อหยวน ก่อนจะหันไปทางซูหว่านหนิง

           “สวัสดีครับ” ชายหนุ่มทักทายก่อนจะนั่งลง

           “อาเฉินไม่เจอกันตั้งนานหลานสบายดีนะ” เมิ่งจื่อหยวนเอ่ยถาม

           “สบายดีครับ คุณอาล่ะครับสบายดีไหม” ลู่อี้เฉินถามกลับ

           “สบายดี นี่ซูหว่านหนิงหลานสาวบุญธรรมของอา” เมิ่งจื่อหยวนแนะนำ

           “ผมเคยได้ยินชื่อของคุณซูมาบ้างแล้ว ที่งานประมูลคราวนั้นเสียดายผมไม่ได้ไปเห็นกับตาว่าหยกเขียวจักรพรรดิมันสวยขนาดไหน”

           “ถ้าหลานอยากเห็นไปที่บริษัทของลุงได้เลย หินหยกก้อนนั้นตอนนี้คนสั่งจองทำเครื่องประดับเยอะมาก เหลืออยู่ไม่มากแล้วล่ะ” เมิ่งจื่อหยวนตอบ 

           “พอดีเลยครับ เดือนหน้าก็จะเป็นวันเกิดของคุณแม่ เอาไว้ผมจะเข้าไปสั่งทำเครื่องประดับให้ท่านสักชุด คุณพ่อห้ามบอกคุณแม่นะ” ลู่อี้เฉินหันไปทางประธานลู่

           “จะบอกทำไมกัน พ่อก็คิดว่าจะสั่งทำเครื่องประดับสวย ๆ ให้แม่ของแกสักชุดเหมือนกัน อาหยวนยังมีหยกสวย ๆ เหลืออยู่บ้างไหม” ลู่อันเหวินหันไปถามเพื่อนสนิท

           “ถ้าอาเฉินสั่งทำเครื่องประดับจากหยกเขียวจักรพรรดิไปแล้ว ฉันแนะนำให้นายทำเครื่องประดับจากหยกน้ำเงิน นี่เป็นแบบที่ฉันทำให้หว่านหนิง” เมิ่งจื่อหยวนเปิดโทรศัพท์ให้ดูเครื่องประดับที่ทำให้ซูหว่านหนิง เป็นชุดเครื่องประดับที่ทำจากหยกสีน้ำเงินและล้อมด้วยเพชรน้ำงาม

           “แบบนี้สวยมากเลย” ท่านประธานลู่ชื่นชอบ

           วันนี้นับว่าเมิ่งจื่อหยวนมาไม่เสียเที่ยวเพราะได้ลูกค้ารายใหญ่ถึงสองรายพร้อมกัน ประธานลู่ได้ชวนเมิ่งจื่อหยวนออกไปพูดคุยด้านนอก และตอนนี้ซูหว่านหนิงกำลังนั่งคุยรายละเอียดกับลู่อี้เฉินหรือรองประธานลู่ภายในห้องรับรอง

           “คุณจะคิดสูตรเองหรือให้ทางเราคิดให้ครับ ส่วนราคาผลิตก็จะต่างกันเพราะทางเรามีค่าคิดสูตรอาหารบวกเพิ่มเข้าไป” ลู่อี้เฉินถาม

           “ฉันคิดสูตรมาแล้วค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ

           “ผมขอดูสูตรอาหารของคุณได้ไหมครับ อาหารสัตว์จำเป็นที่จะต้องมีสารอาหารที่ครบถ้วนจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ และที่สำคัญห้ามมีปริมาณที่มากเกินความจำเป็นเพราะจะส่งผลเสียกับสัตว์เลี้ยงได้” 

           ซูหว่านหนิงหยิบแลปทอปออกจากกระเป๋าสะพายก่อนจะเปิดไฟล์แล้วส่งให้ชายหนุ่ม

           ลู่อี้เฉินอ่านรายละเอียดทั้งหมดก่อนจะพยักหน้าแล้วส่งแลปทอปกลับไป

           “คุณคิดชื่อแบรนด์ได้หรือยังครับ และอยากได้บรรจุภัณฑ์แบบไหน”

           “ชื่อแบรนด์ชื่อว่า วั่งเมียว ส่วนบรรจุภัณฑ์และโลโก้แบรนด์เป็นแบบนี้ค่ะ” ซูหว่านหนิงเลื่อนแลปทอปไปตรงหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง

           “คุณส่งอีเมลให้ผมได้ไหมครับ” ลู่อี้เฉินถาม

           “ได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ ก่อนจะขออีเมลของชายหนุ่มและกดส่งไป

           “ทางโรงงานของเรามียอดสั่งขั้นต่ำอยู่ที่ 5,000 ชิ้นต่อ 1 สินค้า ไม่ทราบว่าคุณจะสั่งผลิตเท่าไหร่ครับ”

           “อย่างละ 10,000 ชิ้นค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ

           ลู่อี้เฉินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะกดโทรออกหาเลขาให้ช่วยจัดการเรื่องสัญญา

           ซูหว่านหนิงอ่านสัญญาก่อนจะลงชื่อในสัญญาและส่งกลับไปให้อีกฝ่ายลงนามในสัญญา ลู่อี้เฉินเซ็นชื่อลงไปก่อนจะส่งให้เลขานำกลับไป

           “พรุ่งนี้คุณสะดวกมาที่โรงงานไหมครับ ผมจะพาคุณไปดูโรงงานที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง”

           “สะดวกค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบตกลงทันที

           

           วันต่อมาซูหว่านหนิงขับรถไปที่โรงงานก่อนจะขอพบลู่อี้เฉิน ไม่นานทั้งสองก็เดินไปที่โรงงานสำหรับผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ก่อนจะเข้าไปภายในโรงงานจะต้องสวมหมวกคลุมผมและสวมหน้ากากอนามัย

           ซูหว่านหนิงสวมชุดกาวน์ลงไปก่อนจะสวมผ้ากันเปื้อนทับอีกชั้นและสวมถุงมือและรองเท้าบูทนิรภัย ส่วนเครื่องประดับและของตกแต่งทั้งหมดเธอถอดใส่กระเป๋าและฝากไว้ที่ตู้เซฟในห้องรองประธาน

           ก่อนจะเดินเข้าไปดูไลน์ผลิตต้องผ่านการฉีดพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้ออีกครั้ง เมื่อเข้าไปในไลน์ผลิตพนักงานทุกคนต่างสวมอุปกรณ์เช่นเดียวกับเธอ

           หลังจากออกจากโรงผลิตซูหว่านหนิงกลับไปที่ห้องทำงานของประธานลู่อีกครั้ง เพื่อดูรายละเอียดสินค้าที่เธอสั่งผลิต หากตรงตามสูตรที่คิดค้นก็จะเริ่มทำการผลิตได้ทันที

           ซูหว่านหนิงจ่ายเงินมัดจำครึ่งหนึ่งออกไปส่วนระยะเวลาการผลิตอยู่ที่ 15 วันทำการ ซึ่งในช่วงระยะเวลานี้ซูหว่านหนิงจำเป็นต้องหาทีมงานมาช่วยงานและคนแรกที่เธอนึกถึงก็คือหรันฮวา

           หลังจากออกจากโรงงานตระกูลลู่ ซูหว่านหนิงขับรถไปดูการตกแต่งและก่อสร้างโกดังที่ใกล้จะแล้วเสร็จ เมื่อกลับถึงบ้านสิ่งแรกที่ทำก็คือโทรศัพท์หาหรันฮวา

           “หว่านหนิง เธอสบายดีไหม” 

           “ฉันสบายดีแล้วเธอล่ะ ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่” ซูหว่านหนิงถามกลับ ก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจของอีกฝ่าย

           “ฉันเพิ่งลาออกจากงาน ตอนนี้เป็นคนว่างงานเต็มตัว” หรันฮวาตอบ ก่อนจะเล่าเรื่องงานที่ทำให้ฟัง เธอได้งานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด หัวหน้างานของหรันฮวาเป็นผู้ชายเจ้าชู้ชอบแทะโลมเธอ หนักสุดคือจะเข้ามากอดเธอ หรันฮวาทนอยู่ไม่ไหวจึงยื่นหนังสือลาออก

           “ดีแล้วล่ะที่เธอตัดสินใจลาออก ไม่อย่างนั้นชีวิตของเธออาจจะไม่ปลอดภัย” ซูหว่านหนิงเห็นด้วยที่เพื่อนสาวลาออก

           “ฉันก็คิดแบบเธอนั่นแหละถึงได้ยื่นหนังสือลาออก” หรันฮวาตอบ

           “พรุ่งนี้เธอว่างไหม นัดเจอกันหน่อยสิ” ซูหว่านหนิงถามกลับไป

           “ว่างสิ เจอที่ไหนบอกมาได้เลย” หรันฮวาตอบทันที

           ซูหว่านหนิงบอกสถานที่นัดพบเป็นร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า เมื่อวางสายจากหรันฮวาซูหว่านหนิงมองดูเบอร์โทรศัพท์ของสวีว่านชิงที่เธอเคยขอเอาไว้

           หญิงสาวตัดสินใจกดเบอร์โทรออกไม่นานปลายสายก็กดรับ เสียงของสวีว่านชิงดังมาในสาย

           “สวัสดีค่ะ สวีว่านชิงพูดค่ะ ไม่ทราบว่าใครโทรมาคะ”

           “พี่ชิงชิง พี่จำฉันได้ไหม ฉันซูหว่านหนิง” 

           ปลายสายเงียบไปสักพักก่อนที่ซูหว่านหนิงจะได้ยินเสียงร้องของสวีว่านชิง

           “หว่านหนิงทำไมเธอถึงเพิ่งจะโทรมา รู้ไหมว่าฉันไปที่ร้านเถ้าแก่หม่าทุกสัปดาห์ หวังว่าจะได้เจอเธอสักครั้ง แต่นี่เธอกลับเงียบหายไปเกือบสองปี” ปลายสายยังคงร้องไห้สะอื้น

           “พี่ชิงชิง พี่ไม่สบายเจ็บป่วยตรงไหนบอกฉันได้นะ” ซูหว่านหนิงถามออกไป

           “ฉันสบายดี แต่ที่ร้องไห้เพราะดีใจที่ในที่สุด ก็ได้คุยกับเธออีกครั้ง” สวีว่านชิงตอบ

           “ตอนนี้พี่เรียนจบหรือยัง” ซูหว่านหนิงถาม

           “เรียนจบแล้ว ส่วนเงินที่เธอให้มานั้นฉันยังคงเก็บเอาไว้ไม่กล้าเอามาใช้” สวีว่านชิงตอบ

           “ตอนนี้พี่ทำงานที่ไหน” ซูหว่านหนิงถามต่อ

           “ทำงานที่ร้านอาหารเป็นรองผู้จัดการร้าน”

           “พรุ่งนี้พี่ว่างไหม ฉันอยากเจอพี่” 

           “ว่างสิ สำหรับเธอฉันว่างเสมอ” สวีว่านชิงรีบตอบ

           “พรุ่งนี้เจอกันที่ร้านปิ้งย่าง ฉันมีเรื่องจะคุยกับพี่สักหน่อย” 

           “ได้เลย พรุ่งนี้เจอกัน” สวีว่านชิงตอบ

           ซูหว่านหนิงวางโทรศัพท์ลงก่อนจะเข้าครัวทำอาหารเย็นสำหรับหนึ่งคนหนึ่งแมว ส่วนบทสนทนาบนโต๊ะอาหารนั้นเป็นเรื่องของอาหารแมวที่สั่งผลิต

           “ท่านไม่สนใจเป็นพรีเซนเตอร์ให้ฉันหน่อยหรือคะ”

           “ข้าไม่กินอาหารพวกนั้น ข้าต้องการอาหารมนุษย์เท่านั้น หากเจ้าพูดเรื่องนี้อีกข้าจะปิดปากเจ้าเสีย” เทพเสวี๋ยไป๋ยังคงยืนกรานเหมือนเช่นเคย